ครู – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ครู – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (11) https://thaissf.org/er042/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er042 Mon, 18 Aug 2014 14:08:12 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/18/er042/ ศิษย์คือลูก พอเรามีตรงนี้แล้ว เราก็ต้องทำตัวเป็นพ่อ แล้วเค้าก็ต้องทำตัวเป็นทั้งศิษย์ เป็นทั้งลูก แต่ยังต้องตกแต่งด้วยเรื่องราวมากมาย ด้วยความศรัทธา ด้วยความห่วงใย ด้วยอะไรมากมาย จนกระทั่งมาถึงตรงนี้แล้ว ถือว่าสำเร็จในระดับนึง เพราะเด็กจบไปไม่ว่ากี่ปีก็จะกลับมาหา ถือว่ามีความกตัญญูที่ถาวร เข้าใจคอนเซ้ปของชีวิตว่ามันคืออะไร และผมก็ยังใช้คำนี้อยู่ตลอดเวลาว่าศิษย์คือลูก มีอีกประการหนึ่งอันนี้อาจจะนอกเหนือประเด็นไปนิดนึงอันนี้คือที่ผมอธิฐานไว้ ผมแต่งงานแล้ว ผมไม่มีลูกผมก็เลยรักเด็ก ๆ เหมือนลูก…

และลองเปรียบเทียบกับข้อความต่อไปนี้

…พอเค้าผ่านมือเราไปแล้วเนี้ย เขาไม่รู้จักเรา เขาก็กลายเป็นนักเรียนแพทย์ นักเรียนวิศวะ หลัง ๆ เจอครูเขาก็จะเอาหนังสือบัง ดิฉันก็มีความรู้สึกว่าเออ เค้าคงเก่งด้วยตนเองละเน๊าะ เค้าคงไม่ได้นึกถึงเราเท่าไหร่หรอก ดิฉันก็เลยหันมาสนใจพวกด้อยโอกาส สอนแล้วสนุก…

…แต่เด็กที่เราจะสามารถเห็นว่าเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนคือเด็กกลุ่มอ่อน แล้วเด็กกลุ่มนี้จะเป็นเด็กที่มีความกตัญญูรู้คุณมากกว่าเด็กกลุ่มเก่งหรือกลุ่มปานกลางด้วยค่ะ เด็กกลุ่มนี้จะมีความอดทน…เค้าจะเป็นคนที่มีความกตัญญูฝังอยู่ในใจเลย…

เห็นได้ว่าอีกองค์ประกอบหนึ่งคือการได้รับความรักตอบจากเด็ก หรือที่เข้าใจได้ด้วยคำว่า “ความกตัญญูรู้คุณ”

ในส่วนของ “จิตวิญญาณความเป็นครู” นั้นมีลักษณะเช่นใด แน่นอนว่าที่ดูจะขาดไม่ได้คือเรื่องวิชาการ

…จิตวิญญาณของความเป็นครู ที่เราพูดมาโดยตลอดตั้งแต่เมื่อวาน ถึงวันเนี้ย คือจะเน้นที่การสอนเด็ก การสร้างคน การอยากให้เด็กเก่งอังกฤษ แต่ในกรณีที่เราต้องรับนโยบายต่างๆมามากมายนะค่ะ เราต้องมาบริหารจัดการต่อตรงเนี่ยอะ มันเหมือนกับเข้ามาแทรกแซง บทบาทหน้าที่ของความเป็นครูที่เราอยากจะทำเพื่อสิ่งตรงนี้…

แต่น้ำหนักจริงๆ แล้วดูจะอยู่ที่การเป็นผู้ให้ เป็นผู้เสียสละ

…เป็นคนมีจิตวิญญาณในความเป็นครูสูงเพราะว่าพี่ชายเป็นครูพ่อเป็นครูคือตระกูลเป็นครูหมด เสร็จแล้วคิดเสมอว่าการเป็นครูนี้คือเป็นการให้ ให้โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนคือให้ตลอดเวลาและไม่หวังว่าเราจะได้ความดีความชอบหรือว่าให้แล้วเราจะได้อะไรมาตอบแทนคือให้ให้ไปเรื่อยๆคือเค้าต้องการอะไรก็ให้…

…สงสาร มันเลยมีความรู้สึกว่าเราต้องให้เค้าเยอะๆ สอนเค้าเยอะให้เค้าเยอะๆ ก็เลยอะไรที่เป็นครู ครูให้เด็กได้ก็จะให้หมดเลย ให้ทั้งความรักให้ทั้ง คือเป็นให้หมดทุกอย่าง ถ้าพูดถึงจิตวิญญาณของความเป็นครูนะคะเป็นได้หมดทุกอย่างสำหรับเด็ก ต้องเป็นทั้งแม่ เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งครู เป็นหมดทุกอย่างให้เค้า…

…การเป็นครูต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่สักแต่เป็นครู การเป็นครูต้องทำหน้าที่ให้ครบ และก็ที่สำคัญก็คือครูต้องเสียสละ ครูต้องไม่เป็นผู้รับอย่างเดียว ครูต้องเสียสละ บางครั้งกำลังทรัพย์ส่วนตนก็ต้องเสียสละด้วย อุทิศร่างกาย อุทิศความคิด อุทิศจิตวิญญาณของความเป็นครูเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ นักเรียนจะดีหรือสังคมจะดี…

