การเรียนรู้ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การเรียนรู้ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 พรุ่งนี้…ก็ทำได้เลย (ต่อ) https://thaissf.org/er092/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er092 Thu, 04 Dec 2014 11:09:11 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/04/er092/ “…จุดหนึ่งที่คุยกับเด็ก คือเด็กไม่ชอบเรียนภาษาไทย มันต้องอ่านเยอะ ต้องเขียนมาก นี่คือสิ่งที่เด็กบอก เรามานั่งมองว่า เราอยากให้เด็กเรียนภาษาไทยอย่างสนุก และชอบเรียน เราจะทำอย่างไร ภาษาไทยเป็นภาษาพื้นฐาน ที่เด็กจะต้องเอาไปเรียนรู้วิชาต่างๆ ก็เริ่มวิธีการของตัวเอง เพราะตัวเองเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่ในห้องเรียน ก็เก็บหนังสือเลย ไม่ใช้หนังสือ เก็บหนังสือเลย จนเด็กต้องถามว่า ‘ครู เมื่อไรจะได้อ่านหนังสือสักที’ ‘เมื่อไรจะได้เรียนหนังสือสักที’ เราก็จะบอกเด็กว่า “หนังสือเขามีไว้ให้อ่าน ไม่ได้มีไว้ให้เรียน เธอมีอยู่แล้วทุกคนที่บ้าน ก็อ่านไปสิ อยากอ่านเรื่องไหนก็อ่านไป ครูไม่ใช้หนังสือ หนังสือมีไว้ให้เธออ่านที่บ้าน หรือมาอ่านที่โรงเรียนก็ได้ ครูก็จะพาออกไปที่แหล่งเรียนรู้ใน ร.ร. …”

 

ชิสากัญญ์ พลายด้วง ร.ร.บ้านท่าเสา จ.ระยอง

จากกระบวนการ AAR หรือคุยกับนักเรียน

อุทัยวรรณ ภัททกวงศ์ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

นักเรียนเขียนบันทึก

“… ให้เด็กเขียนเป็นประวัติรายบุคคลของชั้นตัวเอง ถามว่าอยู่กับใคร รักใครมากที่สุด ไว้ใจใครมากที่สุด เพราะอะไร เราจะมีข้อมูลพื้นฐานของเด็กที่ครูเอาไว้ดู เพราะตรงนั้นจะบอกได้ว่า เด็กเรามีปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาการเรียนเราก็ดูได้ อย่างเด็กเขียนไม่ได้ ตอบคำถามไม่ได้ แสดงว่ามีปัญหาการเรียนแล้ว แล้วก็จะดูประวัติครอบครัว เด็กที่โรงเรียนจะไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ จะอยู่กับปู่ย่าน้าอาลุง เพราะว่าครอบครัวแตกแยก บางทีก็เอามาฝากไว้ บางทีก็ไม่เคยเห็นพ่อแม่เลย ตรงนั้นเขาจะเขียนเอาไว้ เราก็จะดูและศึกษาเด็กจากตรงนั้นได้ ถ้าหากว่าเป็นบันทึกก็จะจดไว้เหมือนกันว่าต้องทำอะไร…”

อุทัยวรรณ ภัททกวงศ์ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

นักเรียนประเมินตัวเอง

“…ตอนแบ่งกลุ่ม เราจะให้เด็กประเมินตนเอง ใครคิดว่าตัวเองอ่านเก่ง อ่านคล่อง เขียนคล่อง ให้ประเมินตัวเอง ไม่ต้องให้เพื่อนบอก เราน่าจะรู้ตัวเรา ว่าเราน่าจะอยู่ระดับเก่งของห้อง เขาจะประเมินตนเอง เขาก็ออกมา ที่เหลือใครว่าตัวเองพอได้ ก็ออกมาอยู่คนละมุมห้องกัน ใครที่ไม่ได้เลย” ก็จะกองกันอยู่กลุ่มหนึ่ง ทีนี้เวลาเราแบ่งกลุ่ม เราจะให้คนเก่งออกมายืน เราต้องการกี่กลุ่ม ต้องการ ๖ กลุ่ม ก็ให้คนเก่งมายืน ๖ กลุ่ม ที่เหลือเกิน ๖ เราก็ใส่เข้าไป พอกลุ่มกลาง ก็ให้คนเก่งเลือกคนที่อยู่ระดับกลาง ตามใจชอบ อยากได้ใครก็ให้เลือกมา เขาก็จะเลือกกันเข้ามา…”

อุทัยวรรณ ภัททกวงศ์ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

เพื่อนนักเรียน

“…ครูจะมีบทบาทของครู แต่ถ้านอกห้องเรียนเราจะเป็นเพื่อนกัน เล่นกันได้ เราคุยกันได้ มีปัญหาปรึกษาครูได้ เพราะฉะนั้นนอกห้องเรียนเขาจะชอบเล่นกับครู ครูก็ชอบเล่น ชอบแหย่ เหมือนจะไม่สุภาพ แต่เราไม่ได้ทำกันจริงจัง ไล่เตะกัน ทึ้งกันบ้าง กอดกันบ้าง เป็นความสนิทสนม เราให้ความรักกับเขา เขาจะเชื่อเรา จะวางใจ จะเล่าเรื่องของครอบครัว พอเพื่อนคนหนึ่งคนใดมีปัญหา เขาจะช่วย เขาจะมาเล่าพื้นฐานทางครอบครัวของเพื่อนให้เราฟังเอง ‘บี้ มันน่าสงสารตรงนี้ พ่อแม่มันไปทำงานกันหมด ทิ้งมันคนเดียวนะครู’ เราจะรู้แล้วว่าเด็กเป็นอย่างไร เป็นเพราะความใกล้ชิด เราอยู่กับเขา และเปิดให้พูด อยากเล่าอะไรก็เล่า ไม่ขัด ไม่ดุ ไม่ตำหนิ ไม่ว่า แต่จะสอน จะชี้ ตรงนี้จะทำให้เด็กไว้ใจเรา และทำให้เรารู้ทุกคนที่เป็นลูกศิษย์ในมือของเรา…”

อุทัยวรรณ ภัททกวงศ์ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

เชียร์ให้กำลังใจ สร้างความมั่นใจ

“…หนูทำได้ ทำเหอะไม่ผิด จะบอกเขาตลอดว่า ทำเถอะ ลองทำดู อันนี้คือการที่หนูมาทำร่วมกับเพื่อน มันอาจจะหวานน้อยไปหน่อย หรืออาจจะแข็งไปหน่อย ไม่เป็นไรทำเถอะ ส่วนไหนที่ไม่ดีให้บอกครู ขณะนั้นเลย…”

บุญเรือน ปิยะมณีพร ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

“…เช้าวันงานพวกพี่ไม่มีโอกาสจะมาเจอเด็ก ต้องขึ้นเวทีดูแลเวที ต้องประเมินนะคะ ทำยังไง เขาบอก ‘คุณครูขาแป๊ปนึงค่ะ’ พวกเขาพร้อมแล้ว นั่งครบแล้วเดี๋ยวจะให้คุณครูดูว่าพวกเราเนี่ย ทำยังไง ถ้าถามจริงๆตอนนั้นแก้อะไรทันไหมก็ไม่ทันเพียงแต่ เพียงแต่จะดูว่าทำอะไรก็ดูว่าอ๋อ ประมาณนี้นะคะ อุ๊ยลูกเก่งมากเลย เยี่ยมมากๆ…”

ไพเราะ เกิดผล ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

“…ตัวเองจะสลับหัวหน้า หัวหน้าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่อย่างนั้นมันจะมีคนที่อยากเป็นหัวหน้า ชอบจัดการอย่างเดียว พวกนี้ความมั่นใจสูงมาก และพวกที่ตามก็จะตามอย่างเดียว เพื่อนว่าอะไรก็ตามเพื่อน เราไม่อยากเห็นแบบนี้ อยากเห็นพฤติกรรมที่แบบว่า เพื่อนก็ฟังฉันได้เหมือนกัน ก็เลยให้เขาเวียน แรกๆ มีปัญหา เด็กเครียด ‘หนูไม่อยากเป็นหัวหน้า’ เพราะหัวหน้าต้องคอยดูแลลูกน้อง ก็เลยบอกว่า ‘หนูต้องแสดงตัวเองนะ หนูคิดอะไรบอกเพื่อน เพื่อนจะได้เข้าใจ’ บางคนมีลักษณะเกรงใจมาก เหมือนหัวหน้ากลายเป็นลูกน้อง ลูกน้องกลายเป็นหัวหน้า คืออยากให้เขาแสดงออกมา พอผ่านไปได้สัก ๒ สัปดาห์ เขาก็เลยเข้ามาคุยกับเรา ‘ครูคะ ตอนนี้หนูไม่กลัวแล้ว กับการเป็นหัวหน้า หนูปรับตัวได้แล้ว’ เขาพูดของเขาออกมานะคะ เราก็คิดว่าเรามาถูกทางแล้ว เรามั่นใจ เราเห็นพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงของเขา แทนที่เราจะตามใจเขา เขาตามใจเพื่อนอย่างเดียว ไม่เป็นไรค่ะๆ กับกลายเป็นว่าฟังฉันบ้าง ฉันฟังเธอบ้าง…”

แสงรวี พิณสุวรรณ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

]]>
ปฎิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (10) พรุ่งนี้…ก็ทำได้เลย https://thaissf.org/er090/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er090 Wed, 03 Dec 2014 23:41:55 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/03/er090/ เรากำลังฟังเสียงเขาแล้วนะ …”

แสงรวี พิณสุวรรณ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

ไม่บอกคำตอบ

“…พอ ป. ๒ เขาต้องเลือกเรื่องอะไร ให้ทุกคนได้มีโอกาสเสนอทุกคน ตรงนี้อยากบอกว่า มีนักเรียน ๔๐ คน เราก็ต้องฟังทั้ง ๔๐ คน ถ้าไม่ทันในชั่วโมงก็ต้องเลื่อนไป ตอนแรกครูอ้อยก็ยังไม่ได้นะ แต่ละคนกว่าจะเอ่ยออกมาได้ เราจะไม่คาดคั้นเอาคำตอบ แม้เด็กจะพูดไม่ได้เรื่องก็ตาม เราก็ต้องฟัง บางทีอยากจะด่าทะลุกลางปล้องเลย แต่เราก็ต้องอดทนและรอคอย ต้องได้ใจเขามาก่อน ให้เขาเห็นเราเป็นมิตร ให้เราเป็นเพื่อนเขาให้ได้ เมื่อเป็นเพื่อนเขาได้ เขาจะบอกเราทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ ถามอะไรบอกหมดเกลี้ยงเลยถ้าไว้วางใจ…”

ขนิษฐา อาษาชำนาญ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

ออกแบบการเรียนรู้ PBL

แรกทีเดียวผู้เขียนคิดว่า โจทย์การเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับชุมชนนั้น ต้องเป็นโจทย์ที่ใหญ่มาก คุณครูทำให้เห็นว่า การออกแบบการเรียนรู้ให้สัมพันธ์กับชุมชนเป็นเรื่องไม่ยาก และมีความเป็นไปได้ที่จะทำสำเร็จ แน่นอนแรกๆ อาจชุลมุนกันอยู่บ้างกับการทำความเข้าใจ ตีโจทย์ชุมชนมีกรอบหรือความหมายอย่างไร

