การลอกเลียนแบบ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การลอกเลียนแบบ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ทฤษฎีเซลล์กระจกเงา กับการเรียนรู้ (2) https://thaissf.org/cd030/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd030 Wed, 13 Aug 2014 14:49:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/13/cd030/ เป็นเรื่องที่เราต้องการให้สังคมรับรู้ คือ ในเรื่องของการอบรมกล่อมเกลาเด็กว่า เราต้องการสร้างตัวอย่างที่ดีให้มากกว่านี้เพื่อสมองของเด็กจะได้เลียนแบบส่วนเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ คือส่วนที่เรานำเสนอปัญหาจริยธรรมที่รุนแรงมาก และได้ค้นพบว่า ในเด็กหลังคลอดเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็สามารถเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่ได้ แสดงว่าเซลล์กระจกเงามีอยู่ในมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตายเพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการปลูกฝังเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในเด็กก็ต้องคำนึงถึงการลอกเลียนแบบโดยเซลล์กระจกเงา

การที่เราเลือกจะทำตามบางเรื่อง หรือปฏิเสธบางเรื่องได้นั้นเป็นการทำงานของเซลล์สมองส่วนนั้นที่ทำหน้าที่ในการใช้เหตุผลและตัดสินใจ ซึ่งมีอิทธิพลต่อเซลล์กระจกเงาอีกทีหนึ่ง แต่สมองส่วนนี้จะเติบโตและทำงานได้อย่างเต็มที่ ก็ล่วงเข้าอายุ 20 ปีไปแล้ว ก็หมายความว่าในวัยเด็กนั้นเซลล์กระจกเงาจะมีอิทธิพลต่อการลอกเลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ อย่างเต็มที่นั่นเอง

ส่วนความผิดปกติของเซลล์กระจกเงา ที่อาจพบได้คือ ความผิดปกติของเซลล์กระจกเงา คือสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคออทิสติก ปัญหาเด็กออทิสติกเป็นปัญหาที่ยังรอการแก้ไข โดยเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้จะมีความบกพร่อง 3 ประการด้วยกันคือ พัฒนาการทางสังคมผิดปกติไป ผู้ป่วยโรคนี้จะหมกมุ่นอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้ ทำให้เกิดผลเสียต่อการพัฒนาด้านอื่น ๆ ตามมา พัฒนาการทางด้านการสื่อความหมายผิดปกติ เช่น ไม่ค่อยพูด พูดแต่เรื่องเดิม ๆ หรือพูดด้วยภาษาที่แปลกประหลาด มีพฤติกรรมสนใจในเรื่องซ้ำ ๆ พฤติกรรมทั้งหมดนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเซลล์กระจกเงาพบว่า เซลล์กระจกเงาของเด็กที่เป็นโรคออทิสติกทำงานน้อย หรือไม่ทำงานเมื่อเทียบกับเด็กทั่ว ๆ ไป

เซลล์กระจกเงา ทำหน้าที่ในการสั่งการให้ระบบสมองที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวร่างกายให้ทำงาน ดังนั้น จึงส่งผลต่อการกระตุ้นให้สมองส่วนที่เกิดภาวะอัมพาตให้มีการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ป่วยโรคนี้ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตโดยการใช้วีดีโอที่แสดงการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนที่เป็นอัมพาตเพื่อกระตุ้นเซลล์กระจกเงา โดยการเปิดวีดีโอดังกล่าวให้ผู้ป่วยดูแล้วทำตามเซลล์กระจกเงาจะไปกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องให้เกิดการทำงานซึ่งผลที่ได้ก็คือ ผู้ป่วยฟื้นจากอาการอัมพาตได้เร็วกว่าธรรมดา โครงการวิจัยนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ ถ้าได้ผลดีตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วยอัมพาตในประเทศไทย