…ถ้าหากว่าครูเขาสอนนักเรียนโดยที่ เข้าถึงความรู้สึกจริงๆ ของเด็กเนี๊ยนะครับ สอนด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู ที่อยากจะให้เด็กจริงๆ เนี๊ย ผมว่าไม่น่าจะมีปัญหาตรงนี้ แต่ที่เราสอน เราสอนแบบฉาบฉวย เสียมากกว่า เออ..พอให้ผ่านๆ ไป ให้พอจบ ๆ ไปนะครับ…

…อาชีพครูนั้นเป็นอาชีพที่แตกต่างจากอาชีพอื่น อาชีพอื่น เอ่อบางอาชีพนะคะ มาตอนแปดโมงบริการ บริการประชาชนเสร็จก็กลับบ้าน ก็ไม่เอาอะไรยึดติดไปนะคะ อาชีพครูเป็นอาชีพที่ว่าต้องคลุกวงในอยู่กับนักเรียนคือรู้ปัญหา ตั้งแต่ปัญหาเล็กถึงปัญหาใหญ่และส่วนมากนะคะเป็นผู้ให้และเป็นผู้ที่แก้ปัญหาคือแก้ปัญหาตั้งแต่ในครอบครัวของเขาการกินการอยู่นี่ครูรู้หมดนะคะ ทีนี้นอกจากการให้ ให้ความรู้ ให้คุณธรรม ให้วินัย ให้กำลังทรัพย์ ให้กำลังกาย ให้แรงใจและทุกอย่าง…

นอกจากนี้ ยังต้องเป็นผู้มีความอดทนและให้อภัย

… ครูต้องมีความอดทนและอดกลั้นมากครูต้องมีความอดทนสูง อดทนต่อสิ่งยั่วยุต่างๆ นักเรียนอะนะคะมาจากต่างพ่อต่างแม่ต่างพื้นฐานต่างการอบรมบางคนก็น่ารัก แต่บางคนก็ก้าวร้าว ครูต้องอดทนให้ได้…

…จิตวิญญาณความเป็นครูที่มีและทำให้เราฝ่าฟันเหตุการณ์ต่างๆมาได้ก็คือการให้อภัยนักเรียนตรงนั้นคือเรามองว่าเด็กถ้าเค้ารู้เรื่องทุกอย่างแล้วเค้าจะมาโรงเรียนทำไมอะนะคะเพราะฉะนั้นครูจะต้องเป็นแม่เป็นคนที่สอนความเป็นมนุษย์ให้กับเค้านะคะไม่ใช่สอนให้เค้าอ่านออกเขียนได้เพียงอย่างเดียว แต่ว่าจะสอนยังไง และขณะเดียวกันครูจะต้องเป็นแบบอย่างให้กับเด็ก ไม่ใช่ว่าครูบันดาลโทสะหรือทำใดๆควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้…

…เราจะต้องรู้จักให้อภัยเด็ก จิตวิญญาณความเป็นครูแม้ว่าครั้งหนึ่งเค้าเคยทำให้เราโกรธมากแต่ถ้าเราไปโกรธเค้าอย่างนี้เค้าจะ คือครูไม่น่าจะโกรธเด็กนะคือในความรู้สึกว่าความไร้เดียงสาของเค้ายังมีแล้วเค้ายังมีสิทธิ์ที่จะพลิกไปอีกแบบหนึ่งได้…

ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีก ได้แก่ การขจัดสิ่งไม่ดี การปฏิบัติต่อเด็กอย่างเสมอภาค ให้ความเป็นธรรม เอาใจใส่เด็กแต่ละคน และเป็นแบบอย่าง

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (5) https://thaissf.org/er036/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er036 Thu, 14 Aug 2014 11:28:00 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/er036/ …จัดกิจกรรมทันตสุขภาพด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ค่ะ เขาก็หัวเราะกันเฮเลย เอ๊ะ แปรงฟันไปเกี่ยวอะไรกับไสยศาสตร์ คือเราพยายามที่จะแก้ปัญหาเกี่ยวกับขนมกรุบกรอบ กับน้ำอัดลม ในโรงเรียนนี้แก้ได้ ทุกโรงเรียนแก้ได้ เชื่อเลยค่ะแก้ได้ แต่ข้างโรงเรียนนี้ท้าเลยใคร ใครว่าแน่ ใครก็อยากได้เงินนะคะ ร้านค้า เราก็มาหาจุดเลย นักเรียนกลัวใคร ครูไม่กลัว พ่อแม่ไม่กลัว ผอ. ไม่กลัว กลัวใคร กลัวพระพุทธรูป กลัวจริง ๆ พานักเรียนไปสาบานเลยค่ะ นักเรียนทุกคนพนมมือสาบานพูดตามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคือประธานนะคะ ไม่ใช่คุณครู เด็กก็พูด กลัวจริง ๆ แก้ปัญหาได้เลยค่ะ อันนี้คือการนำกุศโลบายเพื่อจะช่วยนักเรียน ไม่ได้เพื่อจะแกล้งนักเรียนค่ะ เพื่อจะช่วยเขา เผาทำลายขนมกรุบกรอบเหมือนเผาทำลายยาเสพติดเลยค่ะ ทำจริง ๆ ทำให้ดู เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู ทำครั้งเดียวพอ เด็กที่ซื้อขนมกรุบกรอบมา เราค้นจากกระเป๋า เผาทำลายหน้าเสาธง เผาให้ดูเลย ถ้าใครนำแบบ ๆ นี้อีก เผาอีก ครั้งเดียวค่ะ เด็กก็ ก็กลัวแล้วค่ะ คือว่า เรา เราสุ่มค่ะ ไม่รู้ว่าเราจะค้นวันไหน เราจะเผาวันไหน เป็นสิ่งที่น่าอายมาก เป็นการประจาน เรียกว่าให้สังคมลงโทษต่อหน้าธารกำนัน นี่คือกุศโลบายที่เรานำมาใช้ค่ะ…