เรื่องใกล้ตัว สอดคล้องกับวัย

“…เราก็ต้องมานั่งคิดว่า ขั้นที่ ๑ กำหนดเรื่อง คือ ใช้กระบวนการเรียนรู้เรื่องใกล้ตัว ครูออกแบบร่วมกับเด็กเลย ก็เรื่องตัวเองก่อน ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็กจะยิ่งง่าย ตัวฉัน ฉันคือใคร ฉันชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน พ่อแม่ชื่ออะไร มันจะออกมาเองเป็นเรื่องราว เรียนเรื่องใกล้ตัว เด็กก็จะสัมพันธ์กับครอบครัว ก็ได้มาเรียนเรื่องครอบครัว ที่บ้านของลูกก็ยังมีบ้านหลังอื่น มีกิจกรรมร่วมกัน แม่ต้องไปช่วยงานบ้านนั้นใช่ไหม เด็กก็จะเข้าใจว่าในชีวิตของเราจะต้องมีตัวเอง มีครอบครัว ชุมชน ขั้นนี้แหละที่เราทำมา แล้วเรารู้สึกว่าเป็นขั้นที่ยาก ที่คุณครูจะต้องให้ความสำคัญ กระบวนการตรงที่ให้เด็กเลือกเรื่องเองจากเรื่องใกล้ตัว …”

ขนิษฐา อาษาชำนาญ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

กิจวัตรประจำวัน

“…กิจกรรมที่โรงเรียน ตั้งแต่เช้ามาทุกคนจะมีหน้าที่ของตัวเอง เราจะแบ่งเขตหมู่บ้านเพื่อให้นักเรียนมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องทำความสะอาด เช้ามาเด็กก็จะรู้หน้าที่ของตัวเอง ใครจะลงหมู่บ้านไหน ทำความสะอาด จะมีเวรห้องของตัวเอง ในขณะที่เด็กทำ ครูก็ทำความสะอาดด้วยเช่นกัน…”

ชิสากัญญ์ พลายด้วง ร.ร.บ้านท่าเสา จ.ระยอง

 

เป็นประเด็นร่วม ทุกคนต้องประสบ

“…มันต้องมาเริ่มที่ประเด็นร่วม คนเราถ้าเจอปัญหาร่วมกันจะเห็นใจกัน แต่ถ้าเขาเสียผลประโยชน์ ถ้าเราทำเกษตรอินทรีย์ เราได้ประโยชน์อะไร แล้วเขาจะได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าจะได้ประโยชน์ร่วมกัน ก็คือต้องหาจุดร่วม จุดแก้ที่จะต้องทำร่วมกันในชุมชน เพราะฉะนั้นต้องย้อนไปอีกว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้ ต้องมีตรงไหนก่อนให้เขาเข้าใจ

“… ปีที่ ๒ ได้เรื่องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กจากการรับประทานลูกอม เช้าขึ้นมาเปลือกลูกอมเต็มพื้นห้อง ซื้อมาจากร้านค้าหน้าโรงเรียน ก็ไปคุยกันว่าทำอย่างไรจะไม่ให้เขาขายลูกอมให้เด็กเรา แต่เราห้ามเขาไม่ได้ เราต้องห้ามเด็กเรา ก็ใช้กระบวนการ ชวนคิด ปีนี้ครูอ้อยลักไก่ ปีแรกที่เราทำ เด็กเสนอมาเองล้วนๆ แต่ปีนี้ฉันจะทำอย่างไรให้เด็กเลือกลูกอม ก็วางแผน แต่เราเสนอเองไม่ได้ เลยยกสุขภาพขึ้นมา ลองยิ้มสวยๆ ใครแปรงฟันแล้วบ้าง ฟันแท้ ฟันน้ำนม แล้วยกฟันปลอมของคุณครูมา ว่าครูมีฟันปลอม เพราะตอนเล็กๆ กินลูกอมไม่แปรงฟัน ก็มีหน้าม้าบอกว่า น่าจะเอามาเป็นประเด็นศึกษาได้ เราก็ต้องถามเด็ก ให้เขาเสนอขึ้นมาเอง เด็กที่เสนอก็ฟันหลออีก เขาบอกว่าจริงๆ ไม่ได้อยากซื้อกินเท่าไร เราก็เลยให้มองว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญไหม ในชีวิตประจำวันของเราลูกอมเป็นอาหารไหม เราก็ชวนคุยว่าอาหารหลักของเราก็คือข้าว อันนี้ไม่จำเป็นใช่ไหม วันนั้นก็ไม่ได้เรื่องนะ จนเราต้องกลับไปทบทวนตัวเองว่าเราจะตั้งคำถามเด็กอย่างไร เอาปัจจัยในการดำรงชีวิตเลย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม แล้วปัจจัยใกล้ๆ ตัวลูกจะเรียนเรื่องอะไร เด็กเสนอมาหลายเรื่อง แต่เด็กที่เสนอเรื่องลูกอม ก็บอกว่าเรื่องเขาสำคัญ มันเป็นอาหารที่ขาดได้ ไม่กินก็ได้ และมันส่งผลต่อสุขภาพ ก็เลยได้เรื่องนี้ขึ้นมา เราชวนคุยไปเรื่อยๆ เขาต้องไปหาความรู้ ประโยชน์ โทษ ของลูกอม…”

ขนิษฐา อาษาชำนาญ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

พื้นที่ศึกษาเป็นพื้นที่ชีวิตจริง

“… พอเด็กเสนอสถานการณ์อันนี้ออกมา แล้วก็เลือกเป็นประเด็น คิดว่ามันไม่ใช่แค่เด็กเรียนรู้แล้วได้ความรู้ มันต้องเอาความรู้นี้ไปคืนให้แก่ชุมชนให้ได้ เราลองหาชุมชนก่อนเอาพื้นที่ตรงไหนเป็นพื้นที่วิจัยให้เด็ก แล้วมีปัญหาตรงกันไหม ก็ต้องมาคิดหาเหตุผลอีก เด็กก็หลากหลายมาจากต่างตำบล ต่างอำเภอ ต่างชุมชน ดูว่านักเรียนส่วนใหญ่อยู่ชุมชนไหน อย่างไร แล้วคิดว่าปัญหานี้มันเป็นปัญหาของเราอย่างเดียวใช่ไหม ไม่ใช่ เป็นเรื่องใหญ่ เด็กบอกว่าทำอย่างไร เราทำไม่ได้ ถ้าเราไปประหยัดไฟ แล้วให้โลกลดความร้อนลงทันทีทันใด หรือถ้าทำแค่ห้องเรียน แค่บ้านของพวกเราก็ยังไม่พอ ฉะนั้นพวกเราต้องทำให้ออกไปถึงชุมชน ต้องหาปัญหาในชุมชนให้ได้ ว่าเขามีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ไฟหรือเปล่า ทีนี้นักเรียนก็ใช้เหตุผลว่าน่าจะเอาชุมชนไหน อย่างที่บอกว่าโดยบริบทของนักเรียนในห้อง ก็เอาชุมชนที่มีเด็กมากที่สุด ได้ชุมชนคอกเป็ด คืออยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนนัก ง่ายที่จะลงไปสื่อสาร เด็กสามารถไปได้โดยใช้เวลาไม่มาก ไม่ลำบากในการเดินทาง ไม่ลำบากในการที่คุณครูจะพาไป หรือชุมชนจะทำกิจกรรมกับนักเรียน นักเรียนก็ได้ออกไปหาความรู้ตามกระบวนการ…”

ขนิษฐา อาษาชำนาญ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

ออกแบบร่วมกับนักเรียน

“…ให้เขาสร้างโมเดลชุมชนในฝันของแต่ละกลุ่ม จะทำชุมชนในฝันของตัวเองอย่างไร ใช้ฝากล่องกระดาษ A4 เราบอกว่าจะใช้อุปกรณ์อะไรก็ได้ สร้างชุมชนในฝันของตัวเอง บางกลุ่มใช้ดินน้ำมันอย่างเดียว บางกลุ่มใช้ดินน้ำมันผสมหลอด กระดุมหรือสิ่งที่หาได้รอบตัว จากนั้นเราให้โจทย์ ให้คิดก่อนว่าปัญหาของชุมชนของตัวเองคืออะไร เช่น ถ้าเราคิดว่าชุมชนของเราไม่ปลอดภัย เราจะสร้างชุมชนในฝันของตัวเองยังไงให้มันปลอดภัย เด็กก็จะคิด ทำออกมาเป็นโมเดล เสร็จแล้วแต่ละกลุ่มจะมานั่งเป็นวงกลม เราก็นั่งอยู่ด้วย ให้เขาอธิบายให้ฟังว่า ตรงนี้คืออะไร อย่างบางคนสร้างเป็นชุมชนมีหอสัญญาณ ถ้าบ้านนี้มีขโมยจะมีสัญญาณส่งไปที่ตรงนี้ แล้วสัญญาณนี้ก็จะส่งมาสถานีตำรวจ ตำรวจก็จะวิ่งมาช่วย บางกลุ่มก็จะทำเป็นสวนสนุกที่แก้ปัญหาขยะ เวลาจะเข้าไปเล่นสวนสนุกได้ ต้องเอาขยะมาแลกถึงจะเข้าไปเล่นได้ คือแต่เราจะสร้างเงื่อนไขว่าไม่เป็นไร อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริงก็ได้ อาจจะเป็นสิ่งที่ตัวเองจินตนาการค่ะ เด็กก็จะได้ลงมือทำ

ชิสากัญญ์ พลายด้วง ร.ร.บ้านท่าเสา จ.ระยอง

 

ผู้เขียนลองมองอีกมุม PBL ที่ดีควรสัมพันธ์กับชุมชนไม่มากก็น้อยไม่

ระดับที่ ๑ : การเรียนรู้นั้นใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชนเป็นเครื่องมือ

ระดับที่ ๒ : การเรียนรู้นั้นตอบสนองความต้องการของชุมชน

ระดับที่ ๓ : การเรียนรู้นั้นแก้ปัญหาในชุมชน

ระดับที่ ๔: การเรียนรู้นั้นเป็นการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

