ความเป็นตัวตน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ความเป็นตัวตน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (9) https://thaissf.org/er040/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er040 Sat, 16 Aug 2014 08:14:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/16/er040/ ให้ความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันนะครับ ไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นเผ่านั้น เผ่านี้ แต่เราอยู่ด้วยกันอย่างสามัคคี สงบ อย่างสันติ แล้วก็เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน…

…ผมประทับใจที่เด็กพูดว่าเราหนีอะไรก็หนีได้ แต่เราหนีเงาตัวเองไม่ได้ เราเป็นเด็กดอย เราควรภูมิใจในคำว่าเด็กดอยของเรา ผมจะใช้คำพูดนี้ไปสอนเด็กเค้าว่าไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของลูกมากกว่าลูก เพราะฉะนั้นลูกรู้แล้วควรทำในสิ่งที่ดี เพราะผมรู้ว่าครอบครัวเค้ามีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีมีเยื่ยงอย่างที่ดีก็เอาอย่างที่ดี…

…เราสอนให้รักแผ่นดินบ้านเกิด แผ่นดินบ้านเกิดนี่เรารักอะไรกัน บางคนอาจจะหัวเราะแต่มันเป็นเรื่องที่เข้าตากรรมการเลยค่ะ ที่เราให้เด็กทำกิจกรรมต่อยอดเรามานำเสนอครั้งสุดท้ายนี่ก็คือ เด็กได้ไป ไปดูควายกัน เอ๊ะ ควายมันมาเกี่ยวอะไรกับครูอาสา จริง ๆ คือเรื่องรักถิ่นกำเนิดเราเนี่ยค่ะ ควายที่มันอยู่ในทุ่งนาเนี่ยนักเรียนเห็น ควายมันก็คือควายอ่ะ ไปดูซิที่เขาว่าโง่เหมือนควาย ทำไมคนโบราณใช้คำพูดคำนี้ ไปดูซิว่าควายปัจจุบันนี้หายไปไหน เมื่อก่อนนี้ควายเป็นยังไงกับเดี๋ยวนี้ เราพาเด็กไปกัน ครูอาสาน้อยไปกันหมดประมาณ 20 คน ไปบ้านลุงคนนึงซึ่งเขาเนี่ยเลี้ยงควาย มี 10 กว่าตัว ให้ลุงเนี่ยเล่าเรื่องควายให้ฟัง ลุงก็จะเล่าความดีของควาย เล่าว่าควายนี่มีประโยชน์ คือเขารักควาย เนี่ยลุงคนนี้เป็นคนที่เลี้ยงควาย แล้วก็รักเขามาเลยอ่ะ แล้วเขาก็เล่าเรื่องควายเนี่ย ประโยชน์ของควายนะ ว่าเนี่ย ที่เขาเกิดมาเขามีประโยชน์ เขาสามารถไถนาให้เรา ดูซิปัจจุบันนี้ กับปัจจุบันโน้น ลักษณะของวิถีชุมชนแตกต่างกัน เมื่อก่อนเราไถนากัน เราทำงานกันไป เราไม่ได้เร่งรีบ เรามีการลงแรง ที่เขาเรียกว่าลงแขกใช่ไหมคะ เราไม่แก่งแย่งชิงดี เรามีกิจกรรมสานสัมพันธ์ เรามีกิจกรรมร่วมชุมชน ปัจจุบันนี้มีแต่เร่งรีบ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทะเลาะเบาะแว้งแล้วก็จบลงที่ปัญหาโลกร้อนซึ่งเราไม่คิดถึงควายกันแล้ว เด็ก ๆ ก็จะ เออ เราเกิดมาเราโชคดีแล้วนะ หมู่บ้านเราเนี่ยมันมีควาย ไม่ใช่เราเกิดมาเป็นคนบ้านนอก ห่างไกลความเจริญ จะต้องเข้าไปหาแสงสี เข้าไปอ่ะ ในเมือง ไปร้านเกมส์ ไปเล่นเน็ต อะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วเขาก็จะกลับมาสอนน้องเขา แล้วก็กลับมาสอนจริง ๆ ด้วยค่ะ

สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่แนวคิดเรื่องอัตตาณัติทำให้มองข้าม คือความเป็นตัวตนของเรานั้นผูกพันกับวัฒนธรรมอย่างแยกไม่ออก หากมองในมุมเสรีนิยม ก็จะกล่าวว่าแม้เราจะเลือกวัฒนธรรมที่หล่อหลอมตัวตนไม่ได้ แต่เมื่อมีวุฒิภาวะ เราเลือกที่จะทำหรือไม่ทำตามวัฒนธรรมนั้นได้ ในด้านหนึ่ง ความคิดเช่นนี้สมควรยอมรับ หากเรายังเชื่อในหน้าที่ในการแก้ไขสิ่งผิดที่มีอยู่และสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความคิดเช่นนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนที่ไม่ใช่ชาวตะวันตก ว่านำสู่การดูถูกตนเอง เนื่องจากการรับความคิดเช่นนี้เป็นการรับระบบการให้คุณค่าแบบเสรีนิยมที่เห็นว่าคุณค่ามีฐานอยู่บนการเลือกของปัจเจกบุคคล ในเมื่อระบบการให้คุณค่าแบบเสรีนิยมเป็นเพียงระบบหนึ่ง การรับมาใช้โดยปฏิเสธระบบคุณค่าที่หล่อหลอมตัวเราจึงไม่ต่างไปจากการดูถูกตัวเอง ดังเห็นชัดจากคำถามที่ว่าทำไมจึงยอมคุณค่าที่เรายอมรับมาเป็นร้อยปีด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “ไม่เป็นแบบฝรั่ง” คงลืมไม่ได้ว่าระบบคุณค่านี้เป็นการเห็นความมีความหมายของโลกทั้งหมด การปฏิเสธสิ่งที่มีความหมายของบุคคลเช่นนี้ เป็นการปฏิเสธตัวตนทั้งหมดของเขาในเวลาเดียวกัน

ข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการยอมรับชาติพันธุ์ รวมถึงวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ หากเป็นเช่นนั้น ก็นับว่ามีการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก ในความหมายของการเคารพวัฒนธรรมที่หล่อหลอมตัวตนของเขา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังแสดงถึงสิ่งที่ดูขัดแย้ง

…พยายามเติมเต็มกลุ่มที่เค้ายังขาดโอกาส ผมคิดว่าดั้งเดิมเรามนุษย์ถ้ำทั้งหมด เราเองถ้าเรียนประวัติศาสตร์มา เราเองก็เริ่มเรียนรู้จากถ้ำ การใส่กางเกง การศึกษา ทำไมเราได้โอกาสแบบนี้ เราเสวยสุขสบาย แต่คนอีกกลุ่ม บางคนมองว่าอนุรักษ์ไว้ ซาไกก็ให้อยู่บนป่านั้นแหละเหมือนตองเหลือง ทำไมไม่คิดว่าย้อนหลังไป เราก็อยู่ในถ้ำเหมือนกัน ทำไมเราไม่เปิดโอกาสให้เขา วันหนึ่งเค้าก็แต่งตัวอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว ผมก็คิดตัวที่จะตอบคำถามคือกลไกการศึกษา ผมเชื่อว่าการศึกษาไม่ต้องให้เค้าตลอดชีวิต ให้เขาระยะนึง หลังจากนั้นจะไปพัฒนาตัวเอง ถ้าเราให้ของเราก็ให้ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเราให้การศึกษากับเค้า มันจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ในการพัฒนาคนให้พ้นจากวงจรความทุกข์ยาก วงจรความอยากจน แล้วก็มาสร้างสิทธิ ความเท่าเทียมกัน เหมือนคนอื่น อันนี้แหละคือแรงบันดาลใจ…

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (12) https://thaissf.org/sh043-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh043-2 Wed, 13 Aug 2014 15:19:53 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/13/sh043-2/ จะเห็นอีกว่าวิธีการปรับเข้าหาผู้อื่นที่กล่าวถึงนั้น มิใช่เป็นเพียงการทำตามสิ่งที่เขาต้องการ แต่เป็นการเข้าไปอยู่ในโลกของเขา เห็นความเข้าใจของเขา หรือเห็นตัวตนของเขา อันเป็นพื้นฐานที่จะช่วยแนะนำเขาสู่ความตระหนักถึงความมีความหมายบางอย่างได้ การปรับเข้าหาจึงเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย ขณะที่การปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้เราเข้าใจเขาได้มากขึ้น การปฏิสัมพันธ์นั้นก็ทำให้เขาเข้าใจตนเองหรือเห็นความมีความหมายมากขึ้นเช่นกัน การปรับเข้าหาผู้อื่นจึงเป็นการปรับผู้อื่นไปด้วยในเวลาเดียวกัน

