ความคิดสร้างสรรค์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ความคิดสร้างสรรค์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 6 https://thaissf.org/cd020/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd020 Mon, 07 Jul 2014 15:34:32 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/07/cd020/ มีอายุอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 4 ถึง 5 เดือน หากคุณพ่อคุณแม่ร้องเพลงหรือพูดกับลูกในท้อง ลูกก็สามารถรับรู้ได้ และเมื่อแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ เด็กสามารถรับรู้ดนตรีโดยการใช้สายตาและสามารถหันศีรษะตามแหล่งที่มาของเสียง ทั้งยังตอบสนองต่อเสียงร้องและเสียงดนตรีที่ชอบหรือไม่ชอบโดยการโยกตัว ผงกศีรษะ ตบมือตามเสียงดนตรี หรือแม้แต่ร้องไห้ เด็กในวัยนี้แม้ยังไม่รู้เรื่องของจังหวะก็สามารถร้องเป็นเสียงดนตรีได้ และชอบการเล่นนิ้วมือกับคำคล้องจอง ดังนั้นหากได้กระตุ้นการพัฒนาการฟังของเด็กอย่างค่อยเป็นค่อยไปแล้ว ก็จะทำให้เกิดทักษะการเรียนรู้ที่ดีตามมาได้

เมื่อดนตรีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กเช่นนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรใช้ดนตรีเป็นสื่อในการสอนเปรียบเหมือนเป็นหนังสือเล่มแรก (Bookstart) สำหรับชีวิตของเด็กที่จะช่วยเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ให้แก่เด็กต่อไป วิธีการอย่างง่ายที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คือ เวลาอยู่ด้วยกันกับลูกให้อุ้มลูกนั่งตักและโอบกอดลูกไว้ แล้วเปิดเพลงให้ลูกฟัง โดยหาบทเพลงเด็กที่ดี ๆ ให้เด็ก ๆ ได้ฟัง เช่น เพลงกล่อมเด็ก บทเพลงสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม หรือใช้การเคาะจังหวะแทนการเปิดเพลง นอกจากนี้ในการดำเนินชีวิตประจำวันควรสอดแทรกกิจกรรมดนตรีมาบูรณาการกับการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ เช่น เวลาเข้าครัวทำกับข้าวควรให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการจัดเตรียมอาหารด้วย โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องการสังเกต การนับจำนวนและช่วยกันแต่งเพลงเกี่ยวกับอาหาร เช่น เพลงไข่เจียว ก็ถือเป็นการสร้างสรรค์กิจกรรมดนตรีที่น่าสนใจ ทั้งยังกระตุ้นให้พ่อแม่ลูกได้สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกัน และหากเป็นไปได้ควรมีการรวมกลุ่มคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่จะช่วยเหลือกัน เช่น ช่วยกันจัดกิจกรรมทางดนตรีอย่างต่อเนื่องที่เน้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เด็ก ๆ เข้าร่วม โดยอาจจะหาเวลาช่วงบ่ายวันหยุดเสาร์อาทิตย์ให้หลายครอบครัวมารวมตัวกันจัดเป็นคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ให้เด็ก ๆ ได้ร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรีอย่างเป็นอิสระหรือตามแต่ใจเด็กปรารถนา ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่ลูกและคนในสังคมแล้ว ยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

กลุ่มครูและผู้ดูแลเด็ก

คุณครู ถือเป็นบุคคลสำคัญและมีอิทธิพลในการช่วยให้เด็กเกิดความรักทางดนตรี มีพัฒนาการและมีประสบการณ์ทางดนตรีที่ดี นอกจากนี้ คุณครูยังเป็นผู้มีหน้าที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทางด้านดนตรีอย่างมีประสิทธิภาพ

การเรียนการสอนเพื่อให้เด็กประสบผลสำเร็จทางด้านดนตรีนั้น คุณครูจะต้องนำวิธีการต่าง ๆ มาใช้ ดังนี้

1) ครูควรเสริมแรงให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจเมื่อเด็กประสบความสำเร็จทางด้านดนตรี เช่น กล่าวชมเชยอย่างจริงใจ

2) ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกทางด้านอารมณ์ผ่านทางเสียงดนตรีและเพลงโดยไม่ปิดกั้น เช่น ให้เด็กแสดงท่าทางต่าง ๆ ตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ประกอบเพลงได้อย่างเต็มที่ และไม่ควรแสดงอาการไม่พอใจหรือขบขันหากเด็กคิดท่าทางสร้างสรรค์แบบแปลก ๆ แต่สามารถแนะนำหรือตักเตือนได้หากเห็นว่าเด็กแสดงท่าทางไม่สุภาพหรือหยาบคาย เช่น ยกเท้าขึ้นมาวางบนหัวเพื่อน

3) ครูต้องจัดให้มีกิจกรรมทางดนตรีที่หลากหลายสำหรับเด็กและสนับสนุนให้เด็กได้ใช้ความสามารถทางดนตรีอย่างเต็มที่ เช่น จัดกิจกรรมให้เด็กช่วยกันแต่งเพลงประจำห้องโดยให้เด็ก ๆ ทุกคนได้มีส่วนร่วม ซึ่งทางด้านจิตวิทยานั้นหากเด็กได้คิดเอง ลองผิดลองถูกบ้าง จะช่วยให้เด็กเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นและกล้าคิดในสิ่งที่หลากหลายมากขึ้น

4) ครูควรใช้เทคนิคการสอนแบบต่าง ๆ เช่น นิทานดนตรี หรือนำอุปกรณ์ดนตรีและสื่อสร้างสรรค์ต่าง ๆ เช่น puppet,parachute มาใช้เพื่อเป็นตัวช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทางด้านดนตรีและสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น

5) ครูควรจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการส่งเสริมการใช้ความคิดของเด็ก เช่นการทำกิจกรรมดนตรีและเคลื่อนไหวร่างกายไม่ควรจำกัดให้เด็กต้องอยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น ครูอาจจะพาเด็ก ๆ ออกไปกระโดดโลดเต้นที่สนามหญ้าเพื่อให้เด็กมีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ หรือให้ไปฟังเสียงธรรมชาติรอบตัว เช่นเสียงนกร้อง เสียงลมพัดใบไม้ไหว เสียงเครื่องบิน เพื่อให้แด็กได้นำประสบการณ์ที่พบมาสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ต่อไปได้

6) การสอนดนตรีเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ต้องไม่ใช่สอนให้เด็กเลียนแบบเพราะนั่นจะทำให้เด็กไม่ได้ใช้จินตนาการหรือคิดสร้างสรรค์สิ่งใดเลย แต่ควรสอนให้เด็กได้คิดเอง รู้สึกเอง อยากทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไม่ใช่เพียงแค่ให้เด็กเต้นตามเนื้อเพลงหรือตามครูเพียงอย่างเดียว แต่ควรแนะนำหรือส่งเสริมให้เด็กได้เคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระและในการสอนเด็กควรออกคำสั่งให้น้อยที่สุดเพราะเด็กจะได้ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับควบคุม

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 5 https://thaissf.org/cd019/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd019 Sat, 05 Jul 2014 14:49:14 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/05/cd019/ การอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนนั่นเอง

1) การอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว

ครอบครัวเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเป็นอย่างมาก ในครอบครัวที่มีการเลี้ยงดูเด็กแบบประชาธิปไตยซึ่งคุณพ่อคุณแม่ให้ความรักและให้ความเท่าเทียมกันในครอบครัว ตลอดจนเคารพสิทธิของเด็กโดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นกับเรื่องต่าง ๆ ภายในบ้าน จะทำให้เด็กเป็นคนกล้าคิดกล้าแสดงออก การนำกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวมาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนให้เด็กได้เลือกฟังเพลงหลากหลายประเภท เช่น เพลงไทยเดิม เพลงลูกทุ่ง เพลงของภาคต่าง ๆ เพลงป๊อป เพลงคลาสสิก เพลงทำนองของชาติต่าง ๆ และให้มีการทำกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีร่วมกันระหว่างคนในครอบครัว และให้อิสระแก่เด็กที่จะเต้นรำตามจินตนาการและเล่นบทบาทสมมุติตามจังหวะและตามทำนองดนตรีที่ได้ยิน ซึ่งกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวเช่นนี้ นอกจากจะช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของเด็กได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยพัฒนาอารมณ์สุนทรีย์จากการที่เด็กได้ซึมซับความไพเราะของเพลงแต่ละประเภทไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ การที่คุณพ่อคุณแม่ได้ใส่ใจในการเลือกเพลงที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์ ส่งเสริมจริยธรรม จรรโลงใจ สุภาพ ไม่หยาบคาย จะเป็นการปลูกฝังสิ่งที่ดีงามให้เกิดในความคิดและจิตใจของเด็กผ่านบทเพลงได้อีกทางหนึ่งด้วย

2) สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน

โรงเรียนถือเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กรองลงมาจากการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว เพียงแต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับดนตรีว่าเป็นสื่อที่สามารถช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงควรมีการจัดโรงเรียนให้มีสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งควรมีลักษณะและรูปแบบดังนี้

1.โรงเรียนที่มีการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กควรมีระบบการศึกษาที่ยึดตัวเด็กเป็นสำคัญโดยการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ของเด็ก เป็นต้นว่ามีบริเวณในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัว เช่น มีมุมดนตรีที่มีเครื่องดนตรีหลากหลายประเภทให้เด็กสามารถหยิบไปเล่นได้ มีพื้นที่ว่างให้เด็กกระโดดโลดเต้นประกอบเสียงเพลงได้

2.เป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนที่ส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคล และควรมุ่งเน้นให้เด็กได้ “เรียนอย่างมีความสุข สนุกกับการคิดค้น พัฒนาตนอย่างสร้างสรรค์”

3.ในการนำกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวมาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนั้นคุณครูควรเปิดโอกาสให้เด็กมีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์ดนตรีให้มากที่สุด ทั้งการฟังเพลง การร้องเพลง การเคลื่อนไหวและจังหวะ การเล่นเครื่องดนตรี การอ่านโน้ต และการแต่งเนื้อร้องและทำนองเพลงด้วยตนเอง

บทบาทของผู้ใหญ่ใส่ใจเรื่องดนตรี

การใช้ดนตรีในการพัฒนาเด็กและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กจะเกิดผลดีอย่างเป็นรูปธรรมได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่าย ดังนี้

กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องในการระบบบริการสาธารณสุข

แนวปฏิบัติสำคัญที่จะทำให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องในระบบบริการสาธารณสุข สามารถช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้ มีดังนี้

1.จัดให้มีหลักสูตรการเรียนการสอนในวิชาดนตรีบำบัด วิชาดนตรีเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็ก สำหรับแพทย์และพยาบาล

2.จัดอบรมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบบริการสาธารณสุขให้เห็นความสำคัญและมีความรู้ความเข้าใจด้านดนตรีสำหรับเด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ

3.สนับสนุนให้มีการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางด้านดนตรี เพื่อนำไปประยุกต์ใช้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และสำหรับเด็กในช่วงปฐมวัยเพื่อให้มีพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างสมบูรณ์

4.จัดให้มีโครงการแจก CD เพลงสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ซึ่งจะมีประโยชน์ทั้งต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ (ถ้าทำได้คู่กับ Bookstart)