เชื่อมโยงชุมชน = 3R + ๔ วิชาอนาคต + ๔ วิชาหลัก

]]>
ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (9) เราเรียนรู้…เพื่อเอาไปใช้ชีวิต (ต่อ) https://thaissf.org/er089/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er089 Wed, 03 Dec 2014 13:29:31 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/03/er089/ ก็มีคุณครูภาษาอังกฤษนี่’ ตอนนำเสนอครูอ้อยจำได้เลยว่า เขาพูดว่า ‘ถ้าใช้ดินสอประหยัดจะเป็นการอนุรักษ์โลก เป็นภาษาอังกฤษ’ เขาก็ได้ไปเลยภาษาอังกฤษ คำศัพท์ไม่ต้องท่องแล้ว มันจะได้มา ไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์ แต่มันได้เกิน บูรณาการมาตรฐานสากล คณิตศาสตร์ก็ได้ จากที่เวฟทำโจทย์ขึ้นมา มันมีอยู่ใน สสวท.ว่า เด็กต้องสร้างโจทย์เองให้ได้ ‘ถ้าดินสอ ๑ แท่งราคาเท่านี้ ๔๕ แท่งราคาเท่าไร’ เขาก็เอาจำนวนราคานั้นมาโยงกับที่เขาเรียน เพื่อไปนำเสนอ และเขาบวกเลขได้เกิน ๑,๐๐๐ ด้วย ได้เกินตัวชี้วัดเลย ทำไมเรื่องนี้มันถึงน่าสนใจ เพราะเวลาที่เด็กนำเสนอโจทย์ แค่แก้พฤติกรรม แต่มันเกินไปอีก เด็กรู้ส่วนประกอบ และรู้ไปถึงว่าถ้าเราใช้แบบทิ้งขว้าง ไม่ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึงว่า ต้นไม้ แร่ธรรมชาติ ตรงนั้นใครเชื่อมโยง เราแค่คอยกระตุ้น แต่เด็กเชื่อมเอง แม้แต่ขี้ดินสอเขาก็ไม่ทิ้ง เขายังเอาไปทำดอกไม้ได้ด้วย ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์ แต่มันได้…”

ขนิษฐา อาษาชำนาญ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

เราเรียนรู้…เพื่อเอาไปใช้ชีวิต

๙. ไม่มุ่งเน้นมอบความรู้ แต่มุ่งเน้นพัฒนาทักษะ

คุณครูไม่หลงทาง แม่นในเป้าหมายการเรียนรู้ คือ พัฒนาทักษะทั้งสาม ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างทางที่นักเรียนหาคำตอบโจทย์ปัญหานั้น ผู้เขียนสังเกตว่าทักษะจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับระดับความเชื่อมโยงของโจทย์ปัญหากับชุมชน นักเรียนทำงานเป็นทีม ทีมที่มีสมาชิกหลากหลาย และบทบาทของคุณครูที่เปลี่ยนจากผู้สอนไปเป็น “พี่เลี้ยง” กระตุ้นให้เด็กเป็นนักเรียนรู้ ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดในบทที่ ๕ ครูคือคนสำคัญ

๑๐. ครูชวนนักเรียนประเมินผลการเรียนรู้

ที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR หลังทำกิจกรรมหรือปิดโครงงานเสมอ ด้วยรูปแบบต่างๆ ทบทวนว่านักเรียนเรียนรู้อะไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร สัมพันธ์กับวิชาอื่นอย่างไร และการ AAR จะไม่มีความหมายใดๆ เลย หากคุณครูไม่นำผล AAR มาปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ PBL ในครั้งต่อๆ ไป

“…เด็กจะเขียนสรุปความรู้ในสัปดาห์ของเขา เป็นความเรียงก็ได้ หรือสรุปเป็น mind map ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเด็กคนนั้นชอบแบบไหน คุณครูอาจเห็นว่า mind map ทำเยอะแล้ว อาจเป็นความเรียง อะไรอย่างนี้ ก็จะปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ตายตัว แต่ว่าในแต่ละวันที่เราเรียน หลังจากก่อนเลิกเรียนในช่วงที่เรารวมกลุ่มกันในห้อง จะมีกิจกรรมให้คุณครูได้สรุปความรู้ของเด็ก ให้เด็กได้พูดว่า วันนี้ได้เรียนอะไรบ้าง ไม่จำเป็นว่าจะต้องทุกคน ให้เขาเล่าคือคนนี้อาจจะเล่าอย่างหนึ่ง อีกคนเล่าอย่างหนึ่ง เสร็จแล้วคนที่ไม่ได้เล่าเขาก็จะรู้ว่า ฉันก็เรียนเหมือนกัน ฉันก็ได้ทำ เขาทำอะไร เป็นอย่างไรบ้าง ประมาณนี้ค่ะ เหมือนกับสรุปประจำวัน…”

“…พาดูกิจกรรมว่าเลี้ยงกบ ไล่ไปตั้งแต่กบเล็กๆ กบเริ่มโตหน่อย จะย้ายไปยังไง อยู่ยังไง ไปจนถึงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เขาก็จะเป็นวิทยากรพาเด็กไป เด็กก็ล้อมหน้าล้อมหลัง รวมกับคุณครูด้วย คุณครูก็ไม่เคยเห็น ไม่ได้ไปสัมผัสที่ทุ่งนามากนัก ก็ไปดูพร้อมกันกับเด็ก พอดูเสร็จ ก็จะมาสรุปกันว่า เหมือนกับถามกันว่า เห็นอะไร รู้สึกอย่างไร เป็นยังไงบ้าง พอมากลับถึงที่โรงเรียน เราก็มาสรุปกันอีกรอบหนึ่ง แล้วก็ให้เด็กวาดภาพ นำเสนอสิ่งที่เขาได้เห็น ได้พบได้เห็นที่เขาประทับใจ จริงๆ แล้วไปกับเด็ก เราตื่นเต้นอยู่แล้ว ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงบ้าง อะไรยังไง เราประทับใจเขาอยู่แล้ว แต่ที่ตื่นเต้นมากกว่านั้นก็คือ เขาบอกคุณครูมาดูนั่น มาดูนี่ จูงเราไปดูด้วย ก็ถ้าได้ไปทำกิจกรรมที่เขาประทับใจ เหมือนกับว่าเขาก็จะจำได้ แล้วเขาก็จะพูดให้เราฟังได้ อธิบายได้ว่า เขาทำอะไร เห็นอะไร ยังไง

เกือบทุกกิจกรรมนะคะ ที่เรียนรู้เสร็จแล้วเราต้องมาคุยกัน เด็กได้อะไร เขาเขียนไม่ได้ แต่ว่าเราดูจากภาพวาดของเขา และสิ่งที่เขาพูดออกมาให้เราฟัง เขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง ได้ทำหรือช่วยอะไรใครบ้าง ทำตรงนี้ตั้งแต่ภาคปลายเทอมหนึ่ง ที่เริ่มทำเพราะว่า จากที่ตัวเองเคยสอนมาแล้ว บางครั้งเราไม่มีการพูดคุยกับเด็ก เราอาจตราเด็กว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ แต่พอเราปรับความคิดของเรา แล้วก็วางแผนใหม่ ดูจากหลายๆ ที่หลายๆ สื่อ พยายามจัดการเรียนรู้ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น และให้มีส่วนร่วมของเด็กในห้องมากขึ้น ทำให้เราเรียนรู้เด็กมากขึ้น เห็นข้อดีข้อด้อย บางครั้งมันไม่ใช่ข้อด้อยของเขา แต่ว่าเขาอาจจะยังไม่ได้ถูกพัฒนาในตรงจุดนั้นค่ะ…”

เกดแก้ว สุระชาติ ร.ร.บ้านนาขนวน จ.ศรีสะเกษ

รูปแบบการ AAR ที่ดีควรมีหน้าตาอย่างไร

๑๑. ครูมีกลุ่มคุยกันสม่ำเสมอตลอดปีการศึกษา

ประเด็นนี้สำคัญ ผู้เขียนขอพูดถึงประเด็นนี้ในบทที่ ๖ Professional Learning Community (PLC)

๑๒ สามารถพิสูจน์ได้ว่านักเรียนที่เรียนรู้แบบ PBL

ของเราเก่ง อ่านออก เขียนได้ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม วิทยาศาสตร์ได้ และยังมีทักษะชีวิต ทักษะการเรียนรู้ ทักษะ IT เยี่ยมอีกด้วย

 

การเรียนรู้จึงไม่แยกออกจากชีวิตจริง

ผู้เขียนมั่นใจว่า มีโรงเรียนจำนวนมากในประเทศไทย ที่ทำอะไรคล้ายกับเรื่องเล่าข้างต้น พาเด็กๆ ออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน มีกิจกรรมให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีม นึกตัวอย่างเร็วๆ อย่างเช่น งานประเพณีวันลอยกระทง แห่เทียนเข้าพรรษา งานวันสุนทรภู่ งานพาเหรดกีฬาสี ฯลฯ ถ้าได้ทำเพิ่มอีก ๒ อย่าง คือ ชวนนักเรียนทำ AAR จากนั้นคุณครูนำผล AAR มาคุยกันในวง PLC เพื่อปรับปรุงพัฒนาองค์ประกอบ PBL จะสามารถหมุนเกลียวพัฒนาไปเป็นโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ ๒๑ ได้เลยในวันรุ่งขึ้น

เพราะวันแรกไม่ได้แปลว่า ต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ การพัฒนาทักษะทั้ง ๓ จะสามารถเกิดขึ้น ได้ทุกขณะและทุกเวลา

]]>
ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (3) พัฒนาโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ 21 ด้วยเรื่องเล่า https://thaissf.org/er083/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er083 Sun, 30 Nov 2014 12:12:50 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/30/er083/ คุณครูไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องจึงจะสอน PBL ได้ บทบาทการเป็น “โค้ช” และเรียนรู้ไปด้วยกันกับเด็กต่างหาก ที่ทำให้การเรียนนั้นมีชีวิตชีวา และที่สำคัญคือสนุก

เรื่องที่ ๓ สุขศึกษากับลำยองทองเนื้อเก้า : คุณครูอาศัยละครน้ำดีที่กำลังออกอากาศและได้รับความนิยมในขณะนั้น โดยเชื่อมโยงกับวิชาสุขศึกษา หรือเชื่อมโยงกับวิชาสุขภาพ (Health) ซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ ของวิชาอนาคตนั่นเอง

เรื่องที่ ๔ พัฒนาตลาดนัดวันเสาร์ให้ยั่งยืน : สำหรับเรื่องนี้ ผู้เขียนทึ่งมากที่วิจัยของเด็กนักเรียนชั้น ป.๒ ทำให้ตลาดนัดวันเสาร์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และด้วยการมีส่วนร่วมรับผิดชอบจากหลายฝ่าย

เพราะ PBL คือ ชีวิตส่วนย่อของนักเรียน เรื่องเล่าลักษณะนี้จึงมักยาว ขอเชียร์ให้อ่านแล้วจะเข้าใจ PBL และรับรู้ความสุขของนักเรียน ของคุณครูที่เกิดขึ้น อย่างเช่นที่ผู้เขียนก็รู้สึก

 

เรื่องที่ ๑ “ดินสอหายไปไหน”

