ความสัมพันธ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:21 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ความสัมพันธ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (9) https://thaissf.org/sh101/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh101 Thu, 06 Nov 2014 12:41:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/06/sh101/ ที่เรียนรู้จากวง ลปรร. ไปทดลองทำจนเกิดการปรับเปลี่ยนวิธีทำงานของตน ครอบครัว ชุมชน ประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนางาน รพ.สต.

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่มีความหมายสำหรับคนทำงาน คือ “การเกิดความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน” จากเป็นเพียงแค่คนรู้จัก รู้ว่าทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไร เมื่อได้เข้ามา ลปรร. ทำให้รู้จักกันมากขึ้น รู้ว่าคนนี้ทำงานอะไร ทำงานอย่างไร เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

“…พอเรารู้จัก ลปรร. แล้ว ก็คิดว่าจะทำยังไงให้เกิดการแลกเปลี่ยนในทุก CUP เราก็ทำทีมนำในทุก CUP แล้วเค้าก็เอาไปใช้ อย่างในโรงพยาบาล เดิมจากที่พัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ใน รพ.สต. โดยการประชุม อบรม แต่หลังจากเข้าใจ ลปรร. เค้าก็เอา ลปรร.ไปใช้ เอาแต่ละที่มาพูดคุย มานั่งคุยกันว่าดูแลอย่างไร เอาพื้นที่ที่ทำได้ดีมาแลกเปลี่ยน ก็เห็นความสำเร็จของกันและกัน เขาได้เรียนรู้กัน ก็ได้เอาไปปรับใช้กับตัวเอง

เรื่องความสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ พอเกิดการตั้งวง ความสัมพันธ์ระหว่าง CUP กับพื้นที่ รพ.สต. ดีขึ้น ระหว่าง รพ.สต. ด้วยกัน พอได้มาพูดคุยกัน เห็นแนวทางการทำงาน ได้แลกเปลี่ยนตรงนี้ด้วยและอีกอย่างหนึ่งเหมือนเข้าอกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกัน เกิดการทำงานเป็นทีมขึ้น เกิดการทำงานที่เป็นเครือข่าย เช่น ตรงนี้มีปัญหาก็จะช่วยเหลือกัน เกิดการช่วยเหลือกันระหว่างการทำงาน ถ้าไม่มีวงตรงนี้ก็ต่างคนต่างทำงาน อันนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง…”

นุชนภางค์ ภูวสันติ สสจ.สระบุรี

“…ตอนแรกจริงๆ แล้ว ก็อาจจะไม่ศรัทธาวิธีการนี้มากนักโดยส่วนตัว แต่พอทำแล้ว ก็รู้สึกดี คนเล่าเขามีความสุขที่ได้เล่า เราก็ได้เนื้อหา ว่าเรื่องแบบนี้ทำไมที่นี่ทำได้ดี แต่อีกที่ไม่ดี เราก็มาแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน เรารู้สึกว่าเราไม่ต้องไปหาทฤษฎี เราหาจากคนของเรามีเยอะแยะเลย เอามาแชร์กัน ทุกคนอยากเล่าอีก แต่เวลามันน้อย จากที่เราไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ก็เลยรู้สึกว่าวิธีการเล่าเรื่องเราก็ได้วิธีการทำงานที่ดีในพื้นที่เราอีกเยอะ ในส่วนตัวที่ได้ หลังจากนั้นก็เอาไปลองทำเอง เราประทับใจว่าเราทำได้ ก็ลองไปทำเอง น้องๆ ที่ทำก็รู้สึกดี เราทำเรื่องเจาะเลือดเบาหวาน น้องๆ ที่ทำก็ได้ประโยชน์ว่าเอาไปใช้ได้ดีนะพี่ จากเมื่อก่อนเราเจาะเลือดเราต้องตีคนไข้ นวด เราได้เทคนิคใหม่ ทุกคนก็แชร์กัน เราก็เอาไปในพื้นที่ 3-4 ที่ ร่วมกับทีมผู้บริหาร จากผู้บริหารไม่เคยไปพื้นที่ก็ได้ไปพื้นที่กับเรา เกิดเครือข่ายการทำงานกับ รพ.สต. ในพื้นที่ หมอที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมก็เริ่มเข้ามา ชวนก็ง่ายขึ้น เข้าใจคนไข้ เข้าใจเจ้าหน้าที่ รพ.สต. มากขึ้น เวลามีงาน สสอ.ท่านจะไปทุกงานเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ก่อนเราจะแยกส่วนพอสมควร แต่ตอนนี้แพทย์ก็เริ่มไป เริ่มเป็นแบบว่างาน รพ.สต. หรือสสอ. ก็มีความสุขได้ไปกับเขา รู้สึกว่าเรื่องระบบนี้ตรงนี้เอามาใช้ทำให้เกิดการทำงานที่เป็นเครือข่าย และก็เจ้าหน้าที่เป็นเนื้อเดียวกัน คนไข้ได้ประโยชน์ที่เราไปคุยกัน เราสามารถช่วยให้คนไข้ได้ประโยชน์มากขึ้น…”

