การพัฒนาจิต – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:23 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การพัฒนาจิต – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (16) การพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (ต่อ) https://thaissf.org/er065/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er065 Tue, 07 Oct 2014 14:12:08 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/07/er065/ แบบทดสอบทางจิตวิทยาเป็นการวัดตัวอย่างพฤติกรรมที่เป็นตัวแทนของพฤติกรรมที่ต้องการวัด ขบวนการวัดที่จัดอยู่ในสภาวการณ์ที่มีความเป็นมาตรฐานและการให้คะแนนและการตีความหมายของคะแนนจะมีความเป็นปรนัย

Rathus (2008) กล่าวว่า การวัดหรือการวินิจฉัยบุคลิกภาพเป็นวิธีการประเมินตัวอย่างของพฤติกรรมเพื่อที่จะทำนายพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ซึ่งอาจสรุปได้ว่า การวัดหรือการประเมินเป็นการนำสิ่งที่ได้จากการศึกษามาทำการเปรียบเทียบ เพื่อที่จะแปลความหมายและสรุปเป็นลักษณะของบุคคลคนนั้น โดยมีลักษณะของความเป็นปรนัยและมีความเป็นมาตรฐาน

ดังนั้น แนวทางการวัดทางจิตวิทยาจึงทำได้หลายแนวทางด้วยกัน ได้แก่ การวัดตัวอย่างพฤติกรรมที่เป็นตัวแทนของพฤติกรรมที่ต้องการวัด กระบวนการวัดที่จัดอยู่ในสภาวการณ์ที่มีความเป็นมาตรฐาน รวมถึงการให้คะแนนและการตีความของคะแนน มีความเป็นปรนัย (Murphy & Davidshofer, 1991 อ้างถึงใน สุชีรา ภัทรายุตวรรตน์, 2551) โดยที่แบบทดสอบที่ดีนั้น จะต้องมีความเที่ยงตรงหรือความตรง (Validity) คือ ความสามารถในการวัดได้ถูกต้องตรงตามคุณสมบัติ ซึ่งความเที่ยงตรงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1) ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) คือ ความสามารถในการวัดได้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของแบบทดสอบซึ่งเป็นตัวแทนของสิ่งที่ต้องการวัดทั้งหมด ตัวอย่างของวิธีการหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เช่น การพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และการคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้อง (Item-Objective Congruence Index: IOC) (สุชีรา ภัทรายุตวรรตน์, 2551) (2) ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct validity) คือ ความสามารถในการวัดคุณลักษณะพฤติกรรมได้ตามที่ตั้งสมมติฐานตามทฤษฎีหรือโครงสร้างที่กำหนดไว้ ตัวอย่างของวิธีการหาความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor analysis) (3) ความเที่ยงตรงตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง (Criterion related validity) คือ ความสามารถในการวัดได้ถูกต้องตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น ตัวอย่างของวิธีการหาความเที่ยงตรงตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น Known-group technique และแบบทดสอบที่ดีจะต้องมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) คือ ความคงที่หรือความคงเส้นคงวา โดยเมื่อทำการวัดด้วยเครื่องมือใดๆ 2 ครั้ง แต่ละครั้งมีความเป็นอิสระจากกัน ตัวอย่างของการหาค่าความเชื่อมั่น เช่น การหาความคงที่ภายใน (Internal consistency) โดยการใช้ค่าสัมประสิทธิอัลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s Alpha reliability) (รัตติกรณ์ จงวิศาล, 2549; สุชีรา ภัทรายุตวรรตน์, 2551) นอกจากนี้แล้ว สิริอร วิชชาวุธ และคณะ (2550) ได้กล่าวถึงนักทฤษฎีบุคลิกภาพในปลายศตวรรษที่ 20 ได้มีการพยายามสร้างมาตรการในการวัดบุคลิกภาพ ซึ่งเรียกว่า แบบทดสอบ เพื่อที่จะนำผลที่ได้จากการวัดไปใช้อ้างอิงและเชื่อถือได้จริง แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Objective test และ Projective test โดยที่ Objective test จะเป็นแบบทดสอบที่มีข้อคำถามที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสามารถตัดสินถูก ผิดได้ มีเกณฑ์การให้คะแนน รวมถึงขอบเขตของคำตอบที่ชัดเจน เฉพาะเจาะจง ได้แก่ แบบทดสอบ The Minnesota Multiphasic Personality Inventory และแบบทดสอบ The California Personality Inventory ส่วน Projective test นั้น เป็นแบบทดสอบที่ไม่มีความชัดเจน คลุมเครือ ไม่ได้มีคำตอบที่แน่นอนตายตัว ได้แก่ แบบทดสอบ The Rorschach Inkblot Test และแบบทดสอบ The Thematic Apperception Test (Rathus, 2008)