มีข้อสังเกตเพิ่มเติมประการหนึ่งว่าการปรับหาผู้อื่นนั้นในที่สุดแล้วก็เริ่มจากด้านความคิด คือ ปรับวิธีคิดของตนเองก่อน โดยมุ่งหาปัจเจกภาพของผู้อื่น โดยความเป็นปัจเจกภาพนี้หมายรวมถึงความเป็นตัวตน ความเป็นของตัวตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อความว่า แรงนั้นก็ต้องมาจากนักศึกษา ทำให้เห็นชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกภาพและความตระหนักในความมีความหมาย มีข้อความอื่นที่บ่งประเด็นเดียวกันนี้

…คือ tune เห็นใจเขาน่ะ คือวิธีคิดมีสองแบบว่ามองแบบไม่เกี่ยวกัน คนนี้เรามองแบบตัดสินเลย คนนี้ถูกหลอกแล้ว ก็โง่เอง ก็ต้องยอมแล้วล่ะ ทําอะไรได้ อันนี้มองแบบคนไม่เกี่ยวกัน ถ้ามองแบบญาติพี่น้อง ก็อาจจะเดือดร้อนแทน แต่อาจจะถูกด่าบ้าง แต่ถ้าเรามองแบบเป็นคนไข้เลย ไม่ด่าตัวเองหรอกครับ ใช่ไหมครับ เราก็ต้องยอมรับ แล้วหาทางออกที่เรามีกําลัง ดังนั้นผมจะมองแบบญาติไม่ได้ ถ้าเป็นพ่อแม่ก็ถูกด่าอีก แต่ถ้ามองแบบคนนอกก็โง่เองสะใจ นี่เขาเรียกมองอย่าง objective เราก็ต้อง tune วิธีมองมันมีหลายระดับนะ วิธีมองก็ต้องมองแบบนั้นนะผมว่าก็จะช่วยคนไข้ได้…

…ผมว่ามันเป็นเรื่อง tune กับคนไข้ให้ได้ เขาก็จะรู้สึกว่าฟังเรามากขึ้น พอ tune ก็รู้สึกว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกันได้ คุยกันได้ แล้วก็ช่วยกันมองด้านอื่น ทําให้เขารู้สึกว่าเขาควบคุมสถานการณ์ได้ ผมว่าอันนี้สําคัญ…กับคนไข้ระยะสุดท้ายตรงนี้ก็สําคัญ เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ เป็นเจ้าของบ้าน นี่เชื่อมโยงเลยนะครับ คือให้เขาเป็นเจ้าของบ้านตัวจริงเลย ให้ควบคุมสถานการณ์ได้ในหลายๆ สถานการณ์…

(ลปรร.ภาคกลาง)

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (7) https://thaissf.org/sh039/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh039 Fri, 08 Aug 2014 14:23:41 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/08/sh039/ …ปี 2529 เอดส์รายแรกเข้ามาในประเทศไทยเป็นนิโกร จากเรือนจำกลางคลองเปรม เป็นcaseแรกที่เข้ามา แล้วเวลานั้นถามว่าความพร้อมของเจ้าหน้าที่เรามีไหม ไม่มีเลยนะคะ อยู่ๆ ตูมคนไข้เดินเข้าไปในสถาบัน เวลานั้นทุกคนหันซ้ายหันขวา ไม่มีใครต้อนรับเลยคนไข้caseนี้ ปฏิเสธกันหมด…เราเห็น เราก็นึกว่าเราก็เป็นพยาบาล ปฏิเสธคนไข้ไม่ได้แน่นอน เราตระหนักถึงหน้าที่ยังไงก็ต้องทำหน้าที่…นี่คือหน้าที่ของเรา ตัวตนของเราคือพยาบาล…

(ลปรร.ภาคกลาง)

หรือไม่ก็เพียงต้องการเป็นคนดี

…มันก็เพิ่งนึกได้เหมือนกันว่าแต่ก่อนตอนที่ทํางานใหม่ๆ ใช่มั๊ยคะ เราจะรู้สึกว่าเราน่ะอยากได้ดีมาก เพราะแม่เค้าสอนมาเรื่องของการเป็นคนดี พอแม่บอกสอนเรื่องการเป็นคนดีเนี่ยเราก็จะเข้าหาธรรมะหรือทําอะไรก็ตามคือต้องการให้เป็นคนดีให้ได้จะไม่ทําในสิ่งที่ผิด แต่พอเป็นคนดีไปเนี่ย พอเราพลาดไปแล้วเนี่ยเราจะรู้สึกตําหนิตัวเองมาก สมมติว่าเราอยากทําดี แต่พอเราทําดีไม่ได้เราก็จะรู้สึกตําหนิตัวเอง…