…เค้าอ่านหนังสือไม่ออกเลย ก็เลยพอดีเค้ามาสายก็บอก ผู้ปกครองช่วยหน่อยนะคะ เพราะตรงนี้อยากช่วยผู้ปกครองเพราะไม่มีเวลาจ้าง เอ้างี้ก็ให้มาแต่เช้าหน่อย ตอนแรกเค้าไม่อยากมา พอมาก็วางกระเป๋าวิ่งหนีเลยค่ะ ก็จะทำอย่างไรหนอกับเด็กคนนี้ ก็เลยใช้แม่มดในหนังสือเพื่อนรักจะมีแม่มด เอาแม่มดก็มีเสกมนต์อะไรบ้าง ก็เอามา พอจับอ่านหนังสือเสร็จ มา คุณครูเสกให้ ก็บอก โอม อีลุกกุ๊กกุ๋ย เก่งนะเพี้ยง ๆ เด็กเค้ามีความสุขมากเลย เค้าได้เป่าหัวเพี้ยง เพี้ยงเดียววันแรกค่ะ พอเค้าอ่านกำลังใจเค้ามาเค้ายิ้ม เค้าบอกวันนี้คุณครูเป่าหัวให้ ไปเล่าให้ผู้ปกครองฟังว่า วันนี้โดนคุณครูเป่าหัว เค้าเกิดความเชื่อมั่น เกิดความมั่นใจที่เค้าอ่าน วันหลังมาแต่เช้าเลย วันนี้หนูตื่นตี 5 หนูจะมาอ่านหนังสือกับคุณครู…

หากพิจารณาตามกรอบความหมายของ “อัตตาณัติ” ข้างต้น ข้อความที่ยกมานี้ชี้ให้เห็นอะไร “กุศโลบาย” ที่สร้างความกลัวและความอับอายถือว่าเป็นการส่งเสริมอัตตาณัติหรือไม่ การหลอกว่ามีแม่มดถือว่าส่งเสริมอัตตาณัติหรือไม่ เหตุผลสำคัญของคำถามนี้ก็คือดูเหมือนว่ากุศโลบายดังกล่าวมิได้ให้ความสำคัญว่าเด็กเข้าใจด้วยเหตุผลหรือไม่ว่าทำไมจึงควรแปรงฟันหรือไม่ควรบริโภคขนมกรุบกรอบ และเด็กตัดสินใจเลือกกระทำตามเหตุผลนั้นหรือไม่ แน่นอนว่าข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงถึงวิธีการอื่นๆ ที่ดูจะส่งเสริมอัตตาณัติของเด็ก

…เราก็เป็นทีมบริการ คือ ผอ. ของนักเรียนด้วยให้ความสะดวกทุกอย่าง เด็กอยากได้กีฬา เราก็หากีฬาให้ อยากได้คอมพิวเตอร์ เราก็ให้ เราให้ทุกอย่างแต่มีกฎเกณฑ์ว่าถ้าทำอย่างงี้แล้วจะมีผลเสียอะไรมีผลดีอะไรก็ให้เลือกเด็กเลือกเอง มีอยู่ วันนึงเด็กของเราเมื่อเร็วๆ นี้เอง เด็กอนุบาล 2 ไม่ชอบอยู่ รร. อยากจะหนีตะพึด ครูก็พี่นุกุลก็ไปตามประจำเพราะถ้าหนีออกรร.อันตรายมากเลยเพราะช่วงเช้านี่ออกไปเลยครูยังไม่เจอเลยแอบข้างนอกเป็นอย่างนี้บ่อยมาก ครูก็ไม่รู้ทำไง เค้าติดยาย ยายเค้าพอมาทำบุญที่รร. ยายเค้าจะล้างชามให้รร. ประจำเพราะของผมไม่มีวัดก็เลยทำบุญที่ รร. เค้าก็ใช้กระบวนการคืออยากกลับบ้านพอล้างจานก็โดดลงน้ำตูมเลยเพื่อให้เสื้อผ้าเปียกจะได้กลับบ้าน ยายโทรศัพท์ไปหาพ่อ พ่อก็มาจัดการจะตีเลยนะ ผมเห็นท่าไม่ดีผมก็เลยเข้าไปคุย เข้าไปชวนคุย งั้นงี้เป็นไงลูก เค้าบอกว่าเค้าไม่อยากอยู่กับใคร อยากอยู่กับ ผอ. ก็แล้ว ผมก็ได้ลูกมาเรียนกับผอ. นี่ผมก็ไม่รู้จะให้ทำอะไร ผมก็เอาไม้กวาดให้อันหนึ่ง ผ้าผืนหนึ่ง แล้วก็บอกทำอะไรก็ได้ เค้าก็เอาไม้กวาดกวาดห้องผอ. แล้วก็เอาผ้าถูเสร็จเรียบร้อย เค้าบอกว่าวันนี้อยากขอนอนห้องนี้ ผมก็ให้นอนแต่มีข้อแม้ว่าพรุ่งนี้ต้องกลับห้องเธอ เพราเพื่อนอยู่ที่ห้องลูกจะได้เรียนอะไรมากมาย เค้าก็ตกลง พอตอนเช้ามาเค้าก็กลับห้องปกติแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แล้วทุกวันนี้ก็อยู่เรียนปกติ จนครูสงสัยว่าผอ.ใช้กระบวนการอะไร ไปดุเค้าหรืออะไร ผมไม่ได้ดุอะไรหรอก ให้ตามใจเค้า ก็มีข้อแม้อยู่นิดนึงว่าถ้าทำที่ให้แล้วเธอต้องให้ครูบ้าง ก็เหมือนกันของครูเราก็ใช้กระบวนการนี้…