นอกจากนี้แล้ว อลงกรณ์ มีสุทธาและสมิต สัชฌุกร (2540) ได้กล่าวถึง การประเมินในรูปแบบอื่นเพื่อให้ทราบถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วยการประเมินโดยยึดพฤติกรรมเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น

1. วิธีการประเมินแบบเน้นเหตุการณ์สำคัญ (Critical incidents)

วิธีการนี้เป็นการจดบันทึกเหตุการณ์ หรือพฤติกรรมที่สำคัญเป็นหลักฐาน มีการจดบันทึกลงในสมุดบันทึกซึ่งมีรายการที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อเป็นแนวทางในการจดบันทึก การบันทึกเหตุการณ์สำคัญนี้จะบันทึกทั้งในสิ่งที่ประสบความสำเร็จ หรือในแง่ที่ล้มเหลวและสามารถผ่านประสบการณ์นั้นมาได้ โดยผู้บันทึกจะต้องทำในลักษณะคล้ายกับบันทึกประจำวัน คือ บันทึกทันทีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น เพราะอาจลืมได้หากจะจำไว้บันทึกในภายหลัง

นอกจากนั้น Flanagan (1954 อ้างถึงใน รัตติกรณ์ จงวิศาล, 2549) ได้นิยามว่า Incident คือกิจกรรมของบุคคลที่สามารถสังเกตได้ ซึ่งมีความครบถ้วนอย่างเพียงพอที่จะทำการวินิจฉัยและทำนายเกี่ยวกับบุคคลที่แสดงพฤติกรรมนั้นๆ ส่วน Critical เป็น Incident ที่ต้องเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่มีจุดประสงค์หรือตั้งใจที่จะแสดงพฤติกรรมอย่างชัดเจน และผลนั้นมีความแน่นอนเพียงพอ

Flanagan ได้กล่าวถึงสิ่งที่สำคัญของวิธีการนี้ คือ จะต้องมีการรายงานโดยตรงหรือรายงานจากการบันทึกโดยปราศจากอคติ โดยบุคคลให้ความร่วมมือในการบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานที่ได้รับมอบหมาย วิธีการนี้พบว่า มีประสิทธิภาพมากในการให้ข้อมูลของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดของพวกเขา เช่น จากผู้ใต้บังคับบัญชาที่ให้ข้อมูลความผิดพลาดของผู้บังคับบัญชาของพวกเขา หรือจากผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องกับผู้ใต้บังคับบัญชา และจากผู้เข้าร่วมอื่นๆ

แต่ในขณะเดียวกันวิธีการนี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เนื่องจากต้องทำการบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆ อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เป็นภาระมาก ต้องเฝ้าสังเกตพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลา

2. วิธีการบรรยายความ (Free form essay, Free written evaluation, Essay description, Essay approach หรือ Narrative method)

โดยการให้เขียนบรรยายเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมทางด้านของสุขภาวะทางจิตวิญญาณของแต่ละคน บางครั้งในการบรรยายอาจเปิดกว้างโดยมิได้กำหนดขอบเขต เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เขียนเสนอมุมมองการมีสุขภาวะทางจิตวิญญาณได้โดยอิสระ หรืออาจมีการกำหนดหัวข้อที่ต้องการให้บรรยายไว้ ซึ่งวิธีการนี้มีข้อจำกัด เนื่องจากบางคนอาจมีความลำบากในการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกหรือพฤติกรรมผ่านการเขียน ทำให้ขาดประเด็นสำคัญไป

3. วิธีการประเมินโดยวิธีสัมภาษณ์ (Field interview method หรือ Field review method)

วิธีนี้จะไปสัมภาษณ์ผู้ที่มีสุขภาวะทางจิตวิญญาณเกี่ยวกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ รวมถึงรายละเอียดของผู้ที่ต้องการสัมภาษณ์ โดยผู้สัมภาษณ์จะเตรียมคำถามที่จะถามไว้ก่อน เมื่อสัมภาษณ์เสร็จ จะมีการจัดทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อพิจารณาและแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อได้ข้อมูลรายละเอียดของแต่ละบุคคลเรียบร้อยแล้ว อาจนำรายงานผลการสัมภาษณ์ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์รับรองความถูกต้องอีกครั้ง ซึ่งการใช้วิธีการสัมภาษณ์นี้มีข้อจำกัด เนื่องจากสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายมาก ต้องการความตั้งใจและความสามารถในวิธีการสัมภาษณ์ รวมทั้งความจริงใจของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (15) การพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (ต่อ) https://thaissf.org/er064/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er064 Wed, 01 Oct 2014 06:46:54 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/01/er064/ 1. ทบทวนตนเองบ่อย ๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง ทำให้รู้จักตนเองอย่างลึกซึ้ง มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตที่ชัดเจน เห็นถึงคุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่ และมีความสุขกับการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง

2. ฝึกควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง เช่น การฝึกสติให้ไวต่อสิ่งที่เข้ามากระทบ ปล่อยวางเปลี่ยนความคิด หรือการเปลี่ยนจุดสนใจ การทำกิจกรรมผ่อนคลาย ซึ่งช่วยให้สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขและอิสระ

3. ศึกษาจากต้นแบบ เลียนแบบพฤติกรรมและวิธีการที่ดี ฝึกทักษะที่พึงประสงค์ต่างๆ บ่อย ๆ

4. มีกัลยาณมิตร มีเพื่อนสนิทที่รู้ใจ เป็นการเติมเต็มพลังและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

5. ทำกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลให้กับตนเองได้ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง อ่านบทกวีต่างๆ เปิดโอกาสให้ตนเองได้สัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติ

6. ศึกษาธรรม ฝึกปฏิบัติธรรม การยึดมั่นในหลักคำสอนของศาสนาต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ช่วยให้มีการพัฒนาจิตปัญญาได้อย่างมั่นคง

7. เข้าร่วมอบรม ศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้แนวคิดและวิธีการทำงานซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในหน่วยงานของตนได้

ระดับองค์การ สามารถพัฒนาจิตปัญญาได้ดังนี้

1. มีนโยบายในการช่วยส่งเสริมการพัฒนาจิตปัญญาอย่างชัดเจน

2. มีระบบการคัดเลือกคนเข้าองค์การโดยการวัดใจ คือ ความรู้สึกรัก ชอบ มีใจอยากจะทำมากกว่าผลการเรียนหรือประสบการณ์ที่ผ่านมา

3. ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิต และคุณภาพชีวิตของบุคลากร นำผลการพัฒนาจิตปัญญาเป็นเป้าหมาย ค่านิยมองค์การ เชื่อมโยงถึงผลการให้รางวัลหรือการเลื่อนตำแหน่งต่าง ๆ

4. มีระบบชื่นชมคนทำดี สร้างคนให้ดี สร้างคนให้เก่ง ให้กล้าคิด กล้านำเสนอในเรื่องดี ๆ มีความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง มีการชื่นชมคนทำดีแม้เพียงเล็กน้อย เช่น มีกล่องความดี แผนที่ความดี เวทีเสวนาความดี วิทยุชุมชนชื่นชมคนดี เป็นต้น

5. การพัฒนาบุคลากรต้องเริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ การรู้จักลูกน้องอย่างแท้จริงรู้ว่าแต่ละคนมีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหน เลือกคนให้เหมาะสมกับงาน เปิดโอกาสให้ทำในสิ่งถนัด มีการพัฒนาในส่วนที่ขาด กำหนดเป้าหมายการพัฒนาให้ถึงระดับจิตปัญญา คือ ทุกคนมีความสุขในการทำงาน รู้สึกสงบ และเป็นอิสระ

6. มีตัวแบบ (Role model) สนับสนุนคนที่มีสุขภาวะทางจิตปัญญาให้เด่นเป็นต้นแบบที่ดี การทำให้ดู อยู่ให้เห็น เป็นตัวอย่าง เป็นแรงบันดาลใจที่ยั่งยืน มั่นคง และช่วยให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งคนที่เป็นต้นแบบและคนที่อยากเรียนรู้

7. สร้างบรรยากาศการทำงานให้เป็นบรรยากาศของการเรียนรู้และแบ่งปัน มีระบบพี่สอนน้องมีการส่งต่อรุ่นต่อรุ่น มีคู่หู มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ทักษะชีวิตแก่กันและกัน

8. จัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาจิต ทั้งด้านบุคคล ส่งเสริมให้มีบรรยากาศการทำงานที่เอื้ออาทร อยู่กันแบบพี่แบบน้อง เป็นครอบครัวเดียวกัน ด้านสิ่งแวดล้อมจัดสถานที่ทำงานให้น่าอยู่เหมือนบ้าน มีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ผ่อนคลายสบายตา เช่น มีสวนหย่อม มีสนามหญ้า มีสวนสุขภาพ เป็นต้น