การเรียนรู้เรื่อง เซลล์กระจกเงา ทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนวิธีการทำงาน ทำให้เราเดินเข้าไปหาคำตอบใหม่ ๆ ในปัญหาเดิม ๆ ที่เราพบเจออยู่ การเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ทำให้เข้าใจคนไข้ทางด้านสมองจาก “มองเห็นไปสู่กระบวนการเรียนรู้” จากงานวิจัยของสภาวิจัยมีการศึกษาเรื่องนี้ นำมาสู่การรักษาผู้ป่วยอัมพาต กล่าวคือ ให้ผู้ป่วยดูและสังเกตภาพจากวีดีทัศน์เพื่อฟื้นฟู พบว่าการดูและการสังเกตแบบนี้ ทำให้ “ผู้ป่วยหายจากอัมพาตได้เร็วกว่าวิธีการฟื้นฟูแบบดั้งเดิม” ซึ่งเป็นรายงานชิ้นที่ 3 ของโลก และเป็นชิ้นแรกของประเทศไทย โดยคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้รับรางวัลดีเด่นจากสภาวิจัยแห่งชาติ ในขณะนี้กลุ่มนี้ยังทำการศึกษาฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กสมองพิการ โดยใช้หลักการทำงานของเซลล์กระจกเงา และกำลังทำต้นแบบเรื่องการเคลื่อนไหวอยู่ และ การเข้าใจผู้อื่นทำให้เราเข้าใจตัวเองและนำมาสู่สัมพันธภาพ เช่นการศึกษาในเด็กพิเศษทำให้เข้าใจชัดเจนว่ามีส่วนเกิดจากเซลล์กระจกเงา นั่นเอง

นำองค์ความรู้เรื่องนี้มาใช้ “พัฒนาพฤติกรรมมนุษย์” ได้ เช่น ในการพัฒนาการเด็กในโรงเรียนอนุบาล ครูเป็นอย่างไรเด็กเป็นอย่างนั้น เด็กเลียนแบบจากต้นแบบที่เขามองเห็น เราสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม พัฒนาการเรื่องภาษา เช่น เกิดการถ่ายทอดวัฒนธรรม เด็กเห็นเกิดความเข้าใจในเจตนา เกิดการซึมซับและปฏิบัติตามเป็นแบบอย่าง อย่างนี้เป็นต้น

“มนุษย์เรียนรู้ภาษาจากการเห็นไม่ได้เริ่มต้นจากไวยากรณ์” เกิดความเข้าใจในเจตนา นำมาสู่การพัฒนาการเด็ก ด้านภาษา ซึ่งหนังสือเล่มแรกนำการเล่านิทานการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเซลล์กระจกนี้ได้อย่างชัดเจน

เซลล์กระจกเงาจึงเป็นมิติใหม่ในการพัฒนาการของการเข้าใจมนุษย์ เช่น วงการโฆษณานำมาใช้ บริษัทไทยประกันชีวิตเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นตัวการให้เกิดความจงรักภักดีต่อสินค้า ในงานวิจัยทางด้านการตลาด

ส่วนการนำทฤษฎีเซลล์กระจกเงามาใช้ในการพัฒนาเด็กไทย โดยเฉพาะพฤติกรรมการเลียนแบบของเด็กที่เกิดขึ้น จากการทำงานของเซลล์กระจกเงาในตัวเด็กเอง ถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในสังคมมีทักษะในการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก ๆ ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ “คำพูด” ในการสั่งสอนลูกก็จะเกิดประโยชน์เพราะเซลล์กระจกเงา จะทำงานได้ดีเมื่อลูกเห็นพฤติกรรมของพ่อแม่เซลล์กระจกเงาสามารถที่จะสะท้อนสิ่งที่ดีแล้วซึมซับเข้าไปเป็นลักษณะนิสัยของตัวเด็กเอง ประโยชน์ของทฤษฎีนี้ก็คือการทำให้เรารู้ว่าแบบอย่างที่ดีจากพ่อแม่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาเด็ก

มองในมุมของการพัฒนาเด็กเล็ก สามารถนำองค์ความรู้เรื่องนี้ไปพัฒนายกระดับศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ การนำไปสู่นโยบายการคัดสรรพี่เลี้ยงเด็กอย่างจริงจัง มีทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่นในช่วง 3 ขวบปีแรกนั้นคุณสมบัติของพี่เลี้ยงควรเป็นอย่างไร?

