ความเป็นพลเมือง – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ความเป็นพลเมือง – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (9) เราเรียนรู้…เพื่อเอาไปใช้ชีวิต (ต่อ) https://thaissf.org/er089/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er089 Wed, 03 Dec 2014 13:29:31 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/03/er089/ ก็มีคุณครูภาษาอังกฤษนี่’ ตอนนำเสนอครูอ้อยจำได้เลยว่า เขาพูดว่า ‘ถ้าใช้ดินสอประหยัดจะเป็นการอนุรักษ์โลก เป็นภาษาอังกฤษ’ เขาก็ได้ไปเลยภาษาอังกฤษ คำศัพท์ไม่ต้องท่องแล้ว มันจะได้มา ไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์ แต่มันได้เกิน บูรณาการมาตรฐานสากล คณิตศาสตร์ก็ได้ จากที่เวฟทำโจทย์ขึ้นมา มันมีอยู่ใน สสวท.ว่า เด็กต้องสร้างโจทย์เองให้ได้ ‘ถ้าดินสอ ๑ แท่งราคาเท่านี้ ๔๕ แท่งราคาเท่าไร’ เขาก็เอาจำนวนราคานั้นมาโยงกับที่เขาเรียน เพื่อไปนำเสนอ และเขาบวกเลขได้เกิน ๑,๐๐๐ ด้วย ได้เกินตัวชี้วัดเลย ทำไมเรื่องนี้มันถึงน่าสนใจ เพราะเวลาที่เด็กนำเสนอโจทย์ แค่แก้พฤติกรรม แต่มันเกินไปอีก เด็กรู้ส่วนประกอบ และรู้ไปถึงว่าถ้าเราใช้แบบทิ้งขว้าง ไม่ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึงว่า ต้นไม้ แร่ธรรมชาติ ตรงนั้นใครเชื่อมโยง เราแค่คอยกระตุ้น แต่เด็กเชื่อมเอง แม้แต่ขี้ดินสอเขาก็ไม่ทิ้ง เขายังเอาไปทำดอกไม้ได้ด้วย ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์ แต่มันได้…”

ขนิษฐา อาษาชำนาญ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

เราเรียนรู้…เพื่อเอาไปใช้ชีวิต

๙. ไม่มุ่งเน้นมอบความรู้ แต่มุ่งเน้นพัฒนาทักษะ

คุณครูไม่หลงทาง แม่นในเป้าหมายการเรียนรู้ คือ พัฒนาทักษะทั้งสาม ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างทางที่นักเรียนหาคำตอบโจทย์ปัญหานั้น ผู้เขียนสังเกตว่าทักษะจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับระดับความเชื่อมโยงของโจทย์ปัญหากับชุมชน นักเรียนทำงานเป็นทีม ทีมที่มีสมาชิกหลากหลาย และบทบาทของคุณครูที่เปลี่ยนจากผู้สอนไปเป็น “พี่เลี้ยง” กระตุ้นให้เด็กเป็นนักเรียนรู้ ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดในบทที่ ๕ ครูคือคนสำคัญ

๑๐. ครูชวนนักเรียนประเมินผลการเรียนรู้

ที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR หลังทำกิจกรรมหรือปิดโครงงานเสมอ ด้วยรูปแบบต่างๆ ทบทวนว่านักเรียนเรียนรู้อะไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร สัมพันธ์กับวิชาอื่นอย่างไร และการ AAR จะไม่มีความหมายใดๆ เลย หากคุณครูไม่นำผล AAR มาปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ PBL ในครั้งต่อๆ ไป