5.จัดการอบรมหรือให้มีกิจกรรมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เรื่องการใช้ดนตรีในการเลี้ยงดูลูกเพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี หรือกิจกรรมดนตรีบำบัดเพื่อลดความเจ็บปวดในการคลอดลูกเพื่อให้คุณแม่มีทัศนคติและความรู้สึกที่ดีต่อการมีลูก

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 4 https://thaissf.org/cd018/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd018 Tue, 01 Jul 2014 14:16:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/01/cd018/ การจำกัดขอบเขตความคิด การแสดงออก จะส่งผลต่อการพัฒนาระบบการเรียนรู้ของเด็กในภายภาคหน้าได้ เพราะเมื่อมีการจำกัดซึ่งกระบวนการในการคิดโดยไม่ได้มีการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เด็กได้คิดเป็นหรือสร้างสรรค์เป็นแต่อย่างใดนั้น ก็เหมือนว่าการเรียนรู้นั้นย่ำอยู่กับที่

ดังนั้นจึงเกิดแนวความคิดที่จะปรับเปลี่ยนแนวการพัฒนาคน โดยมุ่งเน้นให้คนคิดเป็น ทั้งสามารถสร้างสรรค์และพัฒนาความรู้ด้านต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอย่างไม่หยุดอยู่กับที่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเริ่มมีการปรับเปลี่ยนคนตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต และเครื่องมือที่เห็นว่าจะสามารถพัฒนากระบวนการฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นแก่เด็กได้ง่ายที่สุดและดีที่สุดประการหนึ่ง ก็คือการใช้ดนตรีเป็นสื่อนั่นเอง เพราะดนตรีนั้นเป็นที่โปรดปราน เปรียบเหมือนขนมหวานที่รับประทานได้ง่ายสำหรับเด็กทุก ๆ คน

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านร่างกาย

เมื่อเด็กได้ยินเสียงดนตรีที่มีทำนองและจังหวะที่สนุกสนาน เด็กจะกระโดดโลดเต้นเคลื่อนไหวร่างกายตามเสียงดนตรีอย่างมีความสุข เป็นการออกกำลังกาย เป็นการช่วยให้เด็ก ๆ มีร่างกายแข็งแรงเพราะได้บริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนร่างกาย

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจ

อารมณ์ความรู้สึกของคนมีขึ้นมีลงคล้ายท่วงทำนองของเสียงดนตรี ดนตรีที่มีจังหวะช้าจะทำให้เด็กมีอารมณ์ผ่อนคลาย สงบ มีสมาธิและช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ในขณะที่ดนตรีที่มีจังหวะเร็ว จะทำให้เด็ก ๆ มีอารมณ์แจ่มใสและมีจิตใจที่เบิกบาน

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสังคม

-กิจกรรมดนตรีแบบกลุ่ม คือ การที่เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมดนตรีร่วมกับผู้อื่น เช่น ร้องเพลง เต้น ระบำ รำละคร หรือการตั้งวงดนตรีเล่นกับพ่อแม่ในบ้านหรือกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี

-กิจกรรมดนตรีแบบเดี่ยว เช่น การเล่นดนตรี การร้องเพลง หรือการเต้นระบำรำฟ้อนคนเดียวต่อหน้าคนอื่น ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าและตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญา

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ เช่น เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องจำนวนและการนับหรือการที่เด็กหัดอ่านโน้ตดนตรี

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษา เช่น เพลงที่มีคำศัพท์ต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เพลงคำคล้องจอง

ข้อควรระวังในการใช้ดนตรีพัฒนาเด็กปฐมวัย

สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงเป็นอย่างมากสำหรับการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์คือ ต้องไม่ปลูกฝังการสอนดนตรีอย่างผิดทิศทาง เพราะนั่นถือเป็นการปิดการสร้างความคิดสร้างสรรค์ในเด็กได้เช่นกัน ซึ่งสิ่งที่พึงระวังคือ

1.ไม่ควรสอนดนตรีในลักษณะให้เลียนแบบ เพราะเด็กจะไม่ได้คิดสร้างสรรค์ด้วยตนเอง

ผู้ใหญ่ควรเป็นผู้สังเกตไม่ใช่ผู้ออกคำสั่งให้เด็กทำตาม ดังนั้นเพียงแค่สังเกตว่าเด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเหมาะสมกับวัยของเขาและไม่เป็นอันตรายก็เพียงพอแล้ว เช่นเมื่อเด็กเต้นประกอบเพลงแล้วเคลื่อนไหวท่าทางโดยกระโดดสูงมากเกินไปหรือหมุนตัวเร็วเกินไปก็ต้องให้คำแนะนำเพราะอาจเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้

2.ไม่ควรสร้างค่านิยมว่าการเล่นดนตรีบางชนิดสามารถเล่นได้เฉพาะเด็กที่มีฐานะทางสังคมสูงเท่านั้น เช่น เด็กที่จะเรียนหรือเล่นไวโอลีนหรือเปียโนได้ต้องมีเงินเด็กในชนบทเรียนไม่ได้เพราะไม่มีเงินค่านิยมเหล่านี้เป็นค่านิยมที่ทำร้ายทั้งจิตใจและทำร้ายทั้งการพัฒนาการเรียนรู้ทางดนตรีของเด็กอย่างมากมายทีเดียว

3.ไม่ควรมุ่งเน้นการประกวดในกิจกรรมดนตรีที่ไม่เหมาะสม เช่น ประกวดเต้นรำด้วยการใช้ท่าทางการเต้นหรือการแต่งตัวที่ไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับวัยที่บริสุทธิ์ของเด็กและไม่ควรกดดันและคาดหวังในผลแพ้ชนะ เพราะนั่นจะทำให้เด็กไม่มีความสุขในการทำกิจกรรมดนตรีอย่างสร้างสรรค์แต่อย่างใดเลย มีแต่จะทำให้เด็กเกิดความเครียดและบางคนอาจไม่อยากที่จะทำกิจกรรมดนตรีอีกต่อไปซึ่งจะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็กได้