ลองจินตนาการดูว่าหากพี่เลี้ยงเด็กได้เข้าใจเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังแล้ว จะมีการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กผ่านสิ่งแวดล้อมที่พรั่งพร้อม พัฒนาการของเด็กไทยที่เป็นทั้งปัจจุบันและอนาคตอยู่ที่ความเข้าใจและนำไปปฏิบัติ ทฤษฎีเซลล์กระจกเงานี้ควรได้รับการเผยแพร่ออกไปให้กว้างขวาง เพราะจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง

]]>
ทฤษฎีเซลล์กระจกเงา กับการเรียนรู้ https://thaissf.org/cd029/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd029 Sun, 10 Aug 2014 15:20:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/10/cd029/ ทฤษฎีการพัฒนามนุษย์ คำว่า “พัฒนา” หมายถึงการพัฒนาทั้งในเรื่องของสติปัญญา อารมณ์ บุคลิกภาพ คุณธรรม ในความหมายของทฤษฎีนี้ยกเว้นการพัฒนาทางด้านความแข็งแรงของร่างกายและมีทฤษฎีที่เกี่ยวข้องที่สำคัญคือ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม เป็นทฤษฎีของ อัลเบิร์ต บันดูรา ที่เกิดขึ้นในประมาณยุค 70 ทฤษฎีนี้บอกว่าเด็กจะเลียนแบบสิ่งที่ดีและไม่ดีทั้งหลายจากผู้ใหญ่ แต่มีปัญหาว่าทฤษฎีข้างต้นไม่สามารถอธิบายกลไกที่เกิดอยู่ข้างในได้ว่าเกิดอย่างไร

ในระยะเวลาที่ไม่นานนี้นักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งได้เผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ใหม่อีกแนวคิดหนึ่ง นั่นก็คือ “ทฤษฎี constructivist” ทฤษฎีนี้ได้รับความสนใจนำมาใช้จัดการศึกษามากขึ้นตัวอย่างการสร้างความรู้ตามแนว constructivist รากฐานทางจิตวิทยา ของ constructivist คือ ทฤษฎีของ Piaget มีความคิดว่า “มนุษย์เรียนรู้โดยกระบวนการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม” ซึ่งประกอบด้วยกลไกพี้นฐาน 2 อย่างคือ การดูดซึมเข้าสู่โครงสร้างและการปรับโครงสร้าง ในกรณีที่ผู้เรียนประสบปัญหาที่ต้องแก้การดูดซึมเข้าสู่โครงสร้างก็คือความสามารถในการตีความปัญหาหรือจัดปัญหาให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถแก้ได้ด้วยมโนทัศน์หรือวิธีการเดิมที่มีอยู่ ส่วนการปรับโครงสร้างก็คือความสามารถในการหาวิธีใหม่หรือคำอธิบายใหม่มาแก้หรือตีความปัญหา เมื่อวิธีเดิมหรือมโนทัศน์เดิมที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ได้

มามองในมุมการเรียนรู้ของเด็ก เปียเจต์อธิบายว่า “เมื่อเด็กมีการปฏิสัมพันธ์การสื่อสารระหว่างกันและการทำงานร่วมกันมีประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็กจะเริ่มเรียนรู้ เข้าใจและความเข้าใจ ส่วนนี้จะพัฒนาสะสมตามพัฒนาการของเด็ก” ต่อมาลูกศิษย์ของเปียเจต์ ชื่อว่า ซีมัวร์ พาร์เพิร์ท จึงสร้าง “สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาที่สมบูรณ์” โดยเขาอธิบายว่าถ้าเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ ที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ เด็กคนนั้นจะเรียนรู้ได้ดี จะมีการพัฒนาการทางด้านสังคม จิตใจ แล้วก็สติปัญญาได้ดี โดยสรุปการเรียนรู้ของมนุษย์ คือ