คุณครูอ้อย ขนิษฐา อาษาชำนาญ สอนชั้น ป.๒ โรงเรียนอนุบาลสตูล

“…น้องเวฟเขาเสนอเรื่องดินสอมา เพื่อนๆ ก็เสนอ แต่ทำไมเรื่องเขาโดนเลือก เพราะด้วยเหตุผลว่า ‘ไม่มีใครไม่ใช้ดินสอใช่ไหม’ ทุกคนใช้ดินสอกันทุกคน ‘ใครที่ดินสอไม่หายบ้าง’ ไม่มีเลย เป็นกติกาเป็นข้อตกลงว่า เรื่องแต่ละเรื่องจะต้องร่วมกัน หาข้อตกลงได้ ปีนี้ต้องเรื่องเดียว แล้วเรียนเรื่องนี้ก่อน เพื่อนๆ ก็เลือกเป็นเรื่องของห้อง ขั้นที่ ๑ เป็นขั้นที่ใช้เวลานานมาก ปีแรกครูอ้อยก็ลองผิดลองถูก วนไปวนมา จะนำพาไปทางไหน สกว.ก็แอบมองเราอยู่ บริบทของอนุบาลสตูล ป.๒ มี ๖ ห้องเรียน แต่มีครูแกนแค่ ๒ คน ๒ คนนี้นำพา ๖ ห้องเรียน คือนอกจากห้องตัวเองแล้ว ต้องนำพาอีก ๒ ในปีที่ ๑ แต่พอปีที่ ๒ ก็ขยายคนออกมา ปีแรกครูอ้อยเป็นตัวแกน และอีก ๒ ห้องจะร่วมกระบวนการกับครูอ้อย ร่วมคิดร่วมทางกันไปให้มันครบ ๑๐ ขั้นตอน ปีที่ ๑ มันมีเป้าที่เราเริ่มมองเห็น เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็ก เด็กตั้งคำถามได้ดี คำถามว่าอะไร ทำไม อย่างไร ตัวคำถาม W ทั้งหลาย นี่มันเหมือนคำถามวิจัยเลย เช่น

“แล้วหาสาเหตุการหายได้อย่างไร”

“จะไม่ให้หายอย่างไร”

“เกิดผลอะไร”

“เกิดประโยชน์อย่างไร”

เด็กได้ทักษะ โดยที่เราก็ไม่ต้องไปเน้นย้ำ คำถามที่ดีต้องเป็นอย่างนี้นะ ผลพลอยได้ เด็ก ป.๒ จะได้ภาษาไทยที่ยากขึ้น เช่น เทคนิคการตั้งคำถาม ประโยคคำถามไม่รู้ตัวเลย คำถามปลายเปิดด้วยนะ ทำไม อย่างไร ทำอย่างไรไม่ให้หายอีก ถ้าไม่หายแล้วจะเกิดประโยชน์แก่ตัวเอง แก่ผู้อื่นอย่างไร พอจบไปชั่วโมงหนึ่ง ได้โจทย์แล้วเป็นเรื่องดินสอ ครูอ้อยก็ต้องกลับไปทำการบ้าน ตอนแรกในวงถอดบทเรียน ครูอ้อยไม่กล้าเสนอนะว่า เด็กเราเลือกเรื่องดินสอ เขาจะหัวเราะไหม เพราะเรื่องดินสอเป็นเรื่องเล็ก แต่พอเข้ากระบวนการ ถ้าจากเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่เมื่อไร ผอ.บอกว่ามันคือเรื่องที่น่าสนใจ นั่นคือใช่

ปี ๒๕๕๓ ไม่ได้อยู่ในอาคารเรียนปกติ อยู่อาคารชั่วคราว เพราะอาคารโดนไฟไหม้ เราลงมาข้างล่าง อยู่กับเด็ก ปัญหาที่เด็กเสนอมาจริงๆ มีหลายอย่าง เรื่องน้ำ เรื่องไฟ เรื่องประปา ห้องน้ำเหม็น พอเราบอกว่าเรื่องใกล้ตัวนะ เด็กก็จะมองใกล้จริงๆ ห้องน้ำมันเหม็นนะคุณครู แล้วเราก็มาคิดแนวทาง เพราะเราเป็นกระบวนการวิจัย ถ้าเรื่องที่ได้คำตอบเลย ก็ไม่ต้องคิดหาคำตอบแล้ว ก็จบไม่ต้องทำต่อ เช่น เรื่องห้องน้ำมีกลิ่น ถ้าใช้ห้องน้ำให้ถูกสุขลักษณะ มันก็แก้ได้อีก ปัญหาที่แก้ได้ก็ตัดไป นี่คือการลองผิดลองถูกของครู เรื่องที่เลือกเป็นเรื่องที่สนใจ หรือเรื่องที่เป็นปัญหาก็ได้

เวลาทำวิจัยเราทำจากการแก้ปัญหา ครูอ้อยได้ลองผิดลองถูกกับเพื่อนห้องอื่นหลายคน บางห้องเอาเรื่องที่น่าสนใจในชุมชน ถ้าเป็นเด็กโตบริบทจะกว้างกว่าเด็กเล็ก ทุกคนมีสิทธิ์เสนอเรื่อง เขาก็เสนอ เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนวิชาการพูด เล่าเรื่องครอบครัวของฉัน เด็กจะเล่าเหมือนกันหมด แต่ตอนนี้ของตัวเองมันขึ้นมาแล้ว ฉันสนใจเรื่องนี้ ฉันอยากเรียนเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเรื่องปลาทอง เพราะมันเป็นปลาที่สวย ทำอย่างไรไม่ให้มันตาย มาจากความสงสัยหลายๆ ข้อ แต่จะทำอย่างไรให้เหลือเรื่องเดียว เราก็ต้องตั้งกติกาเข้าไปอีก ปัญหาที่ต้องทำให้เห็น ทำไมถึงเลือกเรื่องนี้ เพราะว่าเวรแต่ละวันจะมาหาคุณครูตลอดเลย ถือดินสอมาเป็นกำๆ เวลาทำความสะอาดก็จะเจอ แต่จริงๆ ก่อนที่มาเป็นดินสอ มันมีกบเหลา มีไม้บรรทัด ยางลบ เต็มไปหมด เก็บใส่เป็นของกองกลางเต็มตะกร้า ประกาศหาใครไม่รับ พฤติกรรมแบบนี้มีมาแล้ว

เราก็มาคิดว่าจะเอาปัญหาอะไร ตอนแรกเด็กก็บอกว่าปัญหาเรื่องอุปกรณ์การเรียน ผอ.บอกว่ายังใหญ่อยู่ ให้เล็กลง เราก็เลยจัดเข้ากระบวนการ ให้ทุกคนมองว่าอะไรที่เป็นปัญหามากที่สุด เขาก็สำรวจตัวเองกัน เวฟก็ให้ทุกคนบอกออกมาว่อะไรหายมากที่สุด อะไรหายเยอะที่สุด เขาออกแบบกันเอง อุปกรณ์มีกี่อย่างก็ tick ออกมา จนครบ ๔๐ คน ที่ยาวที่สุดคือดินสอ และใช้เยอะมากด้วย มากกว่ายางลบ มากกว่าไม้บรรทัด ก็เอาเรื่องนี้แหละ แก้พฤติกรรม ทุกคนมองว่าเราศึกษาเรื่องนี้กันดีกว่า โดยที่ครูกระตุ้นเด็ก โน้มน้าวเด็กด้วยว่าเป็นเรื่องพฤติกรรม แก้พฤติกรรมเดี๋ยวมันก็จะได้หลายอย่าง เป้าหมายค่อยๆ ไปกับกิจกรรม

พอเลือกเรื่องได้แล้วก็มาตั้งโจทย์ ว่าจะศึกษาเรื่องอะไร ต้องมีสาเหตุการหาย นั่นคือต้องแก้พฤติกรรมของนักเรียน แล้วจะเรียนเรื่องอะไรก็ตั้งวัตถุประสงค์ เรียนเพื่ออะไร แก้สาเหตุ แก้นิสัย ให้ใช้ให้หมด อย่าให้มันตก อย่าให้มันหล่น จะต้องทำอย่างไรไม่ให้มันเป็นแบบนี้ ถ้าเราอยากรู้สาเหตุเราต้องตั้งคำถามอย่างไร ตอนนั้นรู้สึกว่าจะได้ ๙-๑๐ ข้อนะคะที่น้องเวฟนำเสนอ เขียนชื่อติด หล่นแล้วเก็บ เช็คทุกครั้ง เขาก็ออกแบบของเขาเอง มันก็ไม่หายจริงๆ แก้ได้

ทีนี้ในการหาความรู้แค่นั้นมันไม่พอ เรารู้แค่นี้ เราอยากจะรู้อะไรเพิ่มไหม ก็กระตุ้นกันว่าดินสอที่เราเขียน เราต้องรู้ส่วนประกอบของมัน จะได้ไปค้น เทคนิคกระบวนการตรงนี้คือ ครูต้องไม่บอกคำตอบ ห้ามบอก ห้ามนำความรู้ไปให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ไม่บอก ส่วนประกอบเขาอาจจะดูจากหนังสือที่เขาค้นหามา มันมีขั้นตอนของเรา พอเราได้โจทย์ ได้วัตถุประสงค์แล้ว เราจะต้องกระตุ้นให้เด็กหาสาเหตุว่า ถ้าเราจะหาได้ที่ไหน ก็จากพวกเรา ดินสอหายไปไหน ก็เพราะพวกเรามีนิสัยแบบง่ายๆ ตกแล้วไม่เก็บ มีมากแม่ผมซื้อให้เป็นกระป๋องเลย หายก็ไม่เป็นไร ก็ได้มาร่องหนึ่งแล้ว แต่ดินสอที่เราเขียนกัน มันมาจากไหน ก็นำเสนอโจทย์ ตรงนั้นเป็นกรอบเป็นทฤษฏีนอกเหนือจากพฤติกรรม ถ้าเราอยากรู้ส่วนประกอบเราจะหาจากที่ไหนบ้าง ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต ถามพี่ถามพ่อถามแม่ ก็คือถ้าเราอยากรู้เรื่องนี้ เราจะไปหาที่ไหน และเราจะได้อะไร ก็แนะนำเพิ่มเติม และน้องเวฟเขาก็โดนทดสอบด้วยนะคะ โดยศึกษานิเทศก์ เขานำเสนอว่าส่วนประกอบของดินสอ ประกอบด้วยไม้ กราไฟท์ แร่เหล็ก ศึกษานิเทศก์เขาก็ถามว่า

“หนูหามาจากไหน”

“อินเตอร์เน็ตครับ”

“เก่งนะ ลุงยังไม่รู้เลยว่าอินเตอร์เน็ตมันบอกด้วย ทำอย่างไร”

“ผมไม่ได้เข้าเอง พี่ผมทำให้”

แต่อีกคนหนึ่งที่นำเสนอด้วยกัน เป็นเพื่อนคู่หูของเวฟ เขาเข้าหาในอินเตอร์เน็ตเอง พอถามเขาก็อธิบายได้ อีกขั้นหนึ่งคือเรียกว่า ทดสอบปากเปล่า ครูอ้อยก็ว่าอะไรกันนักกันหนา แต่ครูต้องเรียนรู้ไปตลอดเวลา มันจะมีปฏิทินบอกว่า เมื่อถึงขั้นโจทย์ เด็กต้องนำเสนอโจทย์ โดยให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ คนที่จะมา comment เป็นพี่เลี้ยง แนะนำเพิ่มเติม ศึกษานิเทศก์ก็ไม่ใช่ศึกษานิเทศก์ในระบบนะคะ ออกจากราชการไปแล้ว มาเป็นที่ปรึกษาของ สกว. ดูแลโรงเรียน คือเขาอยากทำงานที่อยู่นอกระบบ ตอนอยู่ในระบบเขาไม่ได้ทำเลย งานตรงนี้ แต่พอเกษียณออกแล้วก็ทำถึงครูมากขึ้น สกว. ก็ชวนมา เพราะเห็นความสำคัญตรงนี้