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 2 https://thaissf.org/cd016/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd016 Thu, 19 Jun 2014 11:49:29 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/19/cd016/ กล้าแสดงออก มีความมั่นใจในตนเอง ทั้งช่วยฝึกให้ใช้ความคิดและจินตนาการอย่างเต็มที่ในช่วงวัย 2-5 ปี ถือเป็นช่วงวัยที่เด็กจะมีความเป็นตัวของตัวเองมาก ชอบทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองและไม่ชอบการถูกบีบบังคับ และในช่วงวัย 4-7 ปี ถือเป็นวัยแห่งการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นวัยที่ชอบการคิดค้นหาสิ่งแปลกใหม่ให้กับตนเอง ดนตรีช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เช่น เมื่อเด็ก ๆ ฟังเพลงแล้วสามารถคิดท่าเต้นใหม่ ๆ ด้วยตนเองได้ หรือการที่เด็กได้คิดค้นวิธีเล่นเครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ หรือแต่งเนื้อเพลงหรือทำนองเพลงด้วยตนเอง ดังนั้น กิจกรรมดนตรีจึงสามารถตอบสนองธรรมชาติของเด็กในช่วงวัยนี้ได้อย่างดี เพราะเด็ก ๆ ทุกคนชอบดนตรี การให้เด็กได้แสดงออกผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระประกอบดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการเต้น การโยกตัว การกระโดด หรือการร้องเพลงที่เด็ก ๆ สามารถแต่งเนื้อร้องหรือทำนองขึ้นเอง จะทำให้เด็กใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญที่จะพัฒนาไปสู่กระบวนการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ ได้ต่อไป

ดนตรีแบบไหนที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

ดนตรีที่จะนำมาใช้ในกิจกรรมต้องเป็นดนตรีที่เหมาะสมสำหรับเด็ก หมายถึง ดนตรีที่ทำให้เด็กสามารถแสดงออกตามความพร้อม การรับรู้และตามความสนใจของเด็กแต่ละคนได้อย่างเต็มที่โดยไม่ถูกปิดกั้น ซึ่งเพลงหรือดนตรีที่ดีสำหรับเด็กควรมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. เป็นเพลงที่มีองค์ประกอบของเพลงที่ดี ลักษณะของดนตรีมีทำนองจังหวะที่ไม่เร่งรัดเกินไป ไม่กระแทก ไม่รุนแรง มีเนื้อร้องที่ดีและเหมาะสมกับเด็ก ไม่หยาบคาย

2. เป็นเพลงที่มีความสดใสและจริงใจ เนื้อเพลงมีความเหมาะสมกับวัยของเด็ก เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์ บ้าน ธรรมชาติ และสิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่ทำให้เด็กรู้สึกสัมผัสได้ ไม่ควรเลือกเพลงที่มีเนื้อหาเกินวัยเพราะจะส่งผลต่อความคิดและจิตใจที่บริสุทธิ์ของเด็กได้ เช่นเพลง “ฉันรักผัวเขา” เป็นเพลงที่ผู้ใหญ่ฟังได้ แต่ไม่เหมาะสมกับเด็ก

3. เป็นเพลงที่ส่งเสริมจริยธรรม ที่เป็นพื้นฐานของมนุษย์ เช่น เพลงที่ส่งเสริมความซื่อสัตย์ ความรัก ความสามัคคี การรู้จักให้และแบ่งปัน เพลงบางเพลงที่มีเนื้อหาโหดร้ายและทำให้จิตใจเด็กแข็งกระด้างและมีอารมณ์รุนแรงจึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาให้แก่เด็ก เช่นการทดลองนำเพลงที่กล่าวถึงสัตว์ 2 ประเภท คือ หนูกับแมว มาเปิดให้เด็กอนุบาล 2 ฟัง โดยในเนื้อเพลงบอกเล่าเรื่องราวว่าหนูวิ่งหนีแมว ส่วนแมวตามล่าหนูไปจนทันและสามารถตะปบจับเอาหนูตัวนั้นมากิจได้ในที่สุด ขณะเปิดเพลงนี้สังเกตเห็นว่าเด็ก ๆ ที่นั่งฟังอยู่ทุกคน ขมวดคิ้วฟังเพลงนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าเด็กไม่มีความสุขที่ได้ฟังเลย

4. เป็นเพลงที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ คือเพลงที่ทำให้เกิดความคิดริเริ่ม เช่น เพลงแปลงกาย ให้เด็กแปลงกายเป็นสัตว์หรือสิ่งของต่าง ๆ เช่น เพลงบอกให้เด็กแปลงกายเป็นกังหันลม เด็กบางคนอาจเหวี่ยงแขนเป็นวงกลมเหมือนกังหันที่กำลังหมุน หรือเด็กบางคนอาจหมุนตัวไปรอบ ๆ ก็ได้ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยไม่มีกฎเกณฑ์บังคับว่าทำแบบนี้ใช่หรือไม่ใช่ ถูกหรือไม่ถูก ต่างกับเพลงที่ส่งเสริมด้านความจำ เช่น เพลง ก-ฮ เพลงนับเลข หรือเพลงที่ออกคำสั่งให้ทำท่าทางตามเนื้อหา จะไม่ได้ฝึกกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของเด็กแต่อย่างใด