สถิต สายแก้ว รพ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

“…ตอนแรกได้ฟังว่า ลปรร. เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ฝังลึก มันก็ยังงงๆ ไม่เข้าใจ แต่พอได้มาจัดวง ลปรร. ก็เริ่มรู้แล้วว่าฝังลึกคืออะไร บางอย่างที่อยู่ในชาวบ้านบางทีเรายังไม่รู้เลย หมอจะไปตรวจร้านค้า อสม.ถามผมนะ ว่าหมอรู้จักร้านค้านี้อย่างไร รู้จักหรือยัง เขาเป็นใครรู้จักไหม เขาบอกผมอย่างนี้ เราจะตรวจเขาและให้เขาไว้วางใจเราต้องไปรู้จักเขาก่อน สร้างความคุ้นเคยกับเขา จะไปเตือนอะไรบางอย่างหรือไปว่าเขาผิด ถ้าไม่รู้จักกับเราหรือไม่คุ้นเคยกับเราก็จะถูกคัดค้าน มองต่างมุมกัน เมื่อก่อนได้ยินอย่างนี้ก็รู้สึกค้านนะ แต่พอมาจัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็ใช่ บางทีเรามองข้ามไป ไม่ใช่ว่าเราอยู่ในตำแหน่งของตรงนี้ ที่อะไรก็ต้องเรา เราควบคุมดูแล แต่บางอย่างเราก็ขาด การยั้งคิด ไม่คิดถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่บางครั้งมันส่งผลให้งานสำเร็จได้…”

วัลลพ ฤทธิ์บำรุง รพ.สต.บ้านสายลำโพงใต้ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

“…เราเป็นคนจัดคลินิกเบาหวาน เวลาคนไข้มา แล้วน้ำตาลสูง คนไข้สะท้อนมาว่า หมอต้องด่าแน่ๆเลย เราก็พยายามหาวิธีการคุยว่าจะทำยังไงไม่ให้เป็นการซ้ำเติมเค้า ไม่ให้เค้ากดดันหรือเครียด แล้วพอได้มาเรียนรู้เรื่องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอนที่อบรมเป็นครู ข. เวลาเราเข้าวงเราสนใจมาก โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาของเรา เราจำได้ ไม่ได้บันทึกก็จำได้ เราก็คิดว่ามาทำอย่างนี้น่าจะดี ก็ลองมาทำดู…”

รุ่งตะวัน โคตรวงศ์ รพ.สต.หนองบัว อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ

“…ตอนนี้ทุกคนคุยกันได้ สนิทสนม กล้าพูดด้วยกัน สัมพันธภาพเปลี่ยนไป คุยกันได้ทั้งหมด บางคนที่ไม่ค่อยทำงานด้วยกัน เค้าก็จะออกมา เก็บตัวน้อยลง ร่วมมือกันทำงานมากขึ้น ลดปัญหาการทำงาน เวลามีปัญหาก็โทรถามกัน ก็จะมีเสียงว่า ทำอย่างนี้สิ เหมือนอย่างปากคานเค้าทำอย่างนี้ไง รู้ว่าใครมีเครื่องมืออะไรทำอะไรยังไง รู้จักกันมากขึ้น ตัวเราเองก็ภูมิใจ แล้วเพื่อนๆพี่ๆที่ทำกระบวนการด้วยกันก็เข้าใจมากขึ้น…”