“…เด็กจะเขียนสรุปความรู้ในสัปดาห์ของเขา เป็นความเรียงก็ได้ หรือสรุปเป็น mind map ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเด็กคนนั้นชอบแบบไหน คุณครูอาจเห็นว่า mind map ทำเยอะแล้ว อาจเป็นความเรียง อะไรอย่างนี้ ก็จะปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ตายตัว แต่ว่าในแต่ละวันที่เราเรียน หลังจากก่อนเลิกเรียนในช่วงที่เรารวมกลุ่มกันในห้อง จะมีกิจกรรมให้คุณครูได้สรุปความรู้ของเด็ก ให้เด็กได้พูดว่า วันนี้ได้เรียนอะไรบ้าง ไม่จำเป็นว่าจะต้องทุกคน ให้เขาเล่าคือคนนี้อาจจะเล่าอย่างหนึ่ง อีกคนเล่าอย่างหนึ่ง เสร็จแล้วคนที่ไม่ได้เล่าเขาก็จะรู้ว่า ฉันก็เรียนเหมือนกัน ฉันก็ได้ทำ เขาทำอะไร เป็นอย่างไรบ้าง ประมาณนี้ค่ะ เหมือนกับสรุปประจำวัน…”

“…พาดูกิจกรรมว่าเลี้ยงกบ ไล่ไปตั้งแต่กบเล็กๆ กบเริ่มโตหน่อย จะย้ายไปยังไง อยู่ยังไง ไปจนถึงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เขาก็จะเป็นวิทยากรพาเด็กไป เด็กก็ล้อมหน้าล้อมหลัง รวมกับคุณครูด้วย คุณครูก็ไม่เคยเห็น ไม่ได้ไปสัมผัสที่ทุ่งนามากนัก ก็ไปดูพร้อมกันกับเด็ก พอดูเสร็จ ก็จะมาสรุปกันว่า เหมือนกับถามกันว่า เห็นอะไร รู้สึกอย่างไร เป็นยังไงบ้าง พอมากลับถึงที่โรงเรียน เราก็มาสรุปกันอีกรอบหนึ่ง แล้วก็ให้เด็กวาดภาพ นำเสนอสิ่งที่เขาได้เห็น ได้พบได้เห็นที่เขาประทับใจ จริงๆ แล้วไปกับเด็ก เราตื่นเต้นอยู่แล้ว ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงบ้าง อะไรยังไง เราประทับใจเขาอยู่แล้ว แต่ที่ตื่นเต้นมากกว่านั้นก็คือ เขาบอกคุณครูมาดูนั่น มาดูนี่ จูงเราไปดูด้วย ก็ถ้าได้ไปทำกิจกรรมที่เขาประทับใจ เหมือนกับว่าเขาก็จะจำได้ แล้วเขาก็จะพูดให้เราฟังได้ อธิบายได้ว่า เขาทำอะไร เห็นอะไร ยังไง

เกือบทุกกิจกรรมนะคะ ที่เรียนรู้เสร็จแล้วเราต้องมาคุยกัน เด็กได้อะไร เขาเขียนไม่ได้ แต่ว่าเราดูจากภาพวาดของเขา และสิ่งที่เขาพูดออกมาให้เราฟัง เขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง ได้ทำหรือช่วยอะไรใครบ้าง ทำตรงนี้ตั้งแต่ภาคปลายเทอมหนึ่ง ที่เริ่มทำเพราะว่า จากที่ตัวเองเคยสอนมาแล้ว บางครั้งเราไม่มีการพูดคุยกับเด็ก เราอาจตราเด็กว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ แต่พอเราปรับความคิดของเรา แล้วก็วางแผนใหม่ ดูจากหลายๆ ที่หลายๆ สื่อ พยายามจัดการเรียนรู้ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น และให้มีส่วนร่วมของเด็กในห้องมากขึ้น ทำให้เราเรียนรู้เด็กมากขึ้น เห็นข้อดีข้อด้อย บางครั้งมันไม่ใช่ข้อด้อยของเขา แต่ว่าเขาอาจจะยังไม่ได้ถูกพัฒนาในตรงจุดนั้นค่ะ…”