ดนตรีเป็นอาหารสมอง

ดนตรีเปรียบเสมือน “อาหารสมอง” ที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ การใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กโดยตรง เพราะกิจกรรมดนตรีเป็นกิจกรรมที่ทำให้สมองทั้งสองซีกของเด็กเกิดการทำงานอย่างสมดุล คือช่วยพัฒนาสมองซีกซ้ายและซีกขวาให้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน ขณะฟังดนตรีเด็กจะรู้สึกสบาย ผ่อนคลายและปล่อยความคิดจินตนาการไปตามบทเพลง ซึ่งส่งผลดีต่อสมองซีกขวา ส่วนตัวโน๊ตหรือจังหวะเคาะของดนตรีที่คล้ายกับการอ่านหนังสือแต่ละตัว ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายด้านภาษา คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ดังนั้น จึงต้องกล่าวว่าดนตรีมีผลต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กอย่างแท้จริง

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย https://thaissf.org/cd015/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd015 Sun, 15 Jun 2014 10:57:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/15/cd015/

1. เป็นเด็กที่มีความคล่องตัวในการคิด (fluency) หมายถึง มีความสามารถในการคิดที่คล่องตัวเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ฉับไว และเมื่อมีปัญหาคิดหาทางออกหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

2. เป็นเด็กที่มีความคิดยืดหยุ่น (flexibility) หมายถึง มีความสามารถในการปรับรูปแบบในการคิดที่ไม่ตายตัว สามารถคิดได้หลายประเภท หลายทางและ หลายแง่หลายมุม

3. เป็นเด็กที่มีความคิดริเริ่ม (originality) หมายถึง มีความคิดที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำกับความคิดของคนอื่น

4. เป็นเด็กที่มีความคิดตกแต่งละเอียดลออ (elaboration) หมายถึง สามารถคิดในรายละเอียดหรือคิดได้อย่างละเอียดลออชัดเจน

ความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญต่อเด็กอย่างไร ?

จากข้อมูลของสมาคมเศรษฐศาสตร์การศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวถึง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในยุคปัจจุบันและสิ่งที่ผู้สอนจำเป็นต้องให้กับผู้เรียนมี 4 ข้อ คือ

1) การแก้ปัญหา

2) ความคิดสร้างสรรค์

3) นวัตกรรม

4) การอยู่ร่วมกัน

เมื่อเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สำคัญแล้ว จึงต้องย้อนกลับมาดูที่การศึกษาในปัจจุบันว่าเหตุใดในโรงเรียนจึงมักจะใช้วิธีการสอนแบบเลียนแบบมากกว่าที่จะใช้วิธีสอนแบบใช้ความคิดสร้างสรรค์ นั่นอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งระบบการศึกษาของเรามุ่งเน้นความรู้ในตำราเรียนเป็นหลักและมักวัดความรู้จากการเข้าใจหรือความสามารถในการจำเนื้อหาในแต่ละวิชาได้เท่านั้น จึงทำให้เข้าใจกันว่าการใช้ความคิดสร้างสรรค์มิใช่สิ่งจำเป็นในการเรียนตามระบบแต่อย่างใด แต่ในความเป็นจริงแล้วนักคิดหรือนักประดิษฐ์ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในสากลหลายท่าน ต่างพัฒนางานของตนผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์แทบทั้งสิ้น เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ที่มีความคิดที่ไม่เหมือนคนอื่น จึงสามารถคิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ได้

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าความคิดสร้างสรรค์ก่อให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดได้ ด้วยเหตุนี้การฝึกให้เด็กเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นเป้าหมายที่จะทำให้บุคลากรที่จะเป็นอนาคตของประเทศนั้นได้คิดเป็น ทำเป็นและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่ดีงามให้เกิดขึ้นในสังคมได้ต่อไปอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง

เข้าใจพัฒนาการแต่ละช่วงวัย ใส่ใจเรื่องดนตรี

คุณรู้หรือไม่ว่า ตามปกติทารกสามารถรับรู้เรื่องการได้ยินเสียงตั้งแต่มีอายุอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 4 ถึง 5 เดือน โดยมีจังหวะหัวใจของคุณแม่เป็นจังหวะดนตรี

เมื่อแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ มีการรับรู้ดนตรีโดยการใช้สายตาและสามารถหันศีรษะตามแหล่งที่มาของเสียง ทั้งตอบสนองต่อเสียงร้อง แสดงออกต่อเสียงดนตรีที่ชอบหรือไม่ชอบ โยกตัว ผงกศีรษะ ตบมือตามเสียงดนตรี แม้ยังไม่รู้เรื่องของจังหวะ สามารถร้องเป็นเสียงดนตรีได้ และชอบแกว่งตัวหรือโยกตัวขณะถูกอุ้ม

ช่วงอายุ 1 ถึง 2 ขวบ สามารถเรียนรู้เพลงสั้น ๆ ง่าย ๆ มีการตอบสนองต่อเพลงที่ชอบอย่างกระตือรือร้น ชอบให้ร้องเพลงให้ฟังบ่อย ๆ และชอบการเล่นนิ้วมือกับคำคล้องจอง

ช่วงอายุ 3 ถึง 4 ขวบ รู้จังหวะที่หลากหลายและเข้าใจองค์ประกอบของตนตรีมากขึ้น ชอบร้องเพลงและแสดงท่าทางตามเพลง สามารถแต่งเพลงได้

อายุ 5 ถึง 6 ขวบ วัยนี้เด็ก ๆ จะชอบแสดงออกท่าทางและเคลื่อนไหว มีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมดนตรีกับเพื่อน ๆ ให้ความสนใจต่อเสียงใหม่ ๆ และอยากลองเล่นเครื่องดนตรีแปลก ๆ ใหม่ ๆ สนใจกับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะจังหวะ และชอบทำเสียงมากกว่าการฟังเสียงเครื่องดนตรี