น้ำค้าง สาระแสน รพ.สต.อาฮี อ.ท่าลี่ จ.เลย

“… ตั้งประเด็นว่า ทำไมเขาถึงติดยาเสพติด ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ให้เขาเล่า แรกๆ เขาก็ไม่เล่า หลังจากพี่ติ๊บได้คุยกัน ก็สนิทสนมพยายามใกล้ชิด ให้ความเห็นอกเห็นใจเขา เขาก็กล้าเล่าให้ฟัง ว่าเป็นอย่างไร คือเขาติดยาเพราะตามเพื่อน บางครั้งก็อยากลอง บางครั้งก็ขาดความอบอุ่นในครอบครัว หลายๆ อย่าง เขากล้าเล่าให้เราฟัง จนเกิดความสนิทกันขึ้น จนกระทั่งอบรมเสร็จ เข้าค่าย10 วัน เสร็จแล้ว เขาก็โทรศัพท์ มาหาเรา บอกว่าเขาอบอุ่นขึ้น ทำให้เขามีค่าขึ้น เพราะไม่มีใครรังเกียจเขา เขาจะไม่หันไปติดยาอีกแล้ว ยังขอสปอนเซอร์ ให้เราทำเรื่องกีฬาด้วยได้ไหม เพราะเขาจะเล่นกีฬา บางครั้งการทำงานตรงนี้เราก็ต้องเสียสละเงินส่วนตัวให้เขาไปบ้าง แล้วเขาจะได้ไปคุยให้เพื่อนคนอื่นที่ติดยา ให้กลับมา ตรงนี้เป็นประโยชน์ที่ว่าเกิดความสำเร็จในใจของพี่ติ๊บ คือตรงนี้หลังจากพี่ติ๊บได้เข้าอบรม KM แล้ว เอา KM ไปใช้ในกลุ่มงานอื่นๆได้…”

ศจี ชูศรี สสอ. เมือง จ. ระนอง

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (26) https://thaissf.org/sh076/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh076 Tue, 23 Sep 2014 11:49:01 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/23/sh076/ จะฆ่าตัวตายนะฮะ ตัวเราเองก็ต้องพยายาม push ตัวเองที่จะต้องเข้าไปแก้ปัญหาตรงนั้นให้ได้มาก” (เหนือ 1)

“คือเราเห็นตรงนี้แล้วเราเกิดความขัดแย้งในใจ บางทีพูดแล้วอยากจะร้องไห้ บางทีทำไมเค้าไม่เข้าใจทุกข์ ไม่เห็นเหมือนที่เราเห็นอย่างนี้น่ะค่ะ ทำไมเพื่อนร่วมงานเรา ในองค์กรเราเนี่ยทำไมเค้าไม่เห็นทุกข์ ทำไมไม่คิดว่าถ้าเราเป็นเค้า ลองเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา ตรงนี้เราจะดูแลคนไข้แบบเมตตามากขึ้นเนอะ”(อีสาน3)