เกดแก้ว สุระชาติ ร.ร.บ้านนาขนวน จ.ศรีสะเกษ

รูปแบบการ AAR ที่ดีควรมีหน้าตาอย่างไร

๑๑. ครูมีกลุ่มคุยกันสม่ำเสมอตลอดปีการศึกษา

ประเด็นนี้สำคัญ ผู้เขียนขอพูดถึงประเด็นนี้ในบทที่ ๖ Professional Learning Community (PLC)

๑๒ สามารถพิสูจน์ได้ว่านักเรียนที่เรียนรู้แบบ PBL

ของเราเก่ง อ่านออก เขียนได้ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม วิทยาศาสตร์ได้ และยังมีทักษะชีวิต ทักษะการเรียนรู้ ทักษะ IT เยี่ยมอีกด้วย

 

การเรียนรู้จึงไม่แยกออกจากชีวิตจริง

ผู้เขียนมั่นใจว่า มีโรงเรียนจำนวนมากในประเทศไทย ที่ทำอะไรคล้ายกับเรื่องเล่าข้างต้น พาเด็กๆ ออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน มีกิจกรรมให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีม นึกตัวอย่างเร็วๆ อย่างเช่น งานประเพณีวันลอยกระทง แห่เทียนเข้าพรรษา งานวันสุนทรภู่ งานพาเหรดกีฬาสี ฯลฯ ถ้าได้ทำเพิ่มอีก ๒ อย่าง คือ ชวนนักเรียนทำ AAR จากนั้นคุณครูนำผล AAR มาคุยกันในวง PLC เพื่อปรับปรุงพัฒนาองค์ประกอบ PBL จะสามารถหมุนเกลียวพัฒนาไปเป็นโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ ๒๑ ได้เลยในวันรุ่งขึ้น

เพราะวันแรกไม่ได้แปลว่า ต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ การพัฒนาทักษะทั้ง ๓ จะสามารถเกิดขึ้น ได้ทุกขณะและทุกเวลา

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่21 ตอนที่ 2 https://thaissf.org/er023/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er023 Tue, 15 Jul 2014 14:26:19 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/15/er023/ การศึกษาที่แท้เริ่มด้วยการลองผิดลองถูกและ After Action Review(AAR)โดยมีหลักสูตรเป็นเป้าหมาย

ครูด้วยกันเองควรจับกลุ่มกันเพื่อสนทนาเรื่องนักเรียนทุกวัน หลักสูตรต้องการให้นักเรียนรู้อะไร เราจะออกแบบการเรียนการสอนให้นักเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร ที่ออกแบบและทดลองทำไปแล้วนักเรียนได้รู้สิ่งที่ต้องรู้จริงหรือเปล่า และนักเรียนได้เพิ่มพูนความสามารถในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตจริงหรือไม่ ถามตนเองว่าครูยังสามารถทำอะไรให้ดีกว่าเดิมได้อีก นี่คือการพูดคุยแบบที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR ครูที่ดีจะพูดคุยเรื่องลูกศิษย์ทุกวัน

การสอบจะมิใช่ทำไปเพื่อวัดผลได้ตก แต่ทำเพื่อประเมินและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และทักษะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของเด็กๆ ทักษะทั้งสามจะเดินคู่ขนานกันไปตลอดชีวิตการเรียนของเด็กนักเรียนหนึ่งคนจากอนุบาลจนกระทั่งจบชั้นมัธยมปลาย การสอบเพื่อวัดความรู้ในศตวรรษที่ 20 วิวัฒน์เปลี่ยนแปลงไปสู่การสอบเพื่อวัดทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21

ทั้งหมดนี้สามารถทำได้จริงเพราะโรงเรียนทางเลือกหลายแห่งทำแล้ว ครูส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถทำได้โดยเริ่มด้วยการจับคู่ช่วยกันเปลี่ยนวิธีสอนหนังสือแล้วประเมินตนเองว่านักเรียนได้อะไรด้วยการพูดคุยแบบAARในทุกวัน การเริ่มเล็กๆ เป็นคู่ๆ จะนำไปสู่การรวมตัวของกลุ่มครูเพื่อการศึกษาในศตวรรษใหม่ได้อย่างแน่นอน