]]>
การสังเคราะห์ความรู้ทางด้านการพัฒนาจิตปัญญา(วิญญาณ) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (2) https://thaissf.org/er031/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er031 Wed, 13 Aug 2014 14:14:47 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/13/er031/ เรามองว่าเด็กถ้าเค้ารู้เรื่องทุกอย่างแล้วเค้าจะมาโรงเรียนทำไมอะนะคะเพราะฉะนั้นครูจะต้องเป็นแม่เป็นคนที่สอนความเป็นมนุษย์ให้กับเค้านะคะไม่ใช่สอนให้เค้าอ่านออกเขียนได้เพียงอย่างเดียว แต่ว่าจะสอนยังไง และขณะเดียวกันครูจะต้องเป็นแบบอย่างให้กับเด็ก ไม่ใช่ว่าครูบันดาลโทสะหรือทำใดๆควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้…

…เราจะต้องรู้จักให้อภัยเด็ก จิตวิญญาณความเป็นครูแม้ว่าครั้งหนึ่งเค้าเคยทำให้เราโกรธมากแต่ถ้าเราไปโกรธเค้าอย่างนี้เค้าจะ คือครูไม่น่าจะโกรธเด็กนะคือในความรู้สึกว่าความไร้เดียงสาของเค้ายังมีแล้วเค้ายังมีสิทธิ์ที่จะพลิกไปอีกแบบหนึ่งได้…

ข้อมูลเหล่านี้บอกอะไรได้ แม้ว่ามีส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความใส่ใจในความเสมอภาคหรือความเป็นธรรม ดังพบในข้อมูลส่วนแรงผลักดันสู่ความเป็นครู แต่ข้อมูลส่วนใหญ่แสดงถึงรูปแบบของการเป็น “ผู้ให้-ผู้รับ” ในความหมายของ “พ่อ(หรือแม่)-ลูก” การมุ่งมอบโอกาสตามสิทธิที่เด็กพึงได้รับ การมุ่งสร้างความเป็นธรรม ดูจะมีนัยเกี่ยวกับความเคารพในความเป็นมนุษย์ที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานบางอย่าง แต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ร่วมด้วย เห็นได้ว่านัยนี้ดูจะถูกบดบังไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการให้ความสำคัญแก่ความกตัญญูอันเป็นหน้าที่ในการทดแทนคุณ แสดงถึงมิติของการเป็น “ผู้ให้” มากกว่า “ผู้เคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน”

การพัฒนาจิตวิญญาณนั้น แอบแฝงเป็นส่วนหนึ่งของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เนื่องจากการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือการไม่ขัดขวางและส่งเสริมสมรรถนะด้านอัตตาณัติ และในบริบทการศึกษาก็รวมความถึงการไม่ขัดขวางและส่งเสริมปัจจัยอันส่งเสริมอัตตาณัติ และแก่นแกนของอัตตาณัติก็คือการตัดสินใจเลือก การเลือกที่สำคัญที่สุดและมีนัยต่อชีวิตทั้งมวลของบุคคลก็คือการเลือกเป้าหมายชีวิตในความหมายที่ลึก คือในความหมายของการเลือกให้ความหมายแก่ชีวิต

ดังกล่าวแล้ว “จิตวิญญาณ” ในความหมายของอัตถิภาวะนั้นมิจำเป็นต้องสัมพันธ์กับศาสนา ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบัน มีทัศนะอันทรงอิทธิพลยิ่งขึ้นว่าบุคคลสามารถมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณโดยมิต้องข้องเกี่ยวกับศาสนาแม้เพียงนิด ข้อนี้เป็นที่มาของคำว่า “not religious, but spiritual”

