การพัฒนา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Wed, 23 Mar 2016 09:07:23 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การพัฒนา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 หนังสือ ระบบปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อการเรียนรู้ที่ดีของคนทั้งมวล (GOOD LEARNING FOR ALL) https://thaissf.org/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad-%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%258f%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2580-2 Fri, 18 Mar 2016 07:02:50 +0000 http://175.41.155.75/?p=2091 การเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ ที่สามารถสร้างคนให้ทำเป็น คิดเป็น และบรรลุความจริง ความดี ความงาม และความสุขได้ เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ที่ทำให้ประเทศเคลื่อนไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุข จึงควรมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีสำหรับคนทั้งมวล หรือ Good Learning for All (GLA) ตั้งแต่ในครอบครัว เด็กปฐมวัย นักเรียนในโรงเรียน การศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งหมด การเรียนรู้ในชุมชน ในองค์กร และในสังคม รวมทั้งการศึกษาของพระสงฆ์ โดยออกแบบระบบซึ่งมีองค์ประกอบครบ ที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีของคนทั้งมวลไปได้อย่างต่อเนื่อง

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี

]]>
เวทีการศึกษากับการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย : ระบบเด็กปฐมวัย https://thaissf.org/2099/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=2099 Fri, 18 Mar 2016 07:36:23 +0000 http://175.41.155.75/?p=2099 เวทีการศึกษากับการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย : ระบบเด็กปฐมวัย : วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ.2558

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (15) การพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (ต่อ) https://thaissf.org/er064/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er064 Wed, 01 Oct 2014 06:46:54 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/01/er064/ 1. ทบทวนตนเองบ่อย ๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง ทำให้รู้จักตนเองอย่างลึกซึ้ง มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตที่ชัดเจน เห็นถึงคุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่ และมีความสุขกับการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง

2. ฝึกควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง เช่น การฝึกสติให้ไวต่อสิ่งที่เข้ามากระทบ ปล่อยวางเปลี่ยนความคิด หรือการเปลี่ยนจุดสนใจ การทำกิจกรรมผ่อนคลาย ซึ่งช่วยให้สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขและอิสระ

3. ศึกษาจากต้นแบบ เลียนแบบพฤติกรรมและวิธีการที่ดี ฝึกทักษะที่พึงประสงค์ต่างๆ บ่อย ๆ

4. มีกัลยาณมิตร มีเพื่อนสนิทที่รู้ใจ เป็นการเติมเต็มพลังและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

5. ทำกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลให้กับตนเองได้ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง อ่านบทกวีต่างๆ เปิดโอกาสให้ตนเองได้สัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติ

6. ศึกษาธรรม ฝึกปฏิบัติธรรม การยึดมั่นในหลักคำสอนของศาสนาต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ช่วยให้มีการพัฒนาจิตปัญญาได้อย่างมั่นคง

7. เข้าร่วมอบรม ศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้แนวคิดและวิธีการทำงานซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในหน่วยงานของตนได้

ระดับองค์การ สามารถพัฒนาจิตปัญญาได้ดังนี้

1. มีนโยบายในการช่วยส่งเสริมการพัฒนาจิตปัญญาอย่างชัดเจน

2. มีระบบการคัดเลือกคนเข้าองค์การโดยการวัดใจ คือ ความรู้สึกรัก ชอบ มีใจอยากจะทำมากกว่าผลการเรียนหรือประสบการณ์ที่ผ่านมา

3. ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิต และคุณภาพชีวิตของบุคลากร นำผลการพัฒนาจิตปัญญาเป็นเป้าหมาย ค่านิยมองค์การ เชื่อมโยงถึงผลการให้รางวัลหรือการเลื่อนตำแหน่งต่าง ๆ

4. มีระบบชื่นชมคนทำดี สร้างคนให้ดี สร้างคนให้เก่ง ให้กล้าคิด กล้านำเสนอในเรื่องดี ๆ มีความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง มีการชื่นชมคนทำดีแม้เพียงเล็กน้อย เช่น มีกล่องความดี แผนที่ความดี เวทีเสวนาความดี วิทยุชุมชนชื่นชมคนดี เป็นต้น

5. การพัฒนาบุคลากรต้องเริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ การรู้จักลูกน้องอย่างแท้จริงรู้ว่าแต่ละคนมีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหน เลือกคนให้เหมาะสมกับงาน เปิดโอกาสให้ทำในสิ่งถนัด มีการพัฒนาในส่วนที่ขาด กำหนดเป้าหมายการพัฒนาให้ถึงระดับจิตปัญญา คือ ทุกคนมีความสุขในการทำงาน รู้สึกสงบ และเป็นอิสระ