เด็กก็ตั้งโจทย์ เรียนรู้หาวิธีการหาย เพื่อสร้างวินัย ลดค่าใช้จ่าย เวฟเป็นคนนำเสนอ แล้วมันลดอย่างไร เราก็ตั้งคำถามกลับไป เขาก็คิดกันได้อย่างที่เขานำเสนอ ว่าสมมติถ้ามันหายโดยที่เขาใช้ไม่หมด เขาก็ต้องซื้อใหม่ คนเดียวไม่สะเทือนหรอกค่ะ แต่ถ้าในห้องนี้ ๕ คน เงินที่ต้องเสียไปเท่าไร ถ้าทั้งห้องเท่าไร หลายวันหลายครั้งเท่าไร ถ้าไปทิ้งอยู่ในตะกร้า นั่นคือต้นไม้ ยาง แร่นะ มันจะค่อยๆ เกี่ยวการใช้งานให้คุ้มค่า ความพอเพียงก็จะมาด้วย เด็กก็รู้จักหาความรู้ส่วนประกอบของดินสอ หาคำตอบ พอได้โจทย์ เด็กก็จะมาตั้งคำถาม มีวิธีการขึ้นมาจากคำถามว่า เขาจะไปหาคำตอบได้จากที่ไหน ส่วนหนึ่งจากตัวเอง ส่วนหนึ่งจากผู้รู้

เสร็จแล้วก็รวบรวมข้อมูลที่เขาได้มา และลองปฏิบัติจากที่เสนอไป เช่น ต้องติดชื่อ นับทุกครั้ง ทดลองปฏิบัติ แล้วระหว่างทำ เขาก็บันทึกด้วย เวรแต่ละวันก็จะบันทึก ว่ากวาดขยะตอนเย็นไม่เจอดินสอเลย วันแรกๆ อาจจะยังเจออยู่ แต่พอ ๑ เดือน สุดท้ายก็มานำเสนอเพื่อน ถ้าไม่เจออุปกรณ์การเรียนตกหล่นอยู่ใต้โต๊ะเลย ก็สรุปว่าสิ่งที่เขาค้นพบจากการตั้งคำถาม และเขาได้ลองทำ ลองปฏิบัติ เขาได้แล้ว ก็นำเสนอเรื่องนี้ให้ห้องอื่น ขั้นตอนการนำเสนอ ไม่ใช่อยู่ๆ เขาพูดขึ้นมาได้เลย มันต้องเริ่มจากกระบวนการกลุ่มด้วย ในกลุ่มเราจะได้เจอความแตกต่าง ความสามารถที่หลากหลาย บางคนพูดเก่ง แต่เขียนแล้วอ่านไม่ออก คนที่ลายมือสวยเขาก็จะรู้ตำแหน่งแล้วว่าเขาต้องเป็นเลขากลุ่ม หัวหน้ากลุ่ม เวลาไปวาดแผ่นบรู๊ฟนำเสนอ ใครจะเป็นคนเขียน เด็ก ป.๒ เขียนสวยกว่าครูอ้อยอีก

ระหว่างทางจะมีปัญหาให้แก้ เขานั่งเขียนจะสวยกว่ายืนเขียน แล้วต้องใช้สีหลายๆ สี คือจะมีการเรียนรู้ของเด็ก คุณครูก็จะได้พฤติกรรมเด็กไปแลกในวงด้วย เขามีการรู้จักการเขียนหัวข้อใหญ่ หัวข้อเล็ก โดยที่เราไม่ต้องมีทฤษฎีไปตั้งบอก เราจะเจอความสามารถของเด็กไประหว่างทาง น้องเวฟก็จะโดดเด่นเรื่องการนำเสนอ แต่เบื้องหลังเขาเรียนรู้ไปด้วยกันเป็นกลุ่ม คุณครูจะเห็นแล้วก็เติมได้ ออกมาเป็นชิ้นงานให้ประเมิน บางโรงเรียนเขามาดูงาน เขาจะถามเลยว่าแล้วครูประเมินอย่างไร วิชาอื่นมันมีคะแนน มีตัวชี้วัด แต่วิชานี้ถ้าจะวัดจริงๆ มันวัดได้ดีกว่าวิชาอื่นๆ อีก เช่น วัดคุณลักษณะ อดทน ใฝ่เรียนรู้ แก้ปัญหา ตรงนี้โรงเรียนเราระหว่างทางจับไปได้เลย แต่ละคนนำเสนอ คิดเป็น เรียนรู้อย่างมีความสุข เวลาเขาทำงานกลุ่ม ภาพในห้องครูอ้อย กลุ่มนั้นอยากนั่งโต๊ะ อยากจะนั่งพื้น อยากจะนอนก็นอนไป แต่พอถึงเวลา ๑๐ นาทีนี้ต้องนำเสนอนะ แต่ก่อนครูเราต้องดันให้เด็กออกมาพูด แต่พอเราใช้กระบวนการ เด็กจะแย่งกันออก ครูก็ต้องมาคิดกติกาว่าจะทำอย่างไร อย่าแย่งกัน

สิ่งที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลง มันจะเห็นไปเรื่อยๆ เปลี่ยนทั้งเขา เปลี่ยนทั้งเรา ก็ต้องคิด ต้องนำพาไปเรื่อยๆ กว่าจะจบตรงนั้น สิ้นปีการศึกษา พอจบปีการศึกษาหนึ่งเราก็จะวัดผล วิชานี้ก็จะวัดผล โดยการเอาเรื่องที่ทำมาทั้งปี โดยให้เด็กเป็นผู้เล่า ครูอ้อยห้ามพูด และห้ามส่งตาเขียวข้างเวที ปล่อยเลย ไม่มีผิดมีถูก ไม่ใช่เฉพาะห้องครูอ้อยนะคะ ๓๖ ห้องก็จะ ๓๖ โจทย์ จัดเป็นเวทีปฐมวัย เวทีช่วงชั้นปี ๑-๓ และ ๔-๖ ซึ่งตั้งแต่ที่เราเคยเป็นครูมาก็มีแต่เปิดโลกวิชาการ ก็ต้องสื่อให้คนเข้าใจว่าทั้งปีคุณได้ทำอะไรมาบ้าง กับ ๑๐ ขั้นตอนตรงนี้ ระหว่างทางมีใครเข้ามาบ้าง ผู้ปกครอง ผอ.เราเปิดทลายรั้ว

บริบทของอนุบาลสตูลที่จะให้ชุมชนเข้ามาค่อนข้างยาก เพราะความเป็นบริบทเมือง ใกล้ห้างสรรพสินค้า ใกล้ธนาคาร จากการทำ ๓ ปีที่ผ่านมา ปีสุดท้ายคือปีที่แล้ว ครูอ้อยพาเด็กออกข้างนอก พอเราเดินไป ยกจากใกล้ตัวในห้อง ออกไปนอกห้องบ้างได้ไหม เสน่ห์ของวิชานี้เด็กจะได้ไม่ถูกจำกัดพื้นที่อยู่ในห้องเรียนตลอด เราอยากไปเรียนใต้ต้นไม้ก็ไป ไม่มีหนังสือ ไม่จำกัดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เด็กมีความเท่าเทียมกันในการนำเสนอ มันค่อนข้างยาก แต่พยายามให้มองเห็นภาพออกแบบปฏิบัติ อยากให้เห็นว่าทำไมครูอ้อยถึงบอกว่ามันใช่ ถามว่า ๓ ปีที่ผ่านมาเก่งหรือยัง ดีที่สุดหรือยัง ตอบว่ายัง แต่อยากเล่า เพราะว่าอยากให้เห็นสิ่งที่ครูอ้อยเห็นจากเด็ก มันคือใช่เลย อย่างอื่นเราไม่รู้ ไม่ต้องมาชมเราหรอก แต่สิ่งที่เด็กเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ผู้ปกครองเข้ามา เราได้อะไรเพิ่มขึ้นๆ ทุกปี ..”

]]>
6 การศึกษาในศตวรรษที่21เสริมพัฒนาการเด็กอย่างไร https://thaissf.org/er006/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er006 Thu, 01 May 2014 11:22:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/01/er006/ โรงเรียนที่ดี ครูที่ดี โดยเฉพาะสำหรับชั้นเด็กเล็ก การออกแบบกิจกรรมหรือบทเรียนให้เด็กเล็กได้ทำงานเป็นทีมในทุกๆวันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับการปฏิวัติการศึกษา การทำงานเป็นทีมมิใช่การแบ่งกลุ่มทำรายงานส่งครูหรือการแบ่งกลุ่มไปทัศนศึกษา

การทำงานเป็นทีมหมายถึงการแบ่งกลุ่มเรียนรู้ด้วยการกระทำ คำสำคัญคือการกระทำหรือการทำงานคือ action กลุ่มที่ดีจะถูกออกแบบให้เด็กทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ผ่านการกระทำหรือการทำงานคือ learning by action หรือ Active Learning(AL)

บ้างเรียกว่าการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-based Learning มักเรียกย่อๆกันว่า PBL

จะเรียกว่าอย่างไรก็ตาม สาระคือเด็กต้องได้เรียนรู้จากการทำงาน หากเด็กมิได้เรียนรู้ได้แต่ความรู้ เช่น แบ่งกลุ่มไปทำรายงานมาส่งครู เช่นนี้ไม่มีประโยชน์ หรือแบ่งกลุ่มไปทัศนศึกษาแล้วเขียนรายงานมาส่งครู เช่นนี้ได้ประโยชน์น้อย คำสำคัญที่อย่าหลงลืมคือการเรียนรู้ผ่านการทำงาน

ในการแบ่งกลุ่มทำงานใดๆ เด็กทุกคนต้องได้ลงไม้ลงมือกระทำหรือทำงาน ไม่เปิดโอกาสให้เด็กบางคนอยู่เฉยๆ ถ้าทำได้และควรทำอย่างยิ่งคือให้มีเด็กทุกประเภทเป็นสมาชิกของกลุ่มคือ เด็กเรียนเก่ง เด็กเรียนไม่เก่ง เด็กฉลาด เด็กที่ดูคล้ายจะช้า(ซึ่งมิได้แปลว่าโง่) เด็กที่ดูคล้ายจะซน(ซึ่งมิได้แปลว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น) เด็กแอลดี เด็กพิการ เด็กชาติพันธุ์และศาสนาต่างๆ ฯลฯ

เรามีเด็กหลากหลายประเภทเช่นนี้ในกลุ่มก็จริง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเราได้เด็กหลากหลายนิสัยเข้ามาอยู่ในกลุ่มโดยไม่รู้ตัวด้วย เด็กขยัน เด็กขี้เกียจ เด็กมีวินัย เด็กไม่มีวินัย เด็กรวย เด็กจน ลูกเจ้าสัว ลูกกรรมกร เด็กเร็ว เด็กช้า เด็กขี้ประจบ เด็กฉอเลาะ เด็กมารยาสาไถย เด็กหญิงผู้ใจบุญ เด็กชายผู้ใจร้าย เด็กอู้งาน เด็กเอาหน้า เด็กละโมบ เด็กเผื่อแผ่ เด็กเกเร ฯลฯ พูดง่ายๆว่ากลุ่มของเด็กคือตัวแทนของสังคมที่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในวันหน้า