ตามกรอบแนวคิดแบบเสรีนิยมนี้ การพัฒนาจิตวิญญาณเชิงอัตถิภาวะอันมีจุดเน้นที่เป้าหมายชีวิต สามารถทำความเข้าใจได้โดยอาศัยแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ ซึ่งเน้นสมรรถนะการตัดสินใจ รวมถึงข้อมูลสำหรับตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการศึกษา หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะให้เนื้อหา ยิ่งไปกว่านั้น ในกรณีสังคมไทยซึ่งมิได้เป็นเสรีนิยม มิอาจเลี่ยงปัญหานี้โดยกล่าวว่าเนื้อหาที่ให้คือ “เสรีนิยม” นั่นคือ เนื้อหาคือบุคคลมีเสรีภาพที่จะเลือกเนื้อหา(หรือความหมาย/เป้าหมายชีวิต)ของตน ข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงถึงเนื้อหาต่างๆ เช่น “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์” “รักถิ่นเกิด” “เศรษฐกิจพอเพียง” “กตัญญู” “รักประชาธิปไตย” ปัญหาก็คือถ้ามุ่งวิเคราะห์ตามแนวทางเดิมอันมีลักษณะเน้นโครงสร้าง ก็จะเป็นการละเลยเนื้อหาอันมีบทบาทในการจัดการศึกษาของครู

ข้อนี้จึงเป็นอุปสรรคการนำเนื้อหามาร่วมพิจารณา เนื่องจากตามกรอบแนวคิดนี้ หากเรากำหนดเนื้อหาให้บุคคล โดยมิให้เขาได้เป็นผู้พิจารณาไตร่ตรองด้วยตนเอง อาจกล่าวได้ว่าเป็นการไม่เคารพอัตตาณัติ ซึ่งหมายความถึงการไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั่นเอง แต่จะมีโรงเรียนไหนในประเทศที่ยอมรับได้ หากเด็กนักเรียนไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่าไม่ควร “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์” หรือ “รักประชาธิปไตย”

การจัดสิ่งแวดล้อมและการสอนคุณธรรมไม่จำเป็นต้องสนับสนุนการพัฒนาจิตวิญญาณก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงจิตวิญญาณด้านอัตถิภาวะ

]]>
การสังเคราะห์ความรู้ทางด้านการพัฒนาจิตปัญญา(วิญญาณ) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ https://thaissf.org/er030/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er030 Mon, 11 Aug 2014 14:53:11 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/11/er030/ – ให้นักเรียนพยายามตอบปัญหาพื้นฐานของชีวิตด้วยตนเอง (เช่น เกิดมาทำไม) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนักเรียนเริ่มมีความสนใจในการทำความเข้าใจตนเองมากขึ้น

– ให้นักเรียนตระหนักถึงตัวตน ศักยภาพ จุดแข็งจุดอ่อน และความปรารถนาที่จะบรรลุเป้าหมาย

– ให้นักเรียนได้มีความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติต่างๆ ที่จะช่วยในการแสวงหาความหมายของชีวิต

– ให้นักเรียนมีสุขภาวะในด้านนามธรรม (non-material well-being) อันได้แก่ความตระหนักในคุณค่าที่เกินไปกว่าคุณค่าทางวัตถุ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ1

แนวคิดสำคัญคือ “อัตตาณัติ” (autonomy)2  แนวคิดดังกล่าวเป็นกรอบสำหรับทำความเข้าใจ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” “สิทธิ” หรือ “เสรีภาพ” ของตะวันตกในปัจจุบัน

การเคารพอัตตาณัติของบุคคลก็คือการไม่แทรกแซงขัดขวางกระบวนการตัดสินใจและข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ นอกจากนี้ ยังต้องส่งเสริมกระบวนการตัดสินใจและข้อมูลสำหรับการตัดสินใจด้วย การไม่เคารพการตัดสินใจเลือกของบุคคลจะเป็นการไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กล่าวคือ เป็นการลดทอนบุคคลลงเป็นเพียงเครื่องมือที่นำไปสู่เป้าหมายของเรา (ไม่ใช่เป้าหมายของเขา)

แม้จะมีวิธีการอื่นๆ ที่ดูจะไปได้ด้วยดีกับการเคารพอัตตาณัติ แต่คำถามยังคงอยู่ว่าการสาบานและประจานเป็นการส่งเสริมอัตตาณัติของเด็กหรือไม่ ในกรณีของผู้ใหญ่ การบีบคั้นทางอารมณ์เช่นนี้ โดยมากจะถือเป็นการละเมิดอัตตาณัติ

เป็นเรื่องน่าสนใจว่าระบบการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นคะแนน รางวัลหรือการสอบเข้าได้ รวมถึงระบบการแข่งขันนั้น มีปรากฏชัดในระบบการศึกษา อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว การวัดค่าบุคคลเช่นนั้นเป็นการทอนค่าความเป็นคน เนื่องจากเป็นการแสดงว่าบุคคลมีคุณค่าได้เพียงมิติเดียวเท่านั้น

(จิตวิญญาณครู)แต่น้ำหนักจริงๆ แล้วดูจะอยู่ที่การเป็นผู้ให้ เป็นผู้เสียสละ

…เป็นคนมีจิตวิญญาณในความเป็นครูสูงเพราะว่าพี่ชายเป็นครูพ่อเป็นครูคือตระกูลเป็นครูหมด เสร็จแล้วคิดเสมอว่าการเป็นครูนี้คือเป็นการให้ ให้โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนคือให้ตลอดเวลาและไม่หวังว่าเราจะได้ความดีความชอบหรือว่าให้แล้วเราจะได้อะไรมาตอบแทนคือให้ให้ไปเรื่อยๆคือเค้าต้องการอะไรก็ให้…