“เขาเป็นช่างซ่อมแล้วก็ฝ่ายโสตฯ เขียนป้าย เป็นลูกจ้างประจำ อายุ 50 กว่าปีแล้ว เกือบจะเกษียณแล้ว ตอนแรกก็เคยคุยว่า จะบำบัดมั้ย วันรุ่งขึ้นแกบอก แกจะขอย้าย เราก็ว่า อยากจะพาแกไปบำบัด หรือว่าเปลี่ยนจุดทำงาน ตามข้อเสนอของทีม กลายเป็นว่า…นี่น่ะครับ เขารู้ว่าเราไม่เข้าใจเขา วันต่อมา ก็เลย โอเค ยังไม่ต้องคุยเรื่องนี้แล้วหล่ะ วันนั้นมีงานแต่งงานของคุณหมอท่านนึง ก็เลยไปคุยกัน ก็ไปกอดแก ตอนนั้นบนโต๊ะก็มี…ขวดแบล็ค ขวดเบียร์ …ผมก็ไปกอด โอบหลังแกไว้ น้า…แกชื่อ น้า..เนาะคนที่เป็นพิษสุราเรื้อรัง ผมรักน้า..นะ น้า…อยากให้ผมช่วยอะไรก็บอกแล้วกัน ผมไม่อยากให้น้า…ย้ายเนาะ แค่เนี้ยะ เจ้าหน้าที่ผมก็ไปร้องไห้…แล้ววันรุ่งขึ้นก็ขอย้ายตึกขึ้นมาทำงานข้างบน แล้วแกก็เปลี่ยนไป ทำงานได้ดีขึ้น แล้วก็กินเหล้าน้อยลง แทบไม่มีการกินเหล้าในเวลาราชการเลย แต่ก่อนแกจะกินตลอด”(อีสาน1)

“ที่โน่นเขาจะมีประเพณีหนึ่งเรียกว่า เหยา รายละเอียดต้องให้พี่…..เล่า พอเหยาเสร็จเขาก็เหลือเชื่อนะคะ คนไข้ดีขึ้น คือลักษณะของการเหยาเหมือนกับดนตรีบำบัด คือมีเครื่องดนตรี มีเพื่อนมาเยี่ยมมายาม มาเยอะเลย รู้สึกเขาจะคึกคักเต้นระบำรำฟ้อน เขาก็จะรู้สึกดี น้ำตาลก็ลด กำลังใจก็ดี เขาก็รู้สึกดีขึ้น ตรงนี้ หรือบางคนเขาเปลี่ยนจากยากินเป็นยาฉีด แล้วรู้สึกสุขภาพเขาจะทรุดโทรม ในหมู่บ้านเขา อสม. อาสาสมัครชุมชนเขาเนี่ยะ ก็ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ” (อีสาน 1)

“จากคนที่แบบตั้งมั่นเลยนะคะ ชั้นต้องอย่างนั้น ชั้นต้องอย่างนี้ ก็เลยต้องมาฟังเค้า แล้วก็เด็กรุ่นหลังจะเป็นอะไรที่ดูแลยากนะคะ ยากมากๆ เพิ่งมาเมื่อ 2 ปีนี้ จากที่ไปเรียนนี่อีกแหละค่ะ ก็ไปเรียนเสร็จ เค้าบอกว่า การที่ทำให้ใครเค้ามานั่งอยู่ในใจเรา เราต้องไปนั่งอยู่ในใจเค้าก่อน เราก็ เอ๊ อะไรไม่เข้าใจ ก็เลยต้องไปอ่านหนังสือ แล้วก็ไปถามเพื่อนเนอะ พี่ … เค้าเป็นอาจารย์จิตเวช ชั้นไม่เข้าใจต้องทำยังไงล่ะเธอ เค้าก็เลยเล่าให้ฟังอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เลยประยุกต์เอามาใช้น่ะค่ะ” (เหนือ 2)