1.การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นการสร้างขึ้นมาเอง และก็ขึ้นอยู่กับว่าเราสร้างสิ่งแวดล้อมการสร้างความรู้กับเด็กได้อย่างไร

2.การเรียนรู้ของมนุษย์ เป็นกระบวนการลอกเลียนแบบ นำมาสู่เรื่องของการชื่นชมถูกใจแล้วค่อย ๆ สร้างบุคลิกภาพ ให้เป็นตัวของตัวเองขึ้นมา

“ทฤษฎีเซลล์กระจกเงา” มาจากการค้นพบ “เซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron) คือการเชื่อมโยงทฤษฎีทางสมองกับการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กไทย นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งในประเทศอิตาลีผู้ค้นพบทฤษฎีนี้ ได้อธิบายไว้ว่าเซลล์กระจกเงาเป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในสมองของมนุษย์ที่ทำหน้าที่เลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้อื่นมาเป็นพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งการค้นพบในครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการค้นคว้าวิจัยบทบาทและหน้าที่ของเซลล์ชนิดนี้อย่างกว้างขวาง ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การศึกษา จิตวิทยาและสังคมวิทยา ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับการเรียนรู้ การพัฒนาตนเองของมนุษย์อย่างมากมาย อาทิเช่นพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนเป็นผลมาจากเซลล์กระจกเงาไปลอกเลียนแบบพฤติกรรมตัวอย่างที่ได้พบเห็นในสังคม พัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กเล็ก ๆ เป็นผลมาจากการทำงานของเซลล์กระจกเงา ทำให้เด็กสามารถเข้าใจเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดของผู้พูดได้ การเข้าใจจิตใจผู้อื่นได้ดีเป็นผลมาจากการที่เซลล์กระจกเงา ทำหน้าที่อ่านใจบุคคลผู้นั้น เป็นต้น

หน้าที่ของเซลล์ชนิดนี้ หากพูดสั้น ๆ ก็คือ “การลอกเลียนแบบ” พฤติกรรมของคนอื่นที่ได้พบเห็นเอามาเป็นพฤติกรรมของตัวเอง เรียกได้ว่าเห็นอะไรมาก็ลอกเลียนแบบเลยหนังสือ Scientific American Mind ได้สรุปหน้าที่ของเซลล์นี้เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า “Human see, Human do” แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “คนเราเห็นอะไรก็จะทำแบบนั้น”

การทำงานของเซลล์ชนิดนี้ก่อนเมื่อเราเห็นการกระทำของใครก็ตามที่แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายหรือเจตนาของการกระทำของคนนั้น จะกระตุ้นให้เซลล์ชนิดนี้เกิดการลอกเลียนแบบ หรือทำตามทั้งภายในสมองและด้วยพฤติกรรมการแสดงออกภายนอก กระบวนการเลียนแบบทั้งภายในสมองและท่าทางที่แสดงออกนี้ จะทำให้เราสามารถเข้าใจเจตนาในการกระทำของคน ๆนั้นได้อย่างแจ่มชัด และความเข้าใจในเจตนาหรือท่าทีของผู้อื่น นี่แหละคือตัวกำหนดว่าเราควรจะมีพฤติกรรมตอบสนองต่อท่าทีนั้น ๆ อย่างไร

แต่ธรรมชาติหนึ่งของมนุษย์ คือ มนุษย์จะมีสัญชาตญาณของความเป็นสัตว์สังคม การปรับพฤติกรรมตนเองให้สอดคล้องกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ ดังนั้นการแสดงออกทางพฤติกรรมเพื่อตอบสนองของเรา จึงมักเป็นไปในทางที่คล้อยตามเพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้นี่คือหน้าที่ของเซลล์กระจกเงา

ปัญหาอยู่ที่ว่า เซลล์กระจกเงาไม่สามารถตัดสินผิดชอบชั่วดีได้พฤติกรรมที่เราเห็น ไม่ว่าจะถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหรือไม่จะไม่สนใจ เซลล์กระจกเงาจะจัดการลอกแบบและควบคุมเราโดยอัตโนมัติ

]]>