ความเชื่อใจ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:24 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ความเชื่อใจ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์" (6) https://thaissf.org/er037/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er037 Thu, 14 Aug 2014 14:26:02 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/er037/ แล้วแม่ก็จะดูแลแต่น้อง โดยที่ถูกทอดทิ้งแล้ว ถามว่าพ่อแม่รักมั้ย รัก แต่มันไม่ได้แสดงออกได้ตลอดเวลา แต่เด็กน่ะ ความรับรู้ได้มันไม่เท่ากันนะคะ ก็เลยบอกแม่เค้าว่า ถ้าคุณทำอะไรให้แต่น้อง ต่อไปน้องจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วน้องคนพี่ แล้วน้องก็เรียกนารีรัตน์ แม่จริงๆแล้วเค้ารักลูกทุกคนนั้นแหล่ะ แต่ในภาวะอาชีพ แม่ต้องทำงานคนเดียวเหนื่อยนะลูก แล้วการเรียนเธอก็คือไม่ใช่การเรียนเสีย แต่ถ้าลูกดูแลการเรียนให้ดี แล้วลูกก็ช่วยกิจกรรมตรงนี้แล้วลูกลองถามตัวเองว่า ลูกทำแล้วลูกมีความสุขมั้ย ลูกไม่ต้องบอกครู ลูกกลับไปบอกตัวเอง แล้ววันไหนที่ลูกสบายใจ แล้วลูกก็กลับมาบอกครู อันนี้คือเรื่องที่ 1 เรื่องที่ 2 มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเหมือนกัน คือ นักเรียนเป็นนักเรียนมัธยม คือตอนนี้เรียน ม.3 แล้ว ขโมยเงินที่บ้านไปเที่ยว เพราะพ่อแม่จะไปขายของกลางคืนตามงานวัด แล้วก็แต่งตัวแล้วก็เที่ยว แล้วครูก็เตือน เตือนเสร็จแล้วครูก็เตือนแม่ แม่เค้าก็ว่าไม่จริง ลูกเค้าไม่ได้เป็นแบบนั้น คุณครูก็หยุดพักแล้วในเมื่อเตือน อยู่ที่โรงเรียนเตือนอยู่ที่บ้านครูจะไม่เตือน พอตอนหลังแม่เค้าบอกว่า ลูกเริ่มไม่ไหวแล้วนะ มอบให้ครูที ครูก็เอามาคุยว่าครูเชื่อว่าลูกทำได้ ลูกไปตัดสินใจในสิ่งที่ลูกทำมันถูกหรือผิด ครูไม่ให้คำตอบ ลูกให้คำตอบลูกเอง แล้วสิ่งที่ลูกทำแล้วลูกปิดบังไว้น่ะ มีอะไรอยากจะบอกครูมั้ย เค้าก็คิดอยู่สักพัก ไม่มีการตี เพราะว่าครูบอกแล้วว่าถ้าการเปิดเผยไม่มีการตี เค้าบอกว่าเค้าเอาเงินแม่มา 3 พันบาท เพื่อที่จะไปเที่ยว ถามว่าลูกจะทำอย่างไร ลูกจะแก้ปัญหาอย่างไร เอาเงินกลับไปใส่กระเป๋า ลูกเงินไม่ได้งอกขึ้นมาเองได้นะ อยู่ดีๆมันหายแล้วอยู่ดีๆมันก็งอกขึ้นมา เพราะว่าในตู้มันมีไม่กี่คนที่มีกุญแจที่บ้าน ก็ลูกกลับไปแล้วลูกก็ไปบอกพ่อแม่ว่าลูกพลาดไปที่ลูกเอาเงินมาตรงนี้ ลูกก็รู้พ่อแม่เหนื่อยแล้วลูกจะเอาเงินมาคืน ครูเชื่อว่าแม่เธอไม่ตี แม่ต้องตีตายแน่ๆค่ะ ลูกยังไม่ลองแล้วลูกจะรู้เหรอ ครูให้เวลาลูก 1 สัปดาห์ แล้วก็กลับไปเสาร์อาทิตย์ วันจันทร์แม่ก็มาถึงแล้ว แม่เค้าก็มาขอกอดหน่อยได้มั้ยคะครูโอ๋ บอกกอดได้ อยากกอดก็กอดมา แต่อย่ากอดให้สึกนะก็ว่าครั้งนี้เค้าก็ยกมือไหว้ เค้าบอกว่าลูกเค้าเอาเงินมาคืน 3 พันบาท ถามเอามาคืนทำไม วันนั้นลูกมาช่วยขายของ แล้วเค้าก็สังเกตแล้วว่าลูกเค้ามีท่าทีปกติ แล้วเค้าก็เอาเงินมาคืน 3 พันบาท แล้วก็ถามว่า แล้วลูกบอกว่าไง ลูกบอกว่าลูกคุยกับครูโอ๋แล้ว ว่าลูกเอาเงินไป 3 พันบาท แล้วครูโอ๋ไม่ว่าอะไรสักคำ ก็ถามแล้วแม่ว่าไง ในเมื่อครูยังไม่ว่า แล้วฉันจะไปว่าได้อย่างไร ถ้าฉันว่าไปฉันก็เท่ากับครูโอ๋สอนมาแล้วก็ต้องขัดใจกับฉัน แล้วเค้าก็สังเกตว่าตั้งแต่นั้นลูกเค้าก็ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดี…