]]> 16 อย่าเรียนหนังสือคนเดียว https://thaissf.org/er016/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er016 Wed, 11 Jun 2014 14:20:45 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/11/er016/

สร้อยลูกปัดหลากสี ภาพเขียนสีบนฝาผนัง และเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำด้วยกระดูกหรือหิน

การอุบัติใหม่ของนวัตกรรมเหล่านี้ดูคล้ายจะบอกเป็นนัยว่า ได้เกิดการผ่าเหล่าในพันธุกรรมของมนุษย์แล้ว และการโผล่พรวดของหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้คล้ายจะบอกว่า มนุษย์พันธุ์โฮโมเซเปียนส์นี้ฉลาดขึ้นทันทีทันใด เสมือนหนึ่งการกำเนิดของเอกภพที่เรียกว่าบิ๊กแบง (Big Bang) ทั้งที่มนุษย์พันธุ์นี้ (ก็คือพวกเราทุกวันนี้) ได้เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ ๒ แสนปีก่อน

การขุดค้นทางโบราณคดีด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ช่วยให้ค้นพบหลักฐานชิ้นใหม่ๆ ว่า มีอะไรที่เรียกว่านวัตกรรมก่อนเวลา ๒ แสนปีสุดท้ายนี้ ลิน แวดเลย์ จากมหาวิทยาลัยวิทวอเตอร์สแรนด์ได้เริ่มงานขุดค้นในถ้ำซิบูดู อาฟริกาใต้ตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๙๐ และตีพิมพ์การค้นพบ “ที่นอน” ที่ทำด้วยใบไม้ในนิตยสาร Science เมื่อเดือนธันวาคม ๒๐๑๑ ที่นอนนี้มีอายุ ๗๗,๐๐๐ ปี ทำขึ้นจากใบของต้น Cryptocarya woodii ซึ่งมีคุณสมบัติไล่ยุงและแมลง นอกจากนี้ ยังพบกับดักจับกวาง คันธนูและลูกศร รวมทั้งน้ำยาสำหรับใช้ในครัวเรือนที่อยู่อาศัยอีกบางอย่าง

การขุดค้นที่ทำกันอย่างกว้างขวางในอาฟริกาอีกสองจุด ค้นพบหลักฐานคล้ายๆ กันนี้ที่มีอายุ ๑ แสนปี และ ๑๖๔,๐๐๐ ปี สิ่งที่เราเคยเรียนกันมาว่า อารยธรรมมนุษย์เริ่มต้นเมื่อ ๓ หมื่นปีก่อนเริ่มไม่เป็นความจริงเสียแล้ว ที่อิตาลี ทีมขุดค้นจากมหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์ขุดพบกาวที่ใช้ประกบหินเข้ากับไม้เพื่อทำอาวุธอายุ ๒ แสนปีของมนุษย์พันธุ์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthals) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในยุโรปตั้งแต่ ๓ แสนปีก่อน เก่ากว่านี้อีกคือหอกอายุ ๕ แสนปีของมนุษย์พันธุ์ไฮเดลเบอร์เจนซิส (Homo heidelbergensis) ในอาฟริกาใต้ และเครื่องมือที่ทำด้วยหินอายุ ๒ ล้าน ๖ แสนปีของมนุษย์พันธุ์ออสตราโลพิเทคัส การี (Australopithecus garhi) ที่เอธิโอเปีย

ใครเป็นคนคิดค้นเครื่องมือเหล่านี้คนแรก

แล้วเพราะอะไร ลิงชิมแปนซีซึ่งแยกสายวิวัฒนาการจากมนุษย์ปัจจุบันเมื่อ ๖ ล้านปีก่อน จึงยังคงใช้กิ่งไม้จิ้มรังมดเอามดขึ้นมากินเหมือนเดิมโดยไม่มีเครื่องมืออะไรใหม่ๆ เลย

จากงานวิจัยทางสมองยุคใหม่พบว่า ขนาดของโพรงในกะโหลกศีรษะ (ซึ่งเป็นที่อยู่ของเนื้อสมอง)ของลิงชิมแปนซีเท่ากับ ๔๕๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรเท่ากับมนุษย์ตระกูลออสตราโลพิเทคินตัวเลขนี้เพิ่มเป็นสองเท่าคือ ๙๓๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรในมนุษย์พันธุ์โฮโมอีเรคตัส (Homo erectus) เมื่อ ๑ ล้าน ๖ แสนปีก่อน แล้วเพิ่มเป็น ๑,๓๓๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรในมนุษย์พันธุ์โฮโมเซเปียนส์ คือพวกเราตั้งแต่ ๑ แสนปีก่อน

แต่ก็อย่าลืมว่าเมื่อ ๑ แสนปีก่อน เราไม่มีสมาร์ทโฟนใช้ เราตีกลองส่งสัญญาณกัน เกิดอะไรขึ้นในหนึ่งแสนปีที่ผ่านมา

สมองของมนุษย์มีเซลล์ประสาทจำนวน ๑ ล้านล้านเซลล์ มีเส้นประสาทยาวประมาณ ๑๖๕,๐๐๐ กิโลเมตร มีจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท (synapses) รวมทั้งสิ้น ๑๕๐ ล้านล้านตำแหน่ง หากดูเฉพาะสมองส่วนหน้าของส่วนหน้าที่เรียกว่า prefrontal cortex ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้วางแผน เชื่อมโยงข้อมูล แล้วตัดสินใจลงมือกระทำ สมองส่วนนี้ของมนุษย์ปัจจุบันมีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดที่เพิ่มขึ้นมานี้เป็นที่อยู่ของข่ายใยประสาท (neuronal networks) จำนวนมหาศาลที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างทั่วถึง