แก่นของจิตวิญญาณในด้าน “การเข้าใจเข้าถึงผู้อื่น” นี้ประกอบด้วย การรับรู้ปัญหาและความทุกข์ ไวต่อความคิดความเชื่อ ที่ปรากฏตามรายละเอียดข้างต้น เป็นคุณลักษณะที่ปรากฏในผู้ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการรับรู้ความทุกข์ที่แสดงถึงการรับรู้ความทุกข์และปัญหาของคนใกล้ชิด คนไข้ ผู้ดูแลคนไข้ และเพื่อนร่วมงาน สำหรับเรื่องไวต่อความเชื่อของผู้อื่นนั้น จะปรากฏในลักษณะของการ รับรู้ความเชื่อทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม แล้วสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาหรือดูแลผู้ป่วยได้ ตลอดจนความคิด ความเชื่อ ความต้องการของคนไข้ และเพื่อนร่วมงาน แก่นของจิตวิญญาณด้านนี้อยู่ที่ ความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลต่อบุคคลด้วยกัน หรือเชื่อมระหว่างคนอื่น กับ self ประเด็นของจิตวิญญาณด้านแรกนี้อาจมองได้ว่าเป็นสังกัปที่คล้ายคลึงกับ ความเห็นใจ (sympathy) และ ความร่วมรู้สึก (empathy ) ซึ่งแตกต่างกันอยู่ที่ว่าตัวหลังเป็นความเข้าไปทำความเข้าใจกับอารมณ์ความรู้สึก ความคิด ที่ลึกซึ้ง ที่เหมือนเข้าไปร่วมความรู้สึกกับผู้ที่กำลังมีความทุกข์อยู่นั้น กลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยนี้แสดงออกทั้งสองประเด็น (ที่ปรากฏใน quotation) แต่มีลักษณะที่เป็นความร่วมรู้สึกมากกว่าการเห็นใจ ผลของการมีความร่วมรู้สึกจะทำให้แสดงพฤติกรรมช่วยเหลือ และความสัมพันธ์ทางบวกระหว่างบุคคล (Davis, Mark H. , 2010) และ เป็นสังกัปที่คล้ายคลึงกับ perspective taking ซึ่งเป็นสังกัปที่แสดงถึง ความตระหนักและความพยายามของบุคคลในทำความเข้าใจกับ ความรู้สึก ความเห็น ความคิด ของบุคคลอื่นที่ตกอยู่ในสภาวะทางอารมณ์หนึ่งๆ และสามารถเข้าใจได้อย่างใกล้เคียง (Nicholas,E. and Waytz ,A.,2009) จะเห็นว่าการที่เข้าใจในความเชื่อของคนไข้และนำมาใช้อย่างเหมาะสมย่อมแสดงถึงความสามารถของกลุ่มตัวอย่างที่มิใช่เพียงแต่ร่วมความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังเป็นการตีความที่เหมาะสมอีกด้วย

 

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (19) https://thaissf.org/sh069/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh069 Mon, 08 Sep 2014 23:43:56 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/08/sh069/ แผนชีวิต (life scheme) โดยออกแบบให้เป็นการวัดจิตวิญญาณในมิติเดียวที่เชื่อมโยงกับความผาสุกทางจิตวิญญาณในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วย

3 แบบวัดจิตวิญญาณ ที่พัฒนาโดย O’Connell & Skevington (2007) เป็นแบบวัดคุณภาพชีวิตใน

มิติสุขภาพซึ่งได้นำเสนอการวัดด้านจิตวิญญาณและ/หรือมิติทางศาสนาไว้

กลุ่มที่ 3 เครื่องมือวัดทางจิตวิญญาณในบริบทด้านองค์การ

เครื่องมือวัดทางจิตวิญญาณในกลุ่มนี้เป็นเครื่องมือวัดที่ได้มีการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับบริบทด้านองค์การโดยตรง ซึ่งจากการทบทวนวรรณกรรมต่างๆพบแบบวัดที่น่าสนใจ ได้แก่

1. แบบวัดที่พัฒนาโดย Ashmos and Duchon (2000) ประกอบด้วยการวัด 3 ระดับได้แก่ ระดับ

บุคคล ทีมงานและองค์การ โดยระดับบุคคลมีองค์ประกอบอาทิ การให้ความหมายต่อการทำงาน ชีวิตที่อยู่ภายใน การปิดกั้นจิตวิญญาณ ความรับผิดชอบ การเชื่อมโยงทางบวกกับผู้อื่น ส่วนระดับทีมงานประกอบด้วยความเป็นทีม และค่านิยมของทีมงาน และระดับองค์การได้แก่ค่านิยมองค์การ บุคคลและองค์การ

2 แบบวัดที่พัฒนาโดย Milliman et al. (2003) ประกอบด้วยมิติการวัดจิตวิญญาณในองค์การ 3