เห็นได้ชัดเจนว่ามีการส่งเสริมให้เด็กหัดคิดไตร่ตรอง นอกจากนี้ ยังมีการสร้างสภาพแวดล้อมแห่งความเชื่อใจด้วยการรักษาคำมั่น สิ่งที่พิเศษคือในกรณีนี้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการสร้างสภาพแวดล้อมดังกล่าวด้วย

กระนั้นก็ดี แม้จะมีวิธีการอื่นๆ ที่ดูจะไปได้ด้วยดีกับการเคารพอัตตาณัติ แต่คำถามยังคงอยู่ว่าการสาบานและประจานเป็นการส่งเสริมอัตตาณัติของเด็กหรือไม่ ในกรณีของผู้ใหญ่ การบีบคั้นทางอารมณ์เช่นนี้ โดยมากจะถือเป็นการละเมิดอัตตาณัติ ดังนั้น หาก “เอ็นจีโอ” บางกลุ่มได้อ่านข้อความดังกล่าว ก็อาจ “ลุกขึ้นมาเต้น” แล้ว แต่ทั้งนี้ความเห็นว่าเป็นการละเมิดอัตตาณัติ (หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) ก็มีที่มาจากสมมุติฐานว่าผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะ สามารถควบคุมตนเองได้ แต่ในกรณีของเด็ก จะกล่าวเช่นเดียวกันได้หรือไม่ เหตุผลสำคัญก็เพราะว่าเด็กยังขาดความสามารถในการควบคุมตนเองด้วยความคิด การทำให้กลัวหรืออับอาย การหลอกให้เชื่อดูเหมือนเป็นวิธีในการกระตุ้นให้เกิดปัจจัยอันส่งเสริมอัตตาณัติ หากกล่าวในกรอบที่เคยสังเคราะห์ไว้แล้ว วิธีการเหล่านี้เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดความเหมาะเจาะระหว่างความคิดและความรู้สึก หรืออีกนัยหนึ่ง เพื่อให้เด็กสามารถรู้สึกถึงความคิด หรือทำให้ความหมายของสิ่งที่สอนมีความมีความหมายขึ้นมาได้ แต่ในมองอีกมุมหนึ่ง เห็นได้ว่าหากขาดความระมัดระวังแล้ว ก็ดูเหมือนเป็นการลดทอนเด็กให้เป็นเพียงเครื่องมือสู่เป้าหมายที่ครูกำหนด ไม่ใช่เป้าหมายที่เด็กเข้าใจและเลือกด้วยตนเอง

ประเด็นความเสี่ยงต่อการลดทอนเด็กลงเป็นเพียงเครื่องมือสู่เป้าหมายของครูที่กล่าวไว้ข้างต้น สามารถพบได้จากข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น