ปรับกระบวนทัศน์สู่การศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ มีวิชาที่นักเรียนควรได้เรียนเพียง ๗ วิชา อ้างอิงจากหนังสือ ทักษะแห่งอนาคตใหม่:การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่ง วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และ อธิป จิตตฤกษ์ แปลจากหนังสือ 21st Century Skills: Rethinking How Students Learn และหนังสือวิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ เขียนโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

สามวิชาแรกคือวิชาพื้นฐาน ได้แก่ คณิตศาสตร์ การอ่าน และการเขียน

อีกสี่วิชาถัดมาคือวิชาที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษใหม่คือ สุขภาพ เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และ ความเป็นพลเมือง เด็กและเยาวชนควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการเงินของตนเองด้วยตนเองให้ดีที่สุด รู้เท่าทันข้อมูลด้านสุขภาพและการเงินที่มีหลากหลายทั้งจริงและลวง พูดง่าย ๆ ว่าเอาแต่เรียนเก่งแต่ไม่มีปัญญาดูแลสุขภาพและการเงินของตัวเองมัวแต่คิดพึ่งพิงผู้อื่นอยู่เสมอก็จะเอาตัวรอดยาก

นอกจากนี้ควรรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ซึ่งทรัพยากรลดลงและโลกร้อนมากขึ้นทุกขณะ เราควรมีชีวิตอย่างไรและอยู่กับหายนะภัยอย่างไร

ที่คนพูดถึงน้อยคือเรื่องความเป็นพลเมือง (citizen) เวลาพูดถึงความเป็นพลเมืองมักหมายถึงการอยู่ร่วมกับความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง หรือศาสนาหรือชาติพันธุ์ที่แตกต่าง ด้วยเหตุที่โลกไร้พรมแดนทำให้ชาติพันธุ์และความเห็นต่างมากมายปรากฏตัวขึ้นในทุกภูมิภาคและชายแดนของทุกประเทศอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากเรียนเก่งแต่พูดจาหมิ่นชาติพันธุ์อื่นหรือความคิดทางการเมืองที่แตกต่างก็น่าจะเอาชีวิตรอดได้ยาก

กระบวนทัศน์ใหม่ของเรื่องนี้คือ เรื่องความแตกต่างและการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง วิธีที่ทำได้คือเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนอย่างถอนรากถอนโคน จัดการศึกษาเสียใหม่ให้นักเรียนชั้นเด็กเล็กได้เรียนรู้เป็นกลุ่มด้วยกระบวนการที่เรียกว่า active learning นั่นคือครูเลิกสอน แต่จ่ายโจทย์ปัญหาให้นักเรียนได้ทำงานเป็นทีม โดยมีเงื่อนไขว่าสมาชิกของทีมมีเด็ก ๆ ที่แตกต่างหลากหลาย

ระหว่างการทำงานเป็นทีมโดยมีครูคอยโค้ช จะเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ เรียนรู้จักเพื่อนในทีมที่แตกต่างและพัฒนาไปด้วยกันเพื่อการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าความแตกต่างนั้นจะเป็นศาสนา ชาติพันธุ์ ความร่ำรวยหรือยากจน เก่งหรือไม่เก่ง ขยันหรือขี้เกียจ ขี้อายหรือขี้ประจบ นิสัยดีหรือไม่ดี อยู่นิ่งหรือไม่นิ่ง เรียนรู้ช้าหรือเรียนรู้เร็ว พิการหรือไม่พิการ นำมาอยู่ในทีมเดียวกันเสีย นี่คือการผนวกชีวิตจริงของเด็ก ๆ เข้าสู่การศึกษาในศตวรรษใหม่

]]>