มิติ ได้แก่ การทำงานที่เต็มไปด้วยความหมาย ความเป็นสังคมเดียวกัน การมีค่านิยมร่วม ซึ่งอธิบายเจตคติต่องาน 5 ด้านประกอบด้วย ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การด้านความรู้สึก ความตั้งใจในการลาออก ความพึงพอใจภายในเกี่ยวกับการทำงาน ความเกี่ยวพันกับงานและความภาคภูมิใจในตนเอง

จากการประมวลเครื่องมือวัดทางจิตวิญญาณในทั้ง 3 กลุ่ม คณะผู้วิจัยได้มีการพิจารณาถึงองค์ประกอบสำคัญที่เครื่องมือวัดต่างๆได้มีการวัดกันไว้ดังนี้

องค์ประกอบ

แรงจูงใจ

ประเด็นการวัด

• ความใกล้ชิดกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าทำให้ชีวิตมีเป้าหมาย

• การมีความหมายของชีวิตเป็นแรงจูงใจให้บุคคลต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมาย

• แรงจูงใจภายในที่จะหาความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า

องค์ประกอบ

เข้าร่วมทางศาสนา

ประเด็นการวัด

• อ่านคำสอน

• อ่านข้อเขียน หนังสือ ทางศาสนา สวดภาวนา

• ไปร่วมปฏิบัติศาสนากิจทางศาสนา

องค์ประกอบ

ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ

ประเด็นการวัด

• ความรู้สึกที่มีต่อ พระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์

• การมีความรู้สึกว่าได้รับการให้อภัย

• การได้รับการดูแลรักษา

• การมีผู้รับฟังเมื่อมีปัญหา

• การมีอยู่จริงของพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์

• อารมณ์ที่มีต่อสิ่งที่ตนเองศรัทธาสูงสุด

องค์ประกอบ

ยึดมั้นทางศาสนา

ประเด็นการวัด

• ความยึดมั่นทางศาสนา

องค์ประกอบ

ความสุขทางจิตวิญญาณ

ประเด็นการวัด

• ความสุขด้านศาสนา

• ความสุขด้านประสบการณ์ชีวิต

– การมีความหมายในชีวิต

–  ความเชื่อในการมีเป้าหมายของชีวิต

– ดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย

– เข้าใจในวัตถุประสงค์ในชีวิตของตน

• ความพึงพอใจในชีวิต

องค์ประกอบ

ความใกล้ชิดผูกพันต่อพระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ประเด็นการวัด

• การตระหนัก ความรู้สึกว่ามีความใกล้ชิดกับสิ่งที่ศรัทธา

องค์ประกอบ

การต่อสู้ทางจิตวิญญาณ

ประเด็นการวัด

• ความต่อเนื่องของการมีจิตวิญญาณที่อาจมีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างตนเองกับผู้อื่น

• ความขัดแย้งภายในตนเอง

• ความสงสัยในศรัทธาที่ตนเองมีอยู่

องค์ประกอบ

การแก้ปัญหาอย่างมีจิตวิญญาณ

ประเด็นการวัด

• ปริมาณความรับผิดชอบที่บุคคลมีต่อการแก้ปัญหาของตนเองว่าควรเป็นของใคร ระหว่าง พระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์ และตัวเอง

องค์ประกอบ

ปริมาณที่บุคคลหันไปพึ่งศาสนาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ประเด็นการวัด

• ปริมาณของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องสิ่งที่ศรัทธา

• การพึ่งพิงพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

• พยายามที่จะจัดการกับความเครียดโดยการปฏิบัติตามคำสอน

• เชื่อในแนวทางของศาสนา,

• ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลในเครือข่ายทางศาสนา

• แนวโน้มในการต่อรองและขอสิ่งให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงปาฏิหาริย์เพื่อช่วยตนเองแก้ปัญหา

• การพยายามใช้ศาสนาในการหลีกหนีปัญหาที่ตนเองกำลังประสบ

องค์ประกอบ

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับคนอื่น กับธรรมชาติให้ความรัก ความเคารพผู้อื่น

ประเด็นการวัด

• การรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของสิ่งต่างๆ ตัวเรากับผู้อื่นกับโลกกับจักรวาล