…เพราะฉะนั้นเราสอนเด็กก็เหมือนกัน นักเรียนของฉันนี่ดีเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เวลาที่เค้ามีกิจกรรมทักษะให้แข่งขันทางวิชาการ เราไม่เคยส่งไปแข่งขันเลย เรารู้ได้ไงว่าเราดี งั้นครูก็ต้องกล้าส่งนักเรียนเข้าไปแข่งขัน ผมก็ให้ concept เค้าไปอย่างนี้ เราก็ต้องส่ง ถ้ามีแต่ฉันสอนดีฉันสอนรู้เรื่อง แต่ไม่กล้าแข่งกับเพื่อนผมก็บอกว่า ผมเชื่อว่าถ้า นักเรียนดี ผมเชื่อว่าถ้านักเรียนดีผมเชื่อว่าครูดี อันนี้คำพูดนี้คงได้ยินกันบ่อยนะครับ แต่ครูดีไม่แน่ว่านักเรียนดีจริงหรือเปล่า ว่าฉันเป็นครูทีดีแต่ นักเรียนทำอะไรไม่ถูกเนี่ยมันไม่เชื่อหรอก แต่ถ้า นักเรียนดีแข่งขันชนะ สอบได้คะแนนดีไม่ต้องถามว่าครูดีไม่ดี…(คำพูดของผู้บริหาร)

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (5) https://thaissf.org/er036/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er036 Thu, 14 Aug 2014 11:28:00 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/er036/ …จัดกิจกรรมทันตสุขภาพด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ค่ะ เขาก็หัวเราะกันเฮเลย เอ๊ะ แปรงฟันไปเกี่ยวอะไรกับไสยศาสตร์ คือเราพยายามที่จะแก้ปัญหาเกี่ยวกับขนมกรุบกรอบ กับน้ำอัดลม ในโรงเรียนนี้แก้ได้ ทุกโรงเรียนแก้ได้ เชื่อเลยค่ะแก้ได้ แต่ข้างโรงเรียนนี้ท้าเลยใคร ใครว่าแน่ ใครก็อยากได้เงินนะคะ ร้านค้า เราก็มาหาจุดเลย นักเรียนกลัวใคร ครูไม่กลัว พ่อแม่ไม่กลัว ผอ. ไม่กลัว กลัวใคร กลัวพระพุทธรูป กลัวจริง ๆ พานักเรียนไปสาบานเลยค่ะ นักเรียนทุกคนพนมมือสาบานพูดตามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคือประธานนะคะ ไม่ใช่คุณครู เด็กก็พูด กลัวจริง ๆ แก้ปัญหาได้เลยค่ะ อันนี้คือการนำกุศโลบายเพื่อจะช่วยนักเรียน ไม่ได้เพื่อจะแกล้งนักเรียนค่ะ เพื่อจะช่วยเขา เผาทำลายขนมกรุบกรอบเหมือนเผาทำลายยาเสพติดเลยค่ะ ทำจริง ๆ ทำให้ดู เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู ทำครั้งเดียวพอ เด็กที่ซื้อขนมกรุบกรอบมา เราค้นจากกระเป๋า เผาทำลายหน้าเสาธง เผาให้ดูเลย ถ้าใครนำแบบ ๆ นี้อีก เผาอีก ครั้งเดียวค่ะ เด็กก็ ก็กลัวแล้วค่ะ คือว่า เรา เราสุ่มค่ะ ไม่รู้ว่าเราจะค้นวันไหน เราจะเผาวันไหน เป็นสิ่งที่น่าอายมาก เป็นการประจาน เรียกว่าให้สังคมลงโทษต่อหน้าธารกำนัน นี่คือกุศโลบายที่เรานำมาใช้ค่ะ…

…เค้าอ่านหนังสือไม่ออกเลย ก็เลยพอดีเค้ามาสายก็บอก ผู้ปกครองช่วยหน่อยนะคะ เพราะตรงนี้อยากช่วยผู้ปกครองเพราะไม่มีเวลาจ้าง เอ้างี้ก็ให้มาแต่เช้าหน่อย ตอนแรกเค้าไม่อยากมา พอมาก็วางกระเป๋าวิ่งหนีเลยค่ะ ก็จะทำอย่างไรหนอกับเด็กคนนี้ ก็เลยใช้แม่มดในหนังสือเพื่อนรักจะมีแม่มด เอาแม่มดก็มีเสกมนต์อะไรบ้าง ก็เอามา พอจับอ่านหนังสือเสร็จ มา คุณครูเสกให้ ก็บอก โอม อีลุกกุ๊กกุ๋ย เก่งนะเพี้ยง ๆ เด็กเค้ามีความสุขมากเลย เค้าได้เป่าหัวเพี้ยง เพี้ยงเดียววันแรกค่ะ พอเค้าอ่านกำลังใจเค้ามาเค้ายิ้ม เค้าบอกวันนี้คุณครูเป่าหัวให้ ไปเล่าให้ผู้ปกครองฟังว่า วันนี้โดนคุณครูเป่าหัว เค้าเกิดความเชื่อมั่น เกิดความมั่นใจที่เค้าอ่าน วันหลังมาแต่เช้าเลย วันนี้หนูตื่นตี 5 หนูจะมาอ่านหนังสือกับคุณครู…