…สงสาร มันเลยมีความรู้สึกว่าเราต้องให้เค้าเยอะๆ สอนเค้าเยอะให้เค้าเยอะๆ ก็เลยอะไรที่เป็นครู ครูให้เด็กได้ก็จะให้หมดเลย ให้ทั้งความรักให้ทั้ง คือเป็นให้หมดทุกอย่าง ถ้าพูดถึงจิตวิญญาณของความเป็นครูนะคะเป็นได้หมดทุกอย่างสำหรับเด็ก ต้องเป็นทั้งแม่ เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งครู เป็นหมดทุกอย่างให้เค้า…

…การเป็นครูต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่สักแต่เป็นครู การเป็นครูต้องทำหน้าที่ให้ครบ และก็ที่สำคัญก็คือครูต้องเสียสละ ครูต้องไม่เป็นผู้รับอย่างเดียว ครูต้องเสียสละ บางครั้งกำลังทรัพย์ส่วนตนก็ต้องเสียสละด้วย อุทิศร่างกาย อุทิศความคิด อุทิศจิตวิญญาณของความเป็นครูเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ นักเรียนจะดีหรือสังคมจะดี…

…ถ้าหากว่าครูเขาสอนนักเรียนโดยที่ เข้าถึงความรู้สึกจริงๆ ของเด็กเนี๊ยนะครับ สอนด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู ที่อยากจะให้เด็กจริงๆ เนี๊ย ผมว่าไม่น่าจะมีปัญหาตรงนี้ แต่ที่เราสอน เราสอนแบบฉาบฉวย เสียมากกว่า เออ..พอให้ผ่านๆ ไป ให้พอจบ ๆ ไปนะครับ…

…อาชีพครูนั้นเป็นอาชีพที่แตกต่างจากอาชีพอื่น อาชีพอื่น เอ่อบางอาชีพนะคะ มาตอนแปดโมงบริการ บริการประชาชนเสร็จก็กลับบ้าน ก็ไม่เอาอะไรยึดติดไปนะคะ อาชีพครูเป็นอาชีพที่ว่าต้องคลุกวงในอยู่กับนักเรียนคือรู้ปัญหา ตั้งแต่ปัญหาเล็กถึงปัญหาใหญ่และส่วนมากนะคะเป็นผู้ให้และเป็นผู้ที่แก้ปัญหาคือแก้ปัญหาตั้งแต่ในครอบครัวของเขาการกินการอยู่นี่ครูรู้หมดนะคะ ทีนี้นอกจากการให้ ให้ความรู้ ให้คุณธรรม ให้วินัย ให้กำลังทรัพย์ ให้กำลังกาย ให้แรงใจและทุกอย่าง

—————————————————–

1Wringe(2002:158)

2ดู Harris (1992)

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่21 ตอนที่ 2 https://thaissf.org/er023/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er023 Tue, 15 Jul 2014 14:26:19 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/15/er023/ การศึกษาที่แท้เริ่มด้วยการลองผิดลองถูกและ After Action Review(AAR)โดยมีหลักสูตรเป็นเป้าหมาย

ครูด้วยกันเองควรจับกลุ่มกันเพื่อสนทนาเรื่องนักเรียนทุกวัน หลักสูตรต้องการให้นักเรียนรู้อะไร เราจะออกแบบการเรียนการสอนให้นักเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร ที่ออกแบบและทดลองทำไปแล้วนักเรียนได้รู้สิ่งที่ต้องรู้จริงหรือเปล่า และนักเรียนได้เพิ่มพูนความสามารถในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตจริงหรือไม่ ถามตนเองว่าครูยังสามารถทำอะไรให้ดีกว่าเดิมได้อีก นี่คือการพูดคุยแบบที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR ครูที่ดีจะพูดคุยเรื่องลูกศิษย์ทุกวัน

การสอบจะมิใช่ทำไปเพื่อวัดผลได้ตก แต่ทำเพื่อประเมินและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และทักษะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของเด็กๆ ทักษะทั้งสามจะเดินคู่ขนานกันไปตลอดชีวิตการเรียนของเด็กนักเรียนหนึ่งคนจากอนุบาลจนกระทั่งจบชั้นมัธยมปลาย การสอบเพื่อวัดความรู้ในศตวรรษที่ 20 วิวัฒน์เปลี่ยนแปลงไปสู่การสอบเพื่อวัดทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21

ทั้งหมดนี้สามารถทำได้จริงเพราะโรงเรียนทางเลือกหลายแห่งทำแล้ว ครูส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถทำได้โดยเริ่มด้วยการจับคู่ช่วยกันเปลี่ยนวิธีสอนหนังสือแล้วประเมินตนเองว่านักเรียนได้อะไรด้วยการพูดคุยแบบAARในทุกวัน การเริ่มเล็กๆ เป็นคู่ๆ จะนำไปสู่การรวมตัวของกลุ่มครูเพื่อการศึกษาในศตวรรษใหม่ได้อย่างแน่นอน