การเรียนรู้ที่ดีจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ชีวิตที่ดี

กลุ่มที่ดีนอกจากให้เด็กได้เรียนรู้จากการกระทำแล้ว ยังต้องมีกระบวนการพูดคุยเพื่อประเมินการเรียนรู้หลังการทำงานดังที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR ซึ่งเป็นทักษะที่ครูสมัยใหม่ต้องทำเป็น เมื่อแบ่งกลุ่มเด็กไปเรียนรู้โครงการอะไรบางอย่างด้วยการลงมือทำงานแล้ว เด็กจะต้องกลับมาพูดคุยกันเพื่อประเมินการเรียนรู้โดยมีครูนำกระบวนการ ครูทำหน้าที่เป็นทั้งครูฝึก(coach)และผู้นำกระบวนการ(facilitator) ครูมิใช่ผู้สอนหรือผู้มอบความรู้อีกต่อไป ความรู้อยู่ข้างนอกนั้นให้นักเรียนไปหาเอาเองเมื่อจำเป็นแต่วันนี้นักเรียนควรได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ก่อน

การเรียนรู้เป็นทีมเสริมพัฒนาการเด็กอย่างไร

การเรียนรู้เป็นทีมด้วยกันระหว่างเด็กหลากหลายประเภทที่มีนิสัยต่างๆกันจำเป็นต้องอาศัยทักษะการทำงานเป็นทีมคือcollaborationดังกล่าวแล้ว การทำงานเป็นทีมสอดคล้องกับพัฒนาการบุคลิกภาพของ Erik H.Erikson ขั้นตอนที่ 5 ที่เรียกว่า Industry คือเด็กพัฒนาบุคลิกภาพด้วยการปฏิสังสรรค์กับคนอื่นในสังคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างร้อนแรงและเป็นครั้งแรกของมนุษย์ทุกคนเมื่อก้าวออกจากบ้านเข้าสู่ระบบการศึกษา

ในขั้นตอนการทำงานเป็นทีมนี้ เด็กทุกคนต้องฝึกทักษะ 3 ประการโดยธรรมชาติ นั่นคือ การแข่งขัน การประนีประนอม และการร่วมมือกันทำงาน คือ compete,compromise และ co-ordinate ตามลำดับ เราอาจจะเข้าใจง่ายขึ้นหากพูดว่าเด็กเล็กต้องฝึกทักษะการทะเลาะเบาะแว้ง คืนดี และเล่นด้วยกันต่อ เด็กโตต้องฝึกทักษะการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง การลงรอยกัน และร่วมมือกันทำงานต่อไป

ทักษะการทำงานเป็นทีมที่ดีเกิดจากการออกแบบโครงงานที่ดี การออกแบบโครงงานที่ดีจะต้องช่วยให้เด็กทุกคนในกลุ่มได้ลงมือทำและทำสำเร็จมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล แต่ทุกคนได้ทำและทำสำเร็จ แล้วจึงมาพูดคุยกันหลังกลุ่มเพื่อประเมินการเรียนรู้ว่าใครได้เรียนรู้อะไรและอย่างไร

เวลาเด็กหนึ่งคนทำอะไรได้ พัฒนาการบุคลิกภาพของอิริคสันเรียกว่า autonomy เกิดความภาคภูมิใจว่าเราทำได้ เวลาเด็กหนึ่งคนริเริ่มสิ่งใหม่ๆเรียกว่า initiation เกิดความภาคภูมิใจว่าเรามีความสามารถ ทั้งสองประการนี้เกิดในทีมโดยธรรมชาติและนำไปสู่การสร้างตัวตนของเด็กคือself

เด็กที่มีตัวตนจะรู้จักรักตนเอง ไม่ใช้พฤติกรรมเสี่ยง เด็กที่ไม่มีตัวตนให้รักจึงไม่ตั้งใจเรียน ไร้วินัย เข้าหาอบายมุข ควบคุมพฤติกรรมทางเพศไม่ได้ และใช้ชีวิตล่องลอยไม่มีอนาคต

จากความสามารถ autonomy และ initiation และการทำงานเป็นทีมคือ industry ดังกล่าวแล้ว นักเรียนคนหนึ่งจึงจะพัฒนาตนเองไปเป็นวัยรุ่นที่มีวุฒิภาวะพร้อมๆกับทักษะการเรียนรู้ที่ดี

ทั้งหมดนี้คือกลไก(mechanism)การศึกษาในศตวรรษที่21

]]>
5 เด็กได้อะไรจากปฏิรูปการศึกษา https://thaissf.org/er005/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er005 Tue, 29 Apr 2014 02:32:36 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/04/29/er005/

1.โจทย์ปัญหานั้นสัมพันธ์กับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่

2.มีการแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่มเพื่อให้ได้ทำงานเป็นทีม

3.สมาชิกของแต่ละกลุ่มมีความหลากหลายในทุกมิติ เช่น เชาวน์ปัญญา ผลการเรียน เศรษฐานะ ชาติพันธุ์ นิสัยใจคอ เป็นต้น

4.ในกระบวนการหาคำตอบเปิดโอกาสให้นักเรียนต้อง “ลงมือทำ” ดังที่เรียกว่า “การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ” หรือ “Active Learning:AL” ดังนั้นการไปทัศนศึกษาหรือการเข้าห้องสมุดทำรายงานจึงยังมิใช่การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐาน

5.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานมุ่งเน้นกระบวนหาคำตอบมากกว่าตัวคำตอบเอง ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าโลกที่ซับซ้อนนี้ไม่เคยมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว

6.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานไม่ละทิ้งวิชาพื้นฐาน 3 วิชา คือ การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาสมองโดยตรง

7.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานควรบูรณาการเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาไทย และภาษาอังกฤษเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อคงความเป็นเลิศทางวิชาการ

8.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานควรตอบสนองวิชาอนาคต 4 วิชาซึ่งเป็นเป้าหมายของการพัฒนามนุษย์ นั่นคือ ความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพ ความรู้พื้นฐานด้านเศรษฐกิจ ความรู้พื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม และวิชาความเป็นพลเมือง กล่าวคือเราจัดการศึกษาก็เพื่อให้เด็กๆมีสุขภาวะที่ดี มีเงินใช้ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และสามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่าง

9.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานไม่มุ่งเน้นมอบความรู้ แต่มุ่งเน้นมอบทักษะ 3 ประการคือ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะการใช้ชีวิต และทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศรวมทั้งการใช้เครื่องมือไอทีอย่างชาญฉลาด

10.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานจะต้องมีการประเมินผลหลังจากปิดโครงการเสมอ ดังที่เรียกว่า After Action Review(AAR) เพื่อตอบให้ได้ว่านักเรียนได้อะไรและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

11.ครูที่มีประสบการณ์จัดการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานจะต้องมีกลุ่ม Professional Learning Community(PLC) เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีการศึกษา

12.สุดท้าย สามารถพิสูจน์ได้ว่านักเรียนพัฒนาตนเองไปเป็นบุคคลที่มีทักษะชีวิตที่ดี มีความใฝ่รู้และสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้จากทุกสถานที่และเวลา

ในความเป็นจริง โรงเรียนทางเลือกหรือโรงเรียนในระบบที่จัดการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานไม่สามารถสร้างโจทย์ปัญหาที่ดีที่สุดมีครบทั้ง 12 องค์ประกอบสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีด้วยตนเองได้ แต่ก็ยังดีกว่าการสอนอย่างแข็งกระด้างและมุ่งมอบความรู้จำนวนมากดังที่โรงเรียนส่วนใหญ่ทำกันอยู่ โรงเรียนเหล่านี้ควรมีเครือข่ายช่วยเหลือกันพัฒนาโจทย์ปัญหาที่ดีที่สุด

ดังนั้น มูลนิธิฯ จึงเชิญชวนโรงเรียนในภาคีเครือข่ายมาแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิธีออกแบบการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานให้แก่นักเรียนตามที่เป็นจริง ให้ครูที่ได้ทำงานนี้จริงๆได้บอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดแก่นักเรียนของตนเป็นรายบุคคล นั่นคือ “เด็กได้อะไร”

จากการแลกเปลี่ยนตามด้วยการเรียนรู้ โรงเรียนทางเลือกและโรงเรียนในระบบที่เข้าร่วมงานกับมูลนิธิฯ จะได้เรียนรู้การจัดการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานของกันและกันอย่างละเอียด เพื่อให้ได้แนวคิดในการปรับปรุงการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานที่มีอยู่ให้มีองค์ประกอบที่ดีที่สุด

โดยมีนักวิชาการการศึกษาที่เข้าใจแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ทักษะ 3 ประการของเด็กทำหน้าที่จดบันทึก ยืนยันงานที่ครูทำ ตีความ และวิเคราะห์การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานนั้นอย่างเป็นระบบ

การปฏิรูปการศึกษาด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ที่มูลนิธิฯ และโรงเรียนเครือข่ายพยายามช่วยเหลือตนเองนี้เริ่มดำเนินงานโดยไม่มีทุนสนับสนุน เป็นโรงเรียนแต่ละแห่งที่มีความตั้งใจจะช่วยกันปฏิรูปการศึกษาประเทศไทยโดยเอาเด็กเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง และลงมือทำตั้งแต่วันแรกภายใต้คำถามว่า “เด็กได้อะไร”

การปฏิรูปการศึกษาที่แท้และจะสำเร็จได้ ควรเป็นโรงเรียนหรือคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นฝ่ายลุกขึ้นเรียกร้อง และร่วมมือผลักดันให้โรงเรียนที่ยังจัดการสอนแบบเดิมให้เปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้เสียใหม่

โรงเรียนทางเลือกหลายแห่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลผลิตคือนักเรียนที่ดี แต่ติดขัดที่ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายยังสูงเกินกว่าที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ของประเทศจะรับได้ ดังนั้นเราควรเรียกร้องและผลักดันให้โรงเรียนในระบบทั้งหมดเปลี่ยนตนเองเป็นโรงเรียนทางเลือกที่มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐาน

เป็นจุดเริ่มต้นของความเท่าเทียมด้านการศึกษาโดยมีผลลัพธ์ที่ดี

]]> 3 ปฏิรูปการศึกษาอย่างไรดี https://thaissf.org/er003/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er003 Thu, 24 Apr 2014 01:05:27 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/04/24/er003/

ประเทศไทยไม่ควรปฏิรูปการศึกษาตามต่างประเทศ เราควรปฏิรูปการศึกษาเพื่อวิ่งแซงไปยืนรอต่างประเทศ นั่นคือสร้างเด็กให้มี skill ที่ดี เด็กจะเรียนรู้ได้เองตลอดชีวิต ทักษะที่ดีคือ learning skill,life skill,IT skill สามอย่างนี้เคียงคู่ไปด้วยกัน ไม่แยกการศึกษาออกจากชีวิตอีก เติมเต็มด้วยทักษะการสื่อสารสมัยใหม่ เด็กไทยจึงจะก้าวทันโลกโดยมีทักษะชีวิตที่ดีด้วย