วิทยาศาสตร์พบว่า จำนวนของเซลล์สมองยังมิใช่คำตอบของความฉลาด คำตอบอยู่ที่ข่ายใยประสาทที่เชื่อมต่อและเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง และกว้างขวางในโพรงสมองขนาดใหญ่นั้นมากกว่า

การเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึงในสมอง เกิดขึ้นได้ด้วยการเชื่อมโยงอย่างทั่วถึงในชีวิต

เลวิส ดีน นักพฤติกรรมศาสตร์มนุษย์และวานรจากลอนดอนตีพิมพ์งานวิจัยในนิตยสาร Science ทีมวิจัยออกแบบกล่องปริศนาที่ต้องใช้การแก้ ๓ ขั้นตอน ให้กลุ่มทดลอง ๓ กลุ่มทำแข่งกัน กลุ่มหนึ่งคือลิงชิมแปนซีที่เท็กซัส กลุ่มสองคือลิงคาปูชีนที่ฝรั่งเศส และกลุ่มสามคือเด็กในศูนย์เด็กเล็กที่อังกฤษ

ชิมแปนซีและคาปูชีน ๕๕ ตัว มีลิงที่แก้ปริศนาสำเร็จเพียงตัวเดียวโดยใช้เวลา ๓๐ ชั่วโมง เด็กเล็ก ๑๕ จาก ๓๕ คนสามารถแก้ปริศนาสำเร็จในเวลา ๒ ชั่วโมงครึ่ง จากการสังเกตพบว่า เด็กเล็กคุยกัน เถียงกัน ช่วยเหลือกัน และให้กำลังใจกัน ขณะที่ลิงไม่มีพฤติกรรมเหล่านี้เลย

เพราะอะไรมนุษย์ในยุโรปเมื่อ ๔ หมื่นปีก่อน จึงพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือในการล่าและดำรงชีวิตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับมนุษย์ในอาฟริกาเมื่อ ๙ หมื่นปีก่อน คำอธิบายคือ เพราะพื้นที่ที่เล็กกว่าทำให้มนุษย์มีโอกาสพบกันและรวมทีมกันออกล่ามากกว่า การกระทบไหล่กันอยู่เนืองนิตย์คือเหตุผลที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์วิวัฒน์และมีนวัตกรรมหลุดออกมาจากกล่องในที่สุด (out of the box)

เด็กไม่ได้พัฒนาหรือฉลาดขึ้นด้วยการเรียนหนังสือคนเดียว เด็กฉลาดและพัฒนาสมองของตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ และมีนวัตกรรมได้ด้วยการเรียนรู้เป็นกลุ่ม

พูดง่ายๆ ว่าด้วยการกระแทกไหล่กับเด็กคนอื่นๆ

]]> 15 ปัญหาของทักษะการสื่อสารความเห็นต่าง https://thaissf.org/er015/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er015 Sun, 08 Jun 2014 09:32:18 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/08/er015/

โทรทัศน์ออกข่าวว่าน้ำท่วมเพราะเหตุนั้นๆ หมอกควันที่ปกคลุมภาคเหนือตอนบนเพราะเหตุนั้นๆ นักเรียนที่ยกพวกตีกันจนผู้อื่นถึงตายควรนำไปเข้าค่ายทหารอบรมบ่มนิสัยแล้วจะมีนิสัยดี สุริยจักรวาลมีดาวพระเคราะห์เก้าดวง นางนพมาศเป็นผู้ริเริ่มประเพณีลอยกระทง ฯลฯ ปัญหาของเด็กไทยคือเชื่อทุกอย่างที่เรียน ไม่มีข้อสงสัยหรือความคิดเชิงวิพากษ์เลยซึ่งจะนำไปสู่สภาพไม่มีนวัตกรรมในตอนท้าย

เพราะความคิดเชิงวิพากษ์เป็นต้นทาง นวัตกรรมเป็นปลายทาง นวัตกรรมไม่สามารถเกิดขึ้นลอย ๆ ได้ด้วยความบังเอิญ

เมื่อสงสัย ไม่เชื่อ ขั้นตอนต่อไปอย่างน้อยก็ควรเถียงในใจว่า “อาจจะไม่จริง” หลังจากนั้นอาจจะทำได้ 2-3 ทาง ทางหนึ่งคือพูดออกไปตรง ๆ ว่าอาจจะไม่ใช่ ดาวพระเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลน่าจะมีมากกว่าเก้าดวง ทางที่สองคือตั้งคำถามออกไป เช่น ที่ว่ามีเก้าดวงนั้นกำหนดจากระยะทางจากดวงอาทิตย์ หรือกำหนดจากรูปร่างของวงโคจร หรือกำหนดจากขนาดของดาวหรือเทหวัตถุ เป็นต้น ทางที่สามคือไม่พูดไม่ถามแต่ออกไปค้นคว้าคำตอบอื่น ๆ ที่เป็นไปได้

เด็กไทยไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้และมีแนวโน้มที่จะไม่มีต่อไปเพราะการสอบที่บังคับให้เด็กไทยต้องเชื่อครูหรือตำราแต่เพียงฝ่ายเดียว

การพูดออกไปและการตั้งคำถามเป็นเรื่องเสียมารยาทสำหรับเด็กไทยอย่างไม่มีข้อสงสัยและเป็นปัญหาระดับชาติ เป็นต้นเหตุที่จะฉุดรั้งและดึงคุณภาพของเด็กไทยดิ่งเหวลงไปเรื่อย ๆ เพราะไม่กล้าคิดอะไรเลย อย่าแปลกใจหากจะพบว่าคุณภาพของภาพยนตร์ นวนิยาย การ์ตูน หรืองานศิลปะแขนงต่างๆเราจะเป็นรองชาติอื่น ๆ เพราะเด็กไทยไม่มีจินตนาการ การไม่คิดย่อมทำให้ไม่มีทางจะมีจินตนาการตั้งแต่แรก