ปรับกระบวนทัศน์สู่การศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ มีวิชาที่นักเรียนควรได้เรียนเพียง ๗ วิชา อ้างอิงจากหนังสือ ทักษะแห่งอนาคตใหม่:การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่ง วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และ อธิป จิตตฤกษ์ แปลจากหนังสือ 21st Century Skills: Rethinking How Students Learn และหนังสือวิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ เขียนโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

สามวิชาแรกคือวิชาพื้นฐาน ได้แก่ คณิตศาสตร์ การอ่าน และการเขียน

อีกสี่วิชาถัดมาคือวิชาที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษใหม่คือ สุขภาพ เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และ ความเป็นพลเมือง เด็กและเยาวชนควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการเงินของตนเองด้วยตนเองให้ดีที่สุด รู้เท่าทันข้อมูลด้านสุขภาพและการเงินที่มีหลากหลายทั้งจริงและลวง พูดง่าย ๆ ว่าเอาแต่เรียนเก่งแต่ไม่มีปัญญาดูแลสุขภาพและการเงินของตัวเองมัวแต่คิดพึ่งพิงผู้อื่นอยู่เสมอก็จะเอาตัวรอดยาก

นอกจากนี้ควรรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ซึ่งทรัพยากรลดลงและโลกร้อนมากขึ้นทุกขณะ เราควรมีชีวิตอย่างไรและอยู่กับหายนะภัยอย่างไร

ที่คนพูดถึงน้อยคือเรื่องความเป็นพลเมือง (citizen) เวลาพูดถึงความเป็นพลเมืองมักหมายถึงการอยู่ร่วมกับความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง หรือศาสนาหรือชาติพันธุ์ที่แตกต่าง ด้วยเหตุที่โลกไร้พรมแดนทำให้ชาติพันธุ์และความเห็นต่างมากมายปรากฏตัวขึ้นในทุกภูมิภาคและชายแดนของทุกประเทศอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากเรียนเก่งแต่พูดจาหมิ่นชาติพันธุ์อื่นหรือความคิดทางการเมืองที่แตกต่างก็น่าจะเอาชีวิตรอดได้ยาก

กระบวนทัศน์ใหม่ของเรื่องนี้คือ เรื่องความแตกต่างและการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง วิธีที่ทำได้คือเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนอย่างถอนรากถอนโคน จัดการศึกษาเสียใหม่ให้นักเรียนชั้นเด็กเล็กได้เรียนรู้เป็นกลุ่มด้วยกระบวนการที่เรียกว่า active learning นั่นคือครูเลิกสอน แต่จ่ายโจทย์ปัญหาให้นักเรียนได้ทำงานเป็นทีม โดยมีเงื่อนไขว่าสมาชิกของทีมมีเด็ก ๆ ที่แตกต่างหลากหลาย

ระหว่างการทำงานเป็นทีมโดยมีครูคอยโค้ช จะเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ เรียนรู้จักเพื่อนในทีมที่แตกต่างและพัฒนาไปด้วยกันเพื่อการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าความแตกต่างนั้นจะเป็นศาสนา ชาติพันธุ์ ความร่ำรวยหรือยากจน เก่งหรือไม่เก่ง ขยันหรือขี้เกียจ ขี้อายหรือขี้ประจบ นิสัยดีหรือไม่ดี อยู่นิ่งหรือไม่นิ่ง เรียนรู้ช้าหรือเรียนรู้เร็ว พิการหรือไม่พิการ นำมาอยู่ในทีมเดียวกันเสีย นี่คือการผนวกชีวิตจริงของเด็ก ๆ เข้าสู่การศึกษาในศตวรรษใหม่

]]>
20 เสียงดังของพ่อแม่ https://thaissf.org/er020/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er020 Thu, 03 Jul 2014 14:22:32 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/03/er020/ สภาพของโรงเรียนเลวร้ายถึงที่สุด และพวกเธอได้พยายามบอกกล่าวหรือขอความช่วยเหลือเพื่อลูกๆของเธอจนอ่อนใจแล้ว

แม็กกี กิลเลนฮาล รับบท เจมี่ ฟิตซ์แพทริก คุณแม่สาวสวยที่ต้องทำงานเป็นพนักงานขายรถในเวลากลางวันและบาร์เทนเดอร์ในเวลากลางคืน เธอมีลูกสาวที่มีปัญหาด้านการอ่านและได้พยายามขอความช่วยเหลือจากครูที่โรงเรียนประถมอดัมส์ที่ลูกสาวเธอเรียนอยู่ให้กรุณาใส่ใจและตั้งใจช่วยลูกของเธอเป็นพิเศษ แต่ครูซึ่งมีท่าทีสอนหนังสือซังกะตายและอารมณ์เสียเกือบตลอดเวลาไม่ใส่ใจอีกทั้งปฏิเสธที่จะสอนพิเศษในตอนเย็นโดยอ้างกฎระเบียบของสหภาพครู