6. มีตัวแบบ (Role model) สนับสนุนคนที่มีสุขภาวะทางจิตปัญญาให้เด่นเป็นต้นแบบที่ดี การทำให้ดู อยู่ให้เห็น เป็นตัวอย่าง เป็นแรงบันดาลใจที่ยั่งยืน มั่นคง และช่วยให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งคนที่เป็นต้นแบบและคนที่อยากเรียนรู้

7. สร้างบรรยากาศการทำงานให้เป็นบรรยากาศของการเรียนรู้และแบ่งปัน มีระบบพี่สอนน้องมีการส่งต่อรุ่นต่อรุ่น มีคู่หู มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ทักษะชีวิตแก่กันและกัน

8. จัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาจิต ทั้งด้านบุคคล ส่งเสริมให้มีบรรยากาศการทำงานที่เอื้ออาทร อยู่กันแบบพี่แบบน้อง เป็นครอบครัวเดียวกัน ด้านสิ่งแวดล้อมจัดสถานที่ทำงานให้น่าอยู่เหมือนบ้าน มีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ผ่อนคลายสบายตา เช่น มีสวนหย่อม มีสนามหญ้า มีสวนสุขภาพ เป็นต้น

9. มีระบบการจัดการกับอารมณ์ของกลุ่ม เช่น มีการตรวจสอบเพื่อพัฒนาไม่ใช่หาคนทำผิด มีระบบการฝึกอบรมน้องใหม่ในการแก้ปัญหาภาวะอารมณ์ของคนไข้ มีพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือ และทำให้ดูเป็นตัวอย่าง มีการช่วยเหลือส่งต่อคนไข้ หากอีกคนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้หรือมีระบบแตะมือ มีแนวทางการปฏิบัติเมื่อมีปัญหาด้านอารมณ์ เช่น เชิญให้นั่ง เสริฟน้ำเย็นให้ดื่ม มีทีมคอยช่วยแก้ไขปัญหา เป็นต้น

10. มีนโยบายสนับสนุน ส่งเสริมให้บุคลากรได้ปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนาของตนเอง เช่น การไปฝึกปฏิบัติธรรมโดยไม่ถือเป็นวันลา มีงบสนับสนุน มีรถบริการ มีห้องให้ละหมาด มีผลต่อการพิจารณาความดีความชอบ เป็นต้น

11. ส่งเสริมให้ทุกคนได้เข้าอบรมที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาทางจิตปัญญา

12. ส่งเสริมให้บุคลากรได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือกิจกรรมที่มีโอกาสเห็นความทุกข์ของคนอื่น เห็นคนไข้เป็นองค์รวม เห็นความเชื่อมโยงของทุกสิ่ง

13. ขยายขอบเขตงานให้มีการแลกเปลี่ยนหน้าที่กันบ้างเพื่อจะได้เรียนรู้และเข้าใจกันมากขึ้น หรือเปิดโอกาสให้ทำงานในสิ่งที่ถนัด ซึ่งอาจจะนอกเหนือบทบาทหน้าที่ ช่วยพัฒนามุมมองให้กว้างขึ้น

ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ (2552) ได้เสนอแนวคิดว่า มนุษย์สามารถพัฒนาจิตได้ในหลายวิธีการ ได้แก่

1. การทบทวนตัวเอง

2. การได้สัมผัสและซึมซับความทุกข์จากการทำงานที่ต้องเผชิญกับภาวะอารมณ์รุนแรง ความกดดัน จากการทำงาน ความเสี่ยงจากการใช้ชีวิต