ทำได้เมื่อครูสอนให้น้อยลง ครูเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นผู้ออกแบบกระบวนการ PBL คือProblem Based Learning เปลี่ยนห้องเรียนที่มีกระดานดำเป็น learning studio คือลานเรียนรู้ซึ่งประกอบด้วยส่วนค้นคว้า ส่วนประชุมถกเถียง ส่วนลงมือปฏิบัติ และส่วนสันทนาการ เปลี่ยนการบอกคำตอบตายตัวเป็นให้เด็กมีทักษะหาคำตอบดังที่ว่า “กระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าตัวคำตอบ” เปลี่ยนการสอบเพื่อชี้ได้ตกเป็น formative assessment คือประเมินเพื่อพัฒนาการ ครูที่ดีจะบอกข้อสอบล่วงหน้า ให้สอบเป็นทีม และสามารถเปิดตำราหรือค้นคว้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟนตามสบาย ทั้งหมดนี้คือการเรียนรู้ตามที่ชีวิตเป็นอยู่จริง

ครูไม่จำเป็นต้องเก่งหรือรู้มากกว่านักเรียนอีกต่อไป ครูและนักเรียนเรียนรู้ร่วมกันในการออกแบบPBL ครูควรได้พูดคุยกับครูด้วยกันทุกวันในเรื่องพัฒนาการของเด็กๆ คือรู้จักการทำAfter Action Review(AAR) ที่ดี วงครูที่พูดคุยกันทุกวันคือ PLC หรือ Professional Learning Community แปลว่าชุมชนการเรียนรู้มืออาชีพ ของอาชีพครูนั่นเอง จะเป็นเครื่องมือพัฒนาจิต พัฒนาคน พัฒนางาน

หากยังมีอะไรที่เรียกว่าวิชา มี 7 วิชาเท่านั้นที่เด็กควรเรียนคือ สามวิชาแรกคือ คณิตศาสตร์ การอ่าน และการเขียน และ อีกสี่วิชาคือ Health,Environment,EconomicsและCivic Education วิชามากมายที่เราคุ้นเคยไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา หลักภาษาไทย หรืออื่นใดล้วนบูรณาการเข้าสู่ PBL ที่ตอบโจทย์ 7 วิชานี้

เด็กควรเรียนรู้การดูแลสุขภาวะของตนเองอย่างชาญฉลาดท่ามกลางกระแสการแพทย์พาณิชย์และความจำเป็นเทียมทางสุขภาพ รู้จักเฝ้าดูและรับมือความผันผวนของสิ่งแวดล้อมที่กำลังแปรเปลี่ยนครั้งใหญ่ตามภาวะโลกร้อน เรียนรู้เศรษฐศาสตร์ส่วนตัวและส่วนรวมและโลกาภิวัตน์ สำคัญมากคือเรียนรู้ความเป็นพลเมือง ประชาธิปไตย และการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง โลกในศตวรรษที่ 21 เป็นโลกที่ชาติพันธุ์และความเห็นต่างจะผุดขึ้นมากมายตามยุคข้อมูลข่าวสารที่ทั้งมากมายทั้งรวดเร็ว การปั้นเด็กเก่งที่ไม่มีความสามารถอยู่ร่วมกับความเห็นต่างเท่ากับส่งเด็กไปตาย

ทั้งหมดนี้คือกระบวนทัศน์ใหม่ของงานปฏิรูปการศึกษา

]]> ทักษะในศตวรรษที่ 21 https://thaissf.org/er001/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er001 Wed, 23 Apr 2014 02:36:19 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/04/23/er001/ 1.ทักษะการเรียนรู้(learning skill) หมายความว่าเด็กใฝ่เรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสถานที่และเวลา

2.ทักษะการใช้ชีวิต(life skill) หมายความว่าเด็กรู้จักใช้ชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง

3.ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ(IT skill) หมายความว่าเด็กรู้จักเสพและใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างรู้เท่าทัน

ทักษะทั้งสามประการรวมเรียกว่าทักษะแห่งศตวรรษที่21(21st century skill)

ทักษะการเรียนรู้ประกอบด้วย การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรม

ทักษะชีวิตประกอบด้วย รู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น

ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วย รู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

การศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เปลี่ยนจากการมุ่งมอบความรู้เป็นการพัฒนาทักษะทั้งสามประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการเรียนรู้

การเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้และกระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ

อันที่จริงทุกคนควรรู้เหตุผลดีอยู่แล้ว ปริมาณความรู้ในโลกมีมากมายมหาศาลเกินกำลังที่ระบบการศึกษาใดๆจะชี้ได้ว่าอะไรควรรู้อะไรไม่ควรรู้ และมีมากเกินกำลังที่เด็กจะรู้ไปเสียทั้งหมด ในทางตรงข้ามความรู้มากมายมีให้สืบค้นมากมายในอินเทอร์เน็ตและแหล่งเรียนรู้รอบตัว ดังนั้นประเด็นที่สำคัญกว่าคือเด็กไทยควรใฝ่รู้และรู้วิธีที่จะเรียนรู้และหาคำตอบด้วยตนเอง ทั้งนี้ยังไม่นับว่าในโลกที่ซับซ้อนไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวสำหรับแต่ละคำถามหรือปัญหาอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนเรื่องจะให้เรียนรู้อะไร คำตอบอยู่ที่ชุมชน

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนและครูที่พร้อมจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ควรรู้เท่าทันว่าการศึกษาที่เป็นอยู่มีแต่จะนำลูกหลานไปสู่ทางตัน เด็กเรียนเก่งรู้มากแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น เด็กเรียนแพ้มีมากกว่าเด็กเรียนชนะแล้วก็ใช้ชีวิตเสี่ยง เด็กถูกเทคโนโลยีสารสนเทศกระทำแทนที่จะเป็นฝ่ายเสพข้อมูลข่าวสารและใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคธุรกิจซึ่งเป็น demand side ได้รับผลผลิตไปจากการศึกษาควรร่วมกันเรียกร้องรัฐให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคน มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมดังนี้

1.เปลี่ยนครู จากผู้สอน(teacher) ให้เป็นโค้ช(coach)และผู้นำกระบวนการเรียนรู้(facilitator)

2.เปลี่ยนห้องเรียน จากห้องเรียนแบบ classroom เป็นพื้นที่การเรียนรู้ learning studio ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ประชุม พื้นที่ปฏิบัติการ พื้นที่เทคโนโลยีสารสนเทศ และพื้นที่สันทนาการ

3.เปลี่ยนโรงเรียน จากที่เป็นศูนย์การสอน เป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้

4.เปลี่ยนการประชุมครู จากที่ประชุมครูในรูปแบบเดิม เป็น ชุมชนแห่งการเรียนรู้คือ Professional Learning Community(PLC) นั่นคือครูพบกันเพื่อประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนในทุกๆวัน ด้วยกระบวนการ After Action Review(AAR)

5.เปลี่ยน หลักสูตร เป็น การเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำคือ Active Learning(AL) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-Based Learning(PBL) หรือการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-Based Learning(PBL) ก็ได้ ทั้งนี้โดยมีความเชื่อมโยงกับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่

6.เปลี่ยนการสอบเพื่อประเมินได้ตก(examination)เป็นการประเมินนักเรียนเพื่อดูความก้าวหน้าของทักษะทั้งสามประการ(formative assessment)เป็นรายบุคคลอย่างเป็นมิตรและเป็นจริง(friendly and genuinely)

7.หลอมรวมกลุ่มสาระวิชาทั้งหมดแล้วแตกออกเป็นวิชาจำเป็นพื้นฐาน 3 วิชาคือ การอ่าน(reading) การเขียน(writing) คณิตศาสตร์(arithmatics) และวิชาสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต 4 วิชา คือ สุขภาพ(Health literacy) เศรษฐศาสตร์(Economics literacy) สิ่งแวดล้อม(Environment literacy) และความเป็นพลเมือง(Civil education) โดยยึดหลักเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ และฝึกทักษะการเรียนรู้มากกว่าการมอบความรู้

ผู้ปกครองควรรู้เท่าทันการศึกษาที่เป็นอยู่ก่อน ปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองจำนวนมากยังติดอยู่ที่กระบวนทัศน์เก่านั่นคือมุ่งหวังให้โรงเรียนสอนหนังสือมากๆและลูกของตนเป็นเด็กเก่ง คาดหวังลูกของตนเองจะเป็นผู้ชนะในการศึกษาและมีฐานะทางสังคมที่ดีขึ้นหรือธำรงสถานะทางสังคมที่เป็นอยู่ นี่คือทัศนะที่มีความเสี่ยงสูง มีผู้สมหวังจำนวนน้อยมีผู้ผิดหวังมากกว่ามาก ในอนาคตเด็กเรียนเก่งเพียงแค่มีความรู้มากแต่ไม่มีทักษะจะเอาตัวไม่รอด

ครูต้องยอมรับว่าบทบาทการสอนหนังสือที่เป็นอยู่เป็นบทบาทในกระบวนทัศน์เก่าซึ่งนอกจากไร้ผลแล้วยังมีแรงเสียดทานในการทำงานมากขึ้นทุกขณะ ครูยังคงเป็นบุคคลสำคัญอันดับหนึ่งในการศึกษาตามกระบวนทัศน์ใหม่แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงาน

ผู้ใหญ่ในสังคมที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพโรงเรียนและการทดสอบต่างๆควรยอมรับว่าการทำงานในกระบวนทัศน์เก่าเป็นอันตรายต่อระบบและเป็นอันตรายต่อเด็กไทย ควรศึกษากระบวนทัศน์ใหม่และเปลี่ยนแปลงวิธีประเมินคุณภาพโรงเรียนและวิธีการสอบระดับชาติในรูปแบบต่างๆ

เด็กไทยควรกล้าตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถาม ใฝ่เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา สามารถทำงานเป็นทีม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีนวัตกรรม ในขณะเดียวกันรู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักการประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น นอกจากนี้คือรู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

]]>
ทฤษฎีเซลล์กระจกเงา กับการเรียนรู้ https://thaissf.org/cd029/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd029 Sun, 10 Aug 2014 15:20:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/10/cd029/ ทฤษฎีการพัฒนามนุษย์ คำว่า “พัฒนา” หมายถึงการพัฒนาทั้งในเรื่องของสติปัญญา อารมณ์ บุคลิกภาพ คุณธรรม ในความหมายของทฤษฎีนี้ยกเว้นการพัฒนาทางด้านความแข็งแรงของร่างกายและมีทฤษฎีที่เกี่ยวข้องที่สำคัญคือ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม เป็นทฤษฎีของ อัลเบิร์ต บันดูรา ที่เกิดขึ้นในประมาณยุค 70 ทฤษฎีนี้บอกว่าเด็กจะเลียนแบบสิ่งที่ดีและไม่ดีทั้งหลายจากผู้ใหญ่ แต่มีปัญหาว่าทฤษฎีข้างต้นไม่สามารถอธิบายกลไกที่เกิดอยู่ข้างในได้ว่าเกิดอย่างไร