• การเข้าใจความรู้สึกความต้องการของผู้อื่น

• ความเชื่อมโยงที่ผู้อื่นมีกับสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ

• สามารถนำตัวเองเข้าไปช่วยเขาได้

องค์ประกอบ

ตระหนักในความจริง สิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ ได้แก่ พระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์จักรวาล

ประเด็นการวัด

• ตระหนักใน ความจริง สิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ ได้แก่พระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์จักรวาล

องค์ประกอบ

จิตวิญญาณในองค์กร

ประเด็นการวัด

• การให้ความหมายต่อการทำงาน

• ชีวิตที่อยู่ภายใน

• การปิดกั้นจิตวิญญาณ

• ความรับผิดชอบ

• การเชื่อมโยงทางบวกกับผู้อื่น

• ความเป็นทีม

• ค่านิยมของทีม

• ค่านิยมองค์การ

• ค่านิยมบุคคล

• การมีค่านิยมร่วม

เมื่อพิจารณาประเด็นการวัดอาจสรุปได้ดังนี้

1. การวัดทางจิตวิญญาณมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่มากทั้งด้านจิตและพฤติกรรม

2. การวัดทางจิตวิญญาณเป็นการวัดที่มิได้วัดเฉพาะลักษณะทางจิตของบุคคลแต่ยังวัดในเรื่องของความสัมพันธ์หรือการเชื่อมโยงตนเองกับสิ่งอื่นรอบตัวเช่นบุคคลอื่น กลุ่ม องค์การ และสิ่งเหนือธรรมชาติ

3. การมีเป้าหมายและการให้ความหมายกับชีวิตเป็นประเด็นการวัดที่ถูกใช้ในบริบทต่างๆ

4. ความผาสุกทางจิตวิญญาณสามารถสื่อถึงผลลัพธ์ของการมีจิตวิญญาณในการดำเนินชีวิตได้

ดังนั้น จากข้อสรุปที่ได้จากการพิจารณาองค์ประกอบและประเด็นการวัดต่างๆ อาจจัดกลุ่ม

องค์ประกอบและประเด็นการวัดใหม่ได้เป็น 5 องค์ประกอบ ประกอบด้วย

1. ด้านการมีเป้าหมายในชีวิต

2. ด้านประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ

3. ด้านความเชื่อพลังบางสิ่งเหนือธรรมชาติ

4. ความสัมพันธ์กับบุคคอื่น

5. ความสุขทางจิตวิญญาณ

ซึ่งมีประเด็นการวัดในแต่ละองค์ประกอบดังนี้

องค์ประกอบ

การมีเป้าหมายในชีวิต

ประเด็นการวัด

• การมีความหมายในชีวิต/การทำงาน

• ความเชื่อในการมีเป้าหมายของชีวิต

• การดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย

องค์ประกอบ

ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ

ประเด็นการวัด

• ความรู้สึกที่มีต่อพระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหนือธรรมชาติ

• การมีความรู้สึกว่าได้รับการให้อภัย ดูแลรักษา แก้ไขปัญหาจากพระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สื่งเหนือธรรมชาติ

• ประสบการณ์การเข้าร่วมทางศาสนา

องค์ประกอบ

ความเชื่อพลังบางสิ่งเหนือธรรมชาติ

ประเด็นการวัด

• ตระหนักใน ความจริง สิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ ได้แก่พระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์จักรวาล

• ความเชื่อในแนวทางของศาสนา

องค์ประกอบ

ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น

ประเด็นการวัด

• การเชื่อมโยงทางบวกกับผู้อื่น

• การรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับผู้อื่น กลุ่ม องค์การ

• การเข้าใจความรู้สึกความต้องการของผู้อื่น

• การช่วยเหลือผู้อื่น

• ค่านิยมกลุ่ม องค์การ

องค์ประกอบ

ความสุขทางจิตวิญญาณ

ประเด็นการวัด

• ความสุขด้านศาสนา

• ความพึงพอใจในชีวิต/การทำงาน

]]>