3. การศึกษาจากต้นแบบที่เหมาะสม

4. การมีกัลยาณมิตร

5. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

6. การคิดเชิงบวก

7. การเอาใจเขามาใส่ใจเรา

8. การปรับตัวเข้าหาคนอื่น

นอกจากนี้พระพรหมคุณากรณ์ (2549) กล่าวถึงระดับการพัฒนาจิตว่าจะต้องมีการพัฒนาทั้ง 3 ส่วน คือ คุณภาพจิต สมรรถนภาพจิต และสุขภาพจิต โดย คุณภาพจิต คือ องค์ประกอบหรือสภาพจิตที่เรียกว่าคุณธรรมหรือความดี ได้แก่ เมตตา ไมตรีจิต กรุณา ความสงสาร เห็นใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความรู้จักร่วมใจหรืออุดหนุนส่งเสริม ความสุภาพอ่อนโยน ความกตัญญู ความมีศรัทธา เป็นต้น ส่วนสมรรถภาพจิต ได้แก่ ความเพียรพยายาม ความขยัน ความเข้มแข็ง ความอดทน ความใฝ่รู้ใฝ่ทำ ความรับผิดชอบ ความมีสติ ความยับยั้งชั่งใจ ความจริงใจจริงจัง ความมั่นใจ ความแน่วแน่มั่นคง มีสมาธิ เป็นต้น และสุขภาพจิต คือ สภาพจิตหรือภาวะจิตที่ดี ได้แก่ ความอุ่นใจ ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ ความซาบซึ้ง ความร่าเริงสดใส ความสงบเย็น ความผ่อนคลาย ความชื่นใจ ความโปร่งโล่ง ความเบิกบานใจ เป็นต้น ตรงข้ามกับสภาพที่เป็นทุกข์ ไม่เกื้อกูล เช่น ความขุ่นมัว ความโศกเศร้า ความเศร้าหมอง ความคับแค้น ความเหงา ความว้าเหว่ เป็นต้น

จากการทบทวนเอกสารพบว่า การพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณสามารถทำได้ โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ ทั้งปัจจัยที่เป็นการพัฒนาในระดับบุคคล โดยการทบทวนตนเอง การฝึกควบคุมอารมณ์ การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ การปฏิบัติธรรม การฝึกสติ การภาวนาและการทำสมาธิ และปัจจัยที่เป็นการพัฒนาในระดับองค์การ โดยการมีนโยบายส่งเสริม การคัดเลือก สรรหา และการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณของบุคลากร สร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (9) https://thaissf.org/sh059/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh059 Thu, 28 Aug 2014 22:13:46 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/28/sh059/ สถานการณ์ที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์ต่อการดำเนินการหรือเข้าร่วมในกระบวนการเพื่อตอบสนองต่อปรากฏการณ์ เพื่อที่จะศึกษาว่าบุคคลมีปฏิกิริยาและแสดงปฏิกิริยาสนองต่อปรากฏการณ์อย่างไร ผู้วิจัยจะต้องเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ออกไปเยี่ยมเพื่อเก็บข้อมูลภาคสนามหลายครั้ง แล้วทำการพัฒนาและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของประเภทข้อมูล จากนั้น จึงนำมาเขียนเป็นข้อเสนอเชิงทฤษฎี (Theoretical Propositions) หรือ สมมติฐาน (Hypotheses) หรือ นำเสนอภาพของทฤษฎี (A Visual Picture of Theory)

Schwandt (2001) ได้ให้ความหมายของ วิธีวิทยาการสร้างทฤษฎีจากฐานข้อมูลไว้ 2 ความหมาย คือ วิธีใดๆ ที่นักวิจัยใช้เพื่อสร้างแนวคิดหรือคำอธิบายเชิงทฤษฎีโดยตั้งต้นจากข้อมูล ไม่ได้ตั้งต้นจากกรอบแนวคิดและสมมติฐาน และอีกความหมายหนึ่งหมายถึง วิธีดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพอย่างหนึ่ง ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสร้างคำอธิบายเชิงทฤษฎีจากข้อมูลโดยตรง โดยลักษณะสำคัญอยู่ที่การเริ่มต้นจากข้อมูลเชิงประจักษ์ ก่อนที่จะมีการสร้างสมมติฐานและกรอบแนวคิดสำหรับอธิบายปรากฏการณ์ที่ศึกษา วิธีการดำเนินการวิจัยนี้เรียกว่า วิธีอุปนัย (Inductive approach) คือ เริ่มจากข้อมูลจากประชากรตัวอย่างที่เราเจาะจงเลือกมาจำนวนหนึ่ง แล้วจึงวิเคราะห์หาข้อสรุปหรือคำอธิบายเชิงทฤษฎีที่มีลักษณะทั่วไปจากข้อมูลนั้น

จุดเด่นสำคัญของการวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล คือ การพัฒนาหรือการสร้างทฤษฎีที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบริบทของปรากฏการณ์ที่ศึกษา ซึ่ง Strauss and Corbin (1994, cited in Creswell, 1998) ได้เสนอว่าทฤษฎีเป็นความสัมพันธ์ที่เหมาะสมระหว่างแนวคิดกับชุดของแนวคิด ทฤษฎีที่นักวิจัยได้พัฒนาขึ้นมานี้จะปรากฏในตอนท้ายของการวิจัยและสามารถนำเสนอในรูปแบบของการบรรยายที่เป็นข้อความ หรือเป็นรูปภาพ หรือ เป็นสมมติฐานหรือข้อเสนอก็ได้ และลักษณะเด่นอีกข้อหนึ่ง คือ เป็นการวิจัยที่เน้นการตีความข้อมูลเพื่อหาคำอธิบายสำหรับปรากการณ์ที่จะศึกษา ผลลัพธ์ของการตีความคือข้อสรุปเชิงแนวคิดทฤษฎี ซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรมเช่นนั้นมักจะอยู่รูปของมโนทัศน์หรือกรอบแนวคิดทฤษฎีที่บอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ต่างๆ

การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับวิธีการเชิงคุณภาพอื่นๆ ทั้งในเรื่องการออกแบบการวิจัย ข้อมูลที่ใช้ (ซึ่งเป็นทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณ) และเทคนิคในการรวบรวมข้อมูล แต่สิ่งที่วิธีการวิจัยแบบนี้ต่างจากวิธีการเชิงคุณภาพอื่น ๆ คือ การวิจัยไม่เริ่มต้นจากทฤษฏีหรือสมมติฐานที่มีอยู่ก่อน แต่สมมติฐานและทฤษฏีเป็นเป้าหมายของการวิจัย จะถูกสร้างขึ้นหลังจากที่นักวิจัยได้เริ่มทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว กระบวนการรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินไปพร้อมๆ กัน มีวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ค่อนข้างเข้มงวด

ลักษณะสำคัญของการวิจัย อยู่ที่การตั้งสมมติฐานและทำการวิเคราะห์ข้อมูลไปพร้อมๆ กับการรวบรวมข้อมูล หมายความว่านักวิจัยจะต้องรบรวมข้อมูลไปสักระยะหนึ่งก่อนแล้วหยุดทำการวิเคราะห์ ในการวิเคราะห์นักวิจัยจะมองหามโนทัศน์จากข้อมูลที่จะมีประโยชน์ในการสร้างสมมุติฐานจากมโนทัศน์เหล่านั้น สมมุติฐานที่ตั้งขึ้นมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นจะถูกนำไปทดสอบกับข้อมูลใหม่ ซึ่งจะรวบรวมมาเพื่อการทดสอบสมมุติฐานนั้นโดยเฉพาะ ข้อมูลที่รวบรวมมาใหม่อาจทำให้ต้องปรับสมมุติฐานเดิมบ้าง และเมื่อปรับแล้วก็จะถูกนำไปทดสอบกับข้อมูลชุดที่เก็บมาใหม่อีก โดยนัยนี้ กระบวนการเก็บข้อมูลและปรับสมมติฐานจะดำเนินสลับกันไปเช่นนี้ จนกระทั่งนักวิจัยจะมั่นใจว่าได้บรรลุถึงจุดอิ่มตัว (saturation) ทั้งในแง่ของข้อมูลและในแง่ของมโนทัศน์และทฤษฎีเมื่อถึงจุดอิ่มตัวเช่นนี้แล้วนักวิจัยจึงควรจะหยุดการเก็บข้อมูลและพร้อมที่จะเริ่มขั้นตอนต่อไปของการวิจัย คือการหาข้อสรุปหรือคำอธิบายเชิงทฤษฎีของสิ่งที่ศึกษา โดย “จุดอิ่มตัว” นั้นมีความหมายด้วยกัน 2 อย่าง คือ 1) จุดอิ่มตัวในเชิงข้อมูล หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษาได้มาถึงจุดที่ไม่มีอะไรใหม่ หรือไม่มีอะไรแตกต่างไปจากที่รวบรวมมาแล้วก่อนหน้านี้แล้ว แม้ว่านักวิจัยจะใช้วิธีเลือกตัวอย่างที่ต่างออกไปก็ตาม 2) จุดอิ่มตัวในเชิงมโนทัศน์และทฤษฏี หมายความว่า ข้อมูลที่ได้มาสามารถให้ความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดและความหมายของปรากฏการณ์ที่ศึกษาได้หลายมิติ หลายมุมมอง และหลายระดับ (Charmaz, 2000) จุดอิ่มตัวทางทฤษฏีอาจเปรียบได้กับมโนทัศน์เรื่อง Thick description ของ Clifford Geertz (1973: อ้างถึงในชาย, น. 181) ซึ่งหมายถึง การพรรณนาให้รายละเอียดของสิ่งที่ศึกษาหลายมิติและหลายระดับ จนสามารถมองเห็นสิ่งที่ศึกษาได้ทุกด้าน

โดยสรุป กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลไปพร้อมๆ กับการรวบรวมข้อมูลนั้นเป็นงานที่สำคัญยิ่งในการวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล นักวิจัยจะต้องทำงานย้อนกลับไปกลับมาหลายๆ เที่ยว ระหว่างการเก็บข้อมูลกับการวิเคราะห์ข้อมูล จนกระทั่งความรู้ได้ถึงจุดอิ่มตัว

]]>