หากพิจารณาตามกรอบความหมายของ “อัตตาณัติ” ข้างต้น ข้อความที่ยกมานี้ชี้ให้เห็นอะไร “กุศโลบาย” ที่สร้างความกลัวและความอับอายถือว่าเป็นการส่งเสริมอัตตาณัติหรือไม่ การหลอกว่ามีแม่มดถือว่าส่งเสริมอัตตาณัติหรือไม่ เหตุผลสำคัญของคำถามนี้ก็คือดูเหมือนว่ากุศโลบายดังกล่าวมิได้ให้ความสำคัญว่าเด็กเข้าใจด้วยเหตุผลหรือไม่ว่าทำไมจึงควรแปรงฟันหรือไม่ควรบริโภคขนมกรุบกรอบ และเด็กตัดสินใจเลือกกระทำตามเหตุผลนั้นหรือไม่ แน่นอนว่าข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงถึงวิธีการอื่นๆ ที่ดูจะส่งเสริมอัตตาณัติของเด็ก

…เราก็เป็นทีมบริการ คือ ผอ. ของนักเรียนด้วยให้ความสะดวกทุกอย่าง เด็กอยากได้กีฬา เราก็หากีฬาให้ อยากได้คอมพิวเตอร์ เราก็ให้ เราให้ทุกอย่างแต่มีกฎเกณฑ์ว่าถ้าทำอย่างงี้แล้วจะมีผลเสียอะไรมีผลดีอะไรก็ให้เลือกเด็กเลือกเอง มีอยู่ วันนึงเด็กของเราเมื่อเร็วๆ นี้เอง เด็กอนุบาล 2 ไม่ชอบอยู่ รร. อยากจะหนีตะพึด ครูก็พี่นุกุลก็ไปตามประจำเพราะถ้าหนีออกรร.อันตรายมากเลยเพราะช่วงเช้านี่ออกไปเลยครูยังไม่เจอเลยแอบข้างนอกเป็นอย่างนี้บ่อยมาก ครูก็ไม่รู้ทำไง เค้าติดยาย ยายเค้าพอมาทำบุญที่รร. ยายเค้าจะล้างชามให้รร. ประจำเพราะของผมไม่มีวัดก็เลยทำบุญที่ รร. เค้าก็ใช้กระบวนการคืออยากกลับบ้านพอล้างจานก็โดดลงน้ำตูมเลยเพื่อให้เสื้อผ้าเปียกจะได้กลับบ้าน ยายโทรศัพท์ไปหาพ่อ พ่อก็มาจัดการจะตีเลยนะ ผมเห็นท่าไม่ดีผมก็เลยเข้าไปคุย เข้าไปชวนคุย งั้นงี้เป็นไงลูก เค้าบอกว่าเค้าไม่อยากอยู่กับใคร อยากอยู่กับ ผอ. ก็แล้ว ผมก็ได้ลูกมาเรียนกับผอ. นี่ผมก็ไม่รู้จะให้ทำอะไร ผมก็เอาไม้กวาดให้อันหนึ่ง ผ้าผืนหนึ่ง แล้วก็บอกทำอะไรก็ได้ เค้าก็เอาไม้กวาดกวาดห้องผอ. แล้วก็เอาผ้าถูเสร็จเรียบร้อย เค้าบอกว่าวันนี้อยากขอนอนห้องนี้ ผมก็ให้นอนแต่มีข้อแม้ว่าพรุ่งนี้ต้องกลับห้องเธอ เพราเพื่อนอยู่ที่ห้องลูกจะได้เรียนอะไรมากมาย เค้าก็ตกลง พอตอนเช้ามาเค้าก็กลับห้องปกติแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แล้วทุกวันนี้ก็อยู่เรียนปกติ จนครูสงสัยว่าผอ.ใช้กระบวนการอะไร ไปดุเค้าหรืออะไร ผมไม่ได้ดุอะไรหรอก ให้ตามใจเค้า ก็มีข้อแม้อยู่นิดนึงว่าถ้าทำที่ให้แล้วเธอต้องให้ครูบ้าง ก็เหมือนกันของครูเราก็ใช้กระบวนการนี้…

]]>