9. มีระบบการจัดการกับอารมณ์ของกลุ่ม เช่น มีการตรวจสอบเพื่อพัฒนาไม่ใช่หาคนทำผิด มีระบบการฝึกอบรมน้องใหม่ในการแก้ปัญหาภาวะอารมณ์ของคนไข้ มีพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือ และทำให้ดูเป็นตัวอย่าง มีการช่วยเหลือส่งต่อคนไข้ หากอีกคนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้หรือมีระบบแตะมือ มีแนวทางการปฏิบัติเมื่อมีปัญหาด้านอารมณ์ เช่น เชิญให้นั่ง เสริฟน้ำเย็นให้ดื่ม มีทีมคอยช่วยแก้ไขปัญหา เป็นต้น

10. มีนโยบายสนับสนุน ส่งเสริมให้บุคลากรได้ปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนาของตนเอง เช่น การไปฝึกปฏิบัติธรรมโดยไม่ถือเป็นวันลา มีงบสนับสนุน มีรถบริการ มีห้องให้ละหมาด มีผลต่อการพิจารณาความดีความชอบ เป็นต้น

11. ส่งเสริมให้ทุกคนได้เข้าอบรมที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาทางจิตปัญญา

12. ส่งเสริมให้บุคลากรได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือกิจกรรมที่มีโอกาสเห็นความทุกข์ของคนอื่น เห็นคนไข้เป็นองค์รวม เห็นความเชื่อมโยงของทุกสิ่ง

13. ขยายขอบเขตงานให้มีการแลกเปลี่ยนหน้าที่กันบ้างเพื่อจะได้เรียนรู้และเข้าใจกันมากขึ้น หรือเปิดโอกาสให้ทำงานในสิ่งที่ถนัด ซึ่งอาจจะนอกเหนือบทบาทหน้าที่ ช่วยพัฒนามุมมองให้กว้างขึ้น

ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ (2552) ได้เสนอแนวคิดว่า มนุษย์สามารถพัฒนาจิตได้ในหลายวิธีการ ได้แก่

1. การทบทวนตัวเอง

2. การได้สัมผัสและซึมซับความทุกข์จากการทำงานที่ต้องเผชิญกับภาวะอารมณ์รุนแรง ความกดดัน จากการทำงาน ความเสี่ยงจากการใช้ชีวิต

3. การศึกษาจากต้นแบบที่เหมาะสม

4. การมีกัลยาณมิตร

5. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

6. การคิดเชิงบวก

7. การเอาใจเขามาใส่ใจเรา

8. การปรับตัวเข้าหาคนอื่น

นอกจากนี้พระพรหมคุณากรณ์ (2549) กล่าวถึงระดับการพัฒนาจิตว่าจะต้องมีการพัฒนาทั้ง 3 ส่วน คือ คุณภาพจิต สมรรถนภาพจิต และสุขภาพจิต โดย คุณภาพจิต คือ องค์ประกอบหรือสภาพจิตที่เรียกว่าคุณธรรมหรือความดี ได้แก่ เมตตา ไมตรีจิต กรุณา ความสงสาร เห็นใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความรู้จักร่วมใจหรืออุดหนุนส่งเสริม ความสุภาพอ่อนโยน ความกตัญญู ความมีศรัทธา เป็นต้น ส่วนสมรรถภาพจิต ได้แก่ ความเพียรพยายาม ความขยัน ความเข้มแข็ง ความอดทน ความใฝ่รู้ใฝ่ทำ ความรับผิดชอบ ความมีสติ ความยับยั้งชั่งใจ ความจริงใจจริงจัง ความมั่นใจ ความแน่วแน่มั่นคง มีสมาธิ เป็นต้น และสุขภาพจิต คือ สภาพจิตหรือภาวะจิตที่ดี ได้แก่ ความอุ่นใจ ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ ความซาบซึ้ง ความร่าเริงสดใส ความสงบเย็น ความผ่อนคลาย ความชื่นใจ ความโปร่งโล่ง ความเบิกบานใจ เป็นต้น ตรงข้ามกับสภาพที่เป็นทุกข์ ไม่เกื้อกูล เช่น ความขุ่นมัว ความโศกเศร้า ความเศร้าหมอง ความคับแค้น ความเหงา ความว้าเหว่ เป็นต้น

จากการทบทวนเอกสารพบว่า การพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณสามารถทำได้ โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ ทั้งปัจจัยที่เป็นการพัฒนาในระดับบุคคล โดยการทบทวนตนเอง การฝึกควบคุมอารมณ์ การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ การปฏิบัติธรรม การฝึกสติ การภาวนาและการทำสมาธิ และปัจจัยที่เป็นการพัฒนาในระดับองค์การ โดยการมีนโยบายส่งเสริม การคัดเลือก สรรหา และการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณของบุคลากร สร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

]]>