(ลปรร.ภาคอีสาน)

หรือไม่ก็มุ่งหมายประโยชน์ของงานเพื่อผู้อื่น

…โครงการของผมที่ทำใน รพ. เนี่ย ก็มีโอกาสได้ส่งเข้าประกวดของ สปสช. ได้รางวัลที่ 1 ของจังหวัด แต่ไปแพ้ตรงเขต เขาก็เลยได้รางวัลที่ 1 ของจังหวัด ก็คิดว่าดีใจมั๊ย ผมก็ไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่ เพราะว่ามันไม่ใช่น่ะ มันน่าจะ ผมนึกถึงความยั่งยืนของคนไข้มากกว่า มันน่าจะมีความยั่งยืน อย่างของผมเนี่ย โครงการเพิ่งจบ คือ จบไปเลยไม่มี ไม่ได้ทำอะไรต่อ ก็ได้รางวัลมา ณ ปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่ได้ใช้รางวัล เงินก็ยังอยู่เหมือนเดิมไม่ได้ใช้ทำอะไร เราไม่รู้จะไปใช้ทำอะไร มันไม่เหมือน มันไม่ได้ภูมิใจอะไรซักเท่าไหร่…

(ลปรร.ภาคเหนือ)

หรือไม่ก็เป็นคนที่มีลักษณะเอื้ออาทร

…ทํายังไงจะลดความเจ็บปวด ไปหาหนังสือมาให้แกอ่าน เพราะว่าเราก็ไม่มีประสบการณ์ตรงนี้เหมือนกัน แกก็พยายาม แต่แกก็ยังปวด ซึ่งตอนนั้นรู้สึกว่าสงสารคนไข้มาก แล้วก็ เหมือนกับทําอะไรไม่ได้ ช่วยเค้าไม่ได้ที่เราอยากจะช่วย แต่ว่าช่วงนั้นน่ะ ก็คิดว่าเป็นวาระสุดท้ายในชีวิตเค้าแล้วน่ะ เราจะทําอะไรให้เค้าดี…

(ลปรร.ภาคอีสาน)

ลักษณะสำคัญของปัจจัยภายในก็คือทำให้บุคคลมีความอ่อนไหวบางอย่าง ทำให้ครุ่นคิด ตั้งคำถาม หรือประเมินตรวจสอบตัวตน หรือทำให้ต้องแสวงหาวิธีการต่างๆ เพื่อรักษาสิ่งที่ตนเห็นว่ามีคุณค่า แน่นอนว่าในที่สุดแล้ว ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในต่างมีบทบาทในการช่วยให้บุคคลเห็นความมีความหมาย จากตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นว่าปัจจัยภายนอกมีบทบาทเช่นนั้นได้ ก็เพราะตัวบุคคลมีพื้นฐานบางอย่างที่เหมาะสม เช่น พื้นฐานทางความคิด พื้นฐานทางอารมณ์ ความเป็นตัวตน ความรักในบทบาทหน้าที่

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์น่าจะมุ่งหาวิธีการที่บุคคลกระทำต่อตนเองหรือผู้อื่นในอันที่จะสร้างความมีความหมายให้เกิดขึ้นมา เพื่อที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่ควบคุมได้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป เบื้องต้นอาจพิจารณาจากตัวอย่างข้างต้นก่อน จะเห็นได้ว่านอกจากปัจจัยด้านลักษณะส่วนบุคคลที่ก่อรูปและมีความมั่นคงมาก่อนแล้ว ยังมีบางปัจจัยที่ดูเหมือนอยู่ในความควบคุม เช่น ความตระหนักอันเนื่องจากความเป็นวิชาชีพ ที่แม้จะหล่อหลอมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของคนอื่นๆ ที่ร่วมวิชาชีพ ซึ่งต่างก็ได้รับมาจากระบบการศึกษาหรือระบบองค์กร ปัจจัยนี้จะปรากฏอีกครั้งในการวิเคราะห์ต่อไป

]]>