เราเรียกร้องให้เด็กไทยมีจินตนาการและนวัตกรรม แต่เรากลับสกัดกั้นต้นทางของเรื่องทั้งหมดไปในตัว การตั้งข้อสงสัยและการตั้งคำถามเป็นเรื่องต้องฝึก จะไม่เกิดขึ้นเอง

เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนวิธีตั้งคำถามที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาไม่ยอกย้อน ตั้งคำถามให้ฟังรู้เรื่องว่าจะถามอะไร ด้วยถ้อยคำที่สุภาพและอ่อนน้อม นี่คือข้อที่หนึ่ง

เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนให้รู้วิธีค้นหาความรู้ด้วยตนเองไม่ว่าจะจากแหล่งเรียนรู้ใดตั้งแต่หนังสือ โทรทัศน์ แผ่นสารคดี อินเทอร์เน็ต ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ การสัมมนาวิชาการ ฯลฯ เพื่อให้ข้อสงสัยและคำถามของตนเองมีน้ำหนัก มิใช่สักแต่เถียงข้าง ๆ คู ๆ โดยไม่มีหลักฐานอะไรรองรับ นี่คือข้อที่สอง

อย่างไรก็ตาม แม้เด็กไทยจะมีมารยาทดีเพียงใดหรือมีหลักฐานอ้างอิงคำพูดของตนมากเพียงใด เชื่อได้ว่าก็จะถูกกล่าวหาว่าไร้สัมมาคารวะอยู่ดีเพราะวัฒนธรรมไทยเป็นเช่นนั้นเอง

ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่เด็ก แม้จะเป็นความจริงว่าเด็กไทยบางส่วนหรืออาจจะส่วนใหญ่ทั้งไร้มารยาททั้งมีแต่คำพูดที่เลื่อนลอยหาสาระอันใดมิได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้ใหญ่เองที่ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นในการจุดชนวนทักษะการเรียนรู้

นั่นคือมีท่าทีที่รับฟัง

ครูที่ดีควรมีท่าทีรับฟังเด็กพูดหรือถามด้วยใจเปิดกว้างเสมอ ไม่ตัดสินผิดถูกและไม่ให้ความสำคัญกับคำพูด คำตอบหรือข้อสงสัยของเด็กว่าผิดหรือถูก ต่อเมื่อเด็กสัมผัสได้ว่าครูรับฟังจึงจะเกิดสัมพันธภาพที่ดี เมื่อมีสัมพันธภาพที่ดีครูจึงจะมีโอกาสและหาจังหวะช่วยให้เด็กรู้ว่าเขาควรไปหาคำตอบข้อสงสัยนั้นได้ที่ไหนและอย่างไร ครูจะทำเช่นนี้ได้เมื่อต้องก้าวข้ามตนเองว่าตนเองไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องและไม่จำเป็นเลยที่ต้องเก่งกว่านักเรียนและยิ่งไม่จำเป็นเลยที่ต้องตอบคำถามของเด็กได้ทุกคำถาม

ครูที่ชาญฉลาดควรแสดงออกว่าข้อสงสัยหรือคำถามของเด็กนั้นน่าสนใจมาก ชมเชยที่เขาคิดข้อสงสัยและตั้งคำถามออกมาได้ ชื่นชมที่เขากล้าแสดงออกด้วยการตั้งข้อสงสัยต่อคำพูดของครูและกล้าถาม จากนั้นครูจึงทำหน้าที่เป็นโค้ชให้เขาค้นหาหนทางเรียนรู้ด้วยตนเองต่อไปว่าที่แท้แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่สุริยจักรวาลจะมีดาวเคราะห์มากกว่าเก้าดวง น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขื่อน หมอกควันไม่เกี่ยวอะไรกับการเผาป่า ฯลฯ

ครูที่ดีควรชวนนักเรียนมาช่วยกันหาคำตอบ ครูที่ดีควรรู้ว่ากระบวนการหาคำตอบมีความสำคัญมากกว่าคำตอบ เพราะที่แท้แล้วในโลกที่ซับซ้อนนี้ไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวต่อปัญหาใด ๆ อยู่ก่อนแล้ว

กระบวนการหาคำตอบที่ดีย่อมเกิดจากการทำงานเป็นทีมที่ทีมมีความเห็นแตกต่างกันในตอนต้นแล้วร่วมมือกันค้นหาคำตอบหลากหลายที่ไม่มีจุดจบง่าย ๆ การปะทะสังสันทน์ทางความคิดของสมาชิกทีมด้วยความช่วยเหลือและให้กำลังใจของครูจะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้และเกิดนวัตกรรมในตอนท้าย

ย้ำอีกครั้งว่าความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมิใช่ของลอยลงมาจากฟ้าและมิใช่ของที่จะเกิดขึ้นได้จากวัฒนธรรมว่านอนสอนง่ายเชื่อ ๆ ตาม ๆ กันไป หากต้องเกิดจากการคิดเห็นต่างในเรื่องเดียวกัน ปะทะกัน แล้วหาทางออกร่วมกัน

การปะทะกันไม่จำเป็นต้องเสียมารยาท การสอนมารยาทกระทำได้เสมอเมื่อครูและเด็กมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน แต่ประเด็นมิได้อยู่ที่มีหรือไม่มีมารยาท ประเด็นอยู่ที่ผู้ใหญ่ไทยมักไม่รับฟังเด็กพูดนั่นเท่ากับปิดตายการเรียนรู้และพัฒนาการ

]]>