วิโอลา เดวีส์ รับบท โนน่า อัลเบิร์ท คุณแม่ผิวสีที่แยกทางกับสามีนักธุรกิจ เธอรับผิดชอบดูแลลูกชายที่มีปัญหาการเรียนจนเป็นเด็กเอ๋อประจำห้อง ที่จริงแล้วเธอเป็นครูสอนที่โรงเรียนประถมอดัมส์แต่เบื่อหน่ายกฎระเบียบของสหภาพฯ และผู้บริหารโรงเรียนรวมทั้งครูหลายคนที่ไม่ใส่ใจนักเรียนเท่าที่ควร

ร้อยละ 2 เท่านั้นของนักเรียนจากโรงเรียนประถมอดัมส์ที่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้ ขณะที่โรงเรียนประถมอีกแห่งหนึ่งร้อยละ 2 เท่านั้นที่เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นนักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนประถมอดัมส์อ่านหนังสือไม่ได้

ทั้งหมดที่เล่ามาเกิดในสหรัฐอเมริกา อย่าเข้าใจผิดว่ากำลังเล่าเรื่องประเทศไทย

หนังแสดงให้เห็นถึงความพยายามของคุณแม่ทั้งสองที่หว่านล้อมผู้ปกครองคนอื่นและครูจำนวนหนึ่งให้ร่วมลงชื่อได้มากพอที่จะขอใช้กฎหมายที่เรียกว่า Parent Trigger Law ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 2010 กฎหมายฉบับนี้เปิดช่องให้ผู้ปกครองสามารถเข้าไปมีส่วนในการบริหารโรงเรียนได้ถึงระดับปลดครูหรือผู้อำนวยการโรงเรียนออกได้

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และสมควรเกิดในไทยได้เสียที

หนังผลิตโดย Walden Media และทเวนตี้เซ็นจูรี่ฟ๊อกซ์ วอลเดนมีเดียคือผู้ผลิตสารคดีวิพากษ์ระบบการศึกษาสหรัฐอเมริกาชิ้นเยี่ยมร่วมกับพาราเมาท์พิคเจอร์ และ Participant Media เรื่อง Waiting For Superman ซึ่งกำลังถูกอ้างอิงโดยนักการศึกษาทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย

ข้อความสำคัญคือเรามีคุกมากกว่าโรงเรียน และเราจะมีคุกมากขึ้นเรื่อยๆหากเราไม่ปฏิรูปการศึกษาด้วยการเปลี่ยนแปลงโรงเรียน เพราะสถิติชี้ว่านักเรียนส่วนใหญ่จากโรงเรียนไร้คุณภาพมีอนาคตคือเข้าคุก

เป็นหนังที่ดูสนุกพอสมควรแต่มีคุณค่าสมควรดูอย่างมาก หนังไม่ประสบความสำเร็จด้วยบทภาพยนตร์ที่ดูเหมือนจะขาดๆเกินๆทำให้ไม่เข้าใจหลายตอนและไม่เห็นกระบวนการทั้งหมดอย่างชัดเจน จนกระทั่งบางครั้งดูเหมือนการต่อสู้ของคุณแม่ทั้งสองออกจะจงใจบีบน้ำตามากเกินไป

แม็กกี้ กิลเลนฮาล คือนักแสดงหญิงที่เพิ่งผ่านสายตาไปในหนัง Hysteria และ The Dark Knight มาครั้งนี้เธอเปลี่ยนบุคลิกไปเป็นคนละคน จากสาวมั่นกลายเป็นคุณแม่คนสวยก๋ากั่นชวนมอง วิโอลา เดวีส์เป็นนักแสดงผิวสีที่กำลังพุ่งแรง หลายคนควรจะจำเธอได้จากบทบาทที่ยอดเยี่ยมในหนังยอดเยี่ยม The Help หนังได้นักแสดงหญิงมีฝีมือ ฮอลลี ฮันเตอร์ กลับมารับบทผู้แทนจากสหภาพครูหลังจากที่เธอห่างหายจากจอภาพยนตร์ไปนานถึง 7 ปี

นอกจากหนังไม่ประสบความสำเร็จแล้วยังถูกต่อว่าจากนักวิจารณ์จำนวนหนึ่งว่าออกจะเข้าข้างพ่อแม่และเป็นศัตรูกับสหภาพครูมากเกินไป ทั้งที่สหภาพครูได้ทำอะไรหลายอย่างดีๆไว้มากมาย

ฟังดูคล้ายประเทศไทยอีกแล้ว

แน่นอนว่าการต่อสู้ของคุณแม่สองคนกับสหภาพครูมิใช่ของเล่นๆ พวกเธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคของระบบราชการสหรัฐฯ มากมายในการหาแนวร่วมและต่อสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะ กฎหมายนี้เปิดช่องให้ผู้ปกครองสามารถเอาผู้บริหารโรงเรียนหรือครูออกได้ นั่นทำให้ผู้บริหารโรงเรียนและครูต้องรับผิดรับชอบ(accountability)ต่อสังคมอย่างแท้จริง

เทียบกับเวลานี้ที่ผู้บริหารโรงเรียนไม่เคยต้องรับผิดอะไรแม้ว่าผลการเรียนของนักเรียนจะลดลงอย่างต่อเนื่องในการวัดผลระดับนานาชาติทุกสนามก็ตาม

]]>