ในระยะเวลาที่ไม่นานนี้นักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งได้เผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ใหม่อีกแนวคิดหนึ่ง นั่นก็คือ “ทฤษฎี constructivist” ทฤษฎีนี้ได้รับความสนใจนำมาใช้จัดการศึกษามากขึ้นตัวอย่างการสร้างความรู้ตามแนว constructivist รากฐานทางจิตวิทยา ของ constructivist คือ ทฤษฎีของ Piaget มีความคิดว่า “มนุษย์เรียนรู้โดยกระบวนการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม” ซึ่งประกอบด้วยกลไกพี้นฐาน 2 อย่างคือ การดูดซึมเข้าสู่โครงสร้างและการปรับโครงสร้าง ในกรณีที่ผู้เรียนประสบปัญหาที่ต้องแก้การดูดซึมเข้าสู่โครงสร้างก็คือความสามารถในการตีความปัญหาหรือจัดปัญหาให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถแก้ได้ด้วยมโนทัศน์หรือวิธีการเดิมที่มีอยู่ ส่วนการปรับโครงสร้างก็คือความสามารถในการหาวิธีใหม่หรือคำอธิบายใหม่มาแก้หรือตีความปัญหา เมื่อวิธีเดิมหรือมโนทัศน์เดิมที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ได้

มามองในมุมการเรียนรู้ของเด็ก เปียเจต์อธิบายว่า “เมื่อเด็กมีการปฏิสัมพันธ์การสื่อสารระหว่างกันและการทำงานร่วมกันมีประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็กจะเริ่มเรียนรู้ เข้าใจและความเข้าใจ ส่วนนี้จะพัฒนาสะสมตามพัฒนาการของเด็ก” ต่อมาลูกศิษย์ของเปียเจต์ ชื่อว่า ซีมัวร์ พาร์เพิร์ท จึงสร้าง “สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาที่สมบูรณ์” โดยเขาอธิบายว่าถ้าเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ ที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ เด็กคนนั้นจะเรียนรู้ได้ดี จะมีการพัฒนาการทางด้านสังคม จิตใจ แล้วก็สติปัญญาได้ดี โดยสรุปการเรียนรู้ของมนุษย์ คือ

1.การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นการสร้างขึ้นมาเอง และก็ขึ้นอยู่กับว่าเราสร้างสิ่งแวดล้อมการสร้างความรู้กับเด็กได้อย่างไร

2.การเรียนรู้ของมนุษย์ เป็นกระบวนการลอกเลียนแบบ นำมาสู่เรื่องของการชื่นชมถูกใจแล้วค่อย ๆ สร้างบุคลิกภาพ ให้เป็นตัวของตัวเองขึ้นมา

“ทฤษฎีเซลล์กระจกเงา” มาจากการค้นพบ “เซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron) คือการเชื่อมโยงทฤษฎีทางสมองกับการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กไทย นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งในประเทศอิตาลีผู้ค้นพบทฤษฎีนี้ ได้อธิบายไว้ว่าเซลล์กระจกเงาเป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในสมองของมนุษย์ที่ทำหน้าที่เลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้อื่นมาเป็นพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งการค้นพบในครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการค้นคว้าวิจัยบทบาทและหน้าที่ของเซลล์ชนิดนี้อย่างกว้างขวาง ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การศึกษา จิตวิทยาและสังคมวิทยา ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับการเรียนรู้ การพัฒนาตนเองของมนุษย์อย่างมากมาย อาทิเช่นพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนเป็นผลมาจากเซลล์กระจกเงาไปลอกเลียนแบบพฤติกรรมตัวอย่างที่ได้พบเห็นในสังคม พัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กเล็ก ๆ เป็นผลมาจากการทำงานของเซลล์กระจกเงา ทำให้เด็กสามารถเข้าใจเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดของผู้พูดได้ การเข้าใจจิตใจผู้อื่นได้ดีเป็นผลมาจากการที่เซลล์กระจกเงา ทำหน้าที่อ่านใจบุคคลผู้นั้น เป็นต้น

หน้าที่ของเซลล์ชนิดนี้ หากพูดสั้น ๆ ก็คือ “การลอกเลียนแบบ” พฤติกรรมของคนอื่นที่ได้พบเห็นเอามาเป็นพฤติกรรมของตัวเอง เรียกได้ว่าเห็นอะไรมาก็ลอกเลียนแบบเลยหนังสือ Scientific American Mind ได้สรุปหน้าที่ของเซลล์นี้เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า “Human see, Human do” แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “คนเราเห็นอะไรก็จะทำแบบนั้น”

การทำงานของเซลล์ชนิดนี้ก่อนเมื่อเราเห็นการกระทำของใครก็ตามที่แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายหรือเจตนาของการกระทำของคนนั้น จะกระตุ้นให้เซลล์ชนิดนี้เกิดการลอกเลียนแบบ หรือทำตามทั้งภายในสมองและด้วยพฤติกรรมการแสดงออกภายนอก กระบวนการเลียนแบบทั้งภายในสมองและท่าทางที่แสดงออกนี้ จะทำให้เราสามารถเข้าใจเจตนาในการกระทำของคน ๆนั้นได้อย่างแจ่มชัด และความเข้าใจในเจตนาหรือท่าทีของผู้อื่น นี่แหละคือตัวกำหนดว่าเราควรจะมีพฤติกรรมตอบสนองต่อท่าทีนั้น ๆ อย่างไร

แต่ธรรมชาติหนึ่งของมนุษย์ คือ มนุษย์จะมีสัญชาตญาณของความเป็นสัตว์สังคม การปรับพฤติกรรมตนเองให้สอดคล้องกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ ดังนั้นการแสดงออกทางพฤติกรรมเพื่อตอบสนองของเรา จึงมักเป็นไปในทางที่คล้อยตามเพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้นี่คือหน้าที่ของเซลล์กระจกเงา

ปัญหาอยู่ที่ว่า เซลล์กระจกเงาไม่สามารถตัดสินผิดชอบชั่วดีได้พฤติกรรมที่เราเห็น ไม่ว่าจะถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหรือไม่จะไม่สนใจ เซลล์กระจกเงาจะจัดการลอกแบบและควบคุมเราโดยอัตโนมัติ

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (14) https://thaissf.org/sh044-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh044-2 Wed, 13 Aug 2014 15:35:09 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/13/sh044-2/ เขาหน่อยนะ เรียนรู้เขาหน่อยนะ ดูเขาหน่อยนะ ไม่ใช่ไปเรียกให้เขามาฟังพระแล้ว คุณก็ต้องดูอย่างที่ฉัน Action ให้พวกคุณดู มันไม่ใช่อะ พอไปแล้วยิ่งคำว่าผู้ใหญ่ลีรู้สึกเขาสอนอะไรม้ากเลย…

(ลปรร.ภาคอีสาน)

ดังชี้ข้างต้นแล้วว่าความตระหนักในความมีความหมายนั้นดูจะเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เมื่อใดที่บุคคลเริ่มยึดติดคุณค่าบางอย่างว่าเป็นตัวตนและหยุดเรียนรู้ ก็เสี่ยงที่จะสูญเสียซึ่งสมรรถนะทางจิตวิญญาณ ตัวอย่างที่ยกมามีทั้งผู้ที่ดูเหมือนจะหยุดเรียนรู้แล้วกับผู้เรียนรู้ที่จะคงความมีความหมายต่อไปหลังจากมีสถานการณ์มากระทบ กรณีหลังสุดนั้นทำให้เห็นได้ชัดว่ามีการพัฒนาความมีความหมาย มีการหันเหจากเดิมที่ตระหนักถึงความมีความหมายโดยอาศัยคุณค่าที่สังคมทั่วไปยึดถือ ได้แก่ สถานะ โดยเปลี่ยนไปสู่การแสวงหาสิ่งที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หากมองมุมกลับ ก็ดูเหมือนว่าบุคคลที่ลุซึ่งความมีความหมายนั้น ได้เผชิญกับงานที่ไม่มีวันจบสิ้นและต้องคอยเผชิญกับความท้าทายในอันที่จะธำรงความมีความหมายนั้นไว้อยู่เสมอ อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงขั้นที่สมรรถนะด้านการคิดเชิงบวกมีพลังมาก กระทั่งสามารถสัมผัสคุณค่าได้เอง หรือสมรรถนะด้านการปรับหาผู้อื่นสามารถปลดปล่อยไปจากตัวตน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เข้าใจตัวตนได้ลึกยิ่งขึ้นดังตัวอย่างข้างต้น

4.5 ปัจจัยสนับสนุน

ในการกล่าวถึงการได้มาซึ่งความตระหนักในความมีความหมายข้างต้น ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เหตุการณ์ภายนอก ลักษณะส่วนบุคคล และปัจจัยที่ควบคุมได้ ได้แก่ การใช้วิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิดเชิงบวก การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การไตร่ตรองตัวตน การฟังและเล่าเรื่อง หรือแม้กระทั่งการปรับเข้าหาผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวมุ่งมองไปที่ตัวบุคคลโดยเฉพาะ ยังมีปัจจัยอีกประการที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ได้แก่ ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น การมีตัวแบบที่ดี หรือบริบททางวิชาชีพ

…สังคมที่ดีก็คือ ตอนนั้นไปทำงานแล้วรู้สึกว่าเพื่อนร่วมงาน ตอนนั้นสนิทกับทันตแพทย์ที่อยู่ด้วยกัน เขาเป็นคนดี เป็นคนแนวคิดดี คิดเชิงบวก ทำตัวแบบที่ดี คุณหมอที่อยู่กับเราก็เป็นคนเสียสละ ทำงานชุมชนแกจะไม่อยู่เฉยๆ แกจะขึ้นเวรลงเวร 24 ชั่วโมง แกมีแต่ทำงาน เรื่องเที่ยวเรื่องอะไรแกจะน้อยมาก แล้วแกก็จะทำให้เราเห็น อย่างคนไข้ที่เป็นเอดส์แกก็รับมาดูแลเป็นบุตรบุญธรรม แล้วมันรู้สึกว่ามันมีด้วยเหรอคนดีแบบนี้ แล้วเรารู้สึกว่าเราเห็นสิ่งที่คนที่เขาได้รับเขาแสดงออก เขาก็มีความสุข แล้วมันก็เหมือนกับว่าวิชาชีพเรามันมีส่วนขัดเกลาหนูนะ หนูคิดว่าถ้าหนูทำวิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่สัมผัสกับคนเชิงลึกแบบนี้ หนูก็อาจะไม่คิดแบบนี้ก็ได้ แต่ว่าการที่ได้สัมผัสถึงทุกข์ของเขา เห็นวิกฤตในชีวิตของเขา ทำให้มันขัดเกลา เพราะว่าพอดูแล้วเราจะมาคิดถึงตัวเอง ว่าเราดีกว่าเขาเยอะเลยนะเนี่ย หรือว่าบางคนเขาแย่อยู่แล้ว อย่างหนูคุยกับพี่ติ๋ว แกแย่ หมายถึงสุขภาพแกนี่แย่แล้วในตอนนั้น แต่แกก็อยากจะออกมาช่วยเหลือคน หมายถึงว่าวิกฤตในชีวิตคนอื่น ทำให้เรามาพัฒนาจิตใจเรา แล้วก็ขัดเกลาเรา แล้วก็สังคมที่เป็นตัวแบบที่ดี มันก็เลยทำให้เหมือนกับว่ามันขัดเกลาเรา ถ้าหนูไปอยู่ในสังคมที่เค้าคิดไม่ดี หนูก็คงจะคิดตามเขานะคะ เพราะว่าตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่าจะเลือกตัวแบบไหน…

(ลปรร.ภาคอีสาน)

 

]]>