การผสมเทียม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การผสมเทียม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 อุ้มบุญ (57) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 12 https://thaissf.org/cd087/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd087 Thu, 04 Dec 2014 05:46:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/04/cd087/ ต้องการมีลูกคนเดียวแล้วพอ หรือการมีลูกคนหนึ่งแล้วต้องการอีกคนหนึ่งแล้วพอ คือมีข้อกำหนดที่ออกมาชัดเจน

ในแง่ของการคัดเลือกพันธุกรรมค่อนข้างจะลำบากในการตัดสินใจ ในทางปฏิบัติจริง ก็มีการเลือกอย่างกลายๆ อยู่แล้วว่า เพราะในแง่ผู้ปฎิบัติเราก็อยากให้คนไข้ที่มาทำกับเราท้องให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไข้

ส่วนตัวอ่อนที่เหลือจะทำอย่างไร ขอยกตัวอย่างคล้ายๆกับไข่ของหญิงที่ตกลงมาทุกวันทุกวันมันก็ถือเป็นสิ่งมีชีวิต เมื่อตกอยู่ในท้องเรา เราก็ทำให้มันตายไป หรือว่าเชื้ออสุจิที่มีการช่วยตัวเองให้มันออกมาเป็นการฆ่าเขาหรือเปล่า มันก็ออกมาเป็นล้านๆตัว เราไม่ได้ฆ่าชีวิตคนเป็นล้านๆ คนเสมอๆ หรือเปล่า

การเลือกพันธุกรรมตามความต้องการ ทำไมหมอศัลยกรรมตกแต่งทำให้หญิงสวยขึ้นได้ ทำไมผู้หญิงคนนั้นจะคัดเลือกลูกของเขาให้สวยหล่อไม่ได้ เราก็คิดไปได้มันก็จะมีข้อถกเถียงตลอดเวลาในลักษณะของทางนั้น

ในภาพรวมอยากจะได้ภาพที่ว่าเทคโนโลยีนี้ต้องมีองค์กรมาควบคุม ซึ่งอาจจะเป็นแพทยสภา ราชวิทยาลัย สูตินารีแพทย์ หรือองค์กรอะไรก็ได้ที่รวบรวมเข้ามา ร่างเป็นตุ๊กตาออกมาเป็นแนวปฏิบัติเลยว่า เราควรจะทำอย่างไร ไม่ควรจะทำอะไร เสร็จแล้วก็เอาตุ๊กตามาเสนอในประชาคม อาจจะเป็นแบบพวกเราอย่างนี้ก็ได้ครับ หลายๆ ความเห็นแล้วดูว่าประชาคมยอมรับไหม ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติ แต่ผมอยากให้กฎหมายออกมารับรองสิ่งที่เราทำขึ้น อย่างเช่นการตั้งครรภ์แทนอย่างนี้

ความเห็นที่ 9

ถ้าเราทำตัวนี้ได้ก็จะเป็นการสื่อสารกับสังคมให้เข้าใจว่า ตัวอ่อนคืออะไร ถ้าเราพูดว่า “ตัวอ่อน” แล้วทำความเข้าใจได้ว่าตัวอ่อนคืออะไร เมื่อเราพูดว่าเราจะไปเป็นจะต้องทำลายตัวอ่อนเราก็จะมีความเข้าใจมากขึ้นว่า การทำลายตัวอ่อนมันคือการทำลายอะไร เพราะไม่ใช่ให้คนคิดว่าตัวอ่อนนี้จะเป็นทารก นั่นคนจะเป็นกังวลมากว่ามันจะบาปหรือไม่ ความเข้าใจเช่นนี้มีความหมายมากในการที่จะทำให้คนเข้าใจตัวเทคโนโลยี และทางเลือกที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตเขา

ความเห็นที่ 10

ในด้านของนักพันธุ์ศาสตร์ ถือว่าไม่มีคนใดที่จะสมบูรณ์แบบ (completely perfect) ทางพันธุกรรม จะขอกล่าวตรง ๆ ว่าผู้พูดเองก็เป็นโรคทางพันธุ์ศาสตร์ คือ G6PD เป็นโรคเม็ดเลือดแดงแตกง่าย และเป็นพาหะของโรคทธาลัสซีเมียด้วย แต่ก็สามารถมายืนพูดอยู่ตรงนี้ได้ และสามารถดำรงความเป็นแพทย์อยู่ตรงนี้ได้แม้จะมีพันธุกรรมที่ผิดปกติก็ตาม และยังมีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์หลายคนที่เป็นโรคพันธุกรรมเพราะฉะนั้นใครจะป็นคนตัดสินว่าโรคทางพันธุกรรมโรคใดมีความร้ายแรง ขนาดไหน

อีกตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอ คือ โรค Down’s syndrome ผมเองได้มีโอกาสได้ดูแลเด็กกลุ่มอาการดาวน์ค่อนข้างมาก ก็พบว่าเด็กดาวน์บางคนที่เราคิดว่าเขาปัญญาอ่อน แต่ความสามารถด้านอื่นของเขาผมคิดว่าเขามีความสามารถเหนือกว่าผมด้วยซ้ำ เช่น เด็กดาวน์คนหนึ่งที่เขาสามารถเต้น และสามารถแสดงออกทางดนตรีซึ่งเหนือกว่าผมแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ ก็เหนือกว่าผมและเหนือกว่าคนทั่วๆไป

อีกอย่างหนึ่งก็คือการจะคัดเลือกทางพันธุ์กรรมใดๆ หรือการทดสอบทางพันธุกรรม (genetic testing) แพทย์ทางพันธุศาสตร์จะถือว่าต้องมีการให้คำปรึกษา (counseling) ก่อน เรียกว่า pre-test counseling ก่อนที่จะทดสอบทุกอย่าง ต้องให้ความรู้ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ป่วย ผู้ป่วย หรือคู่สามีภรรยา ว่าโรค ทางพันธุกรรมนั้นมีอาการอย่างไรและมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด โรคทางพันธุกรรมบางอย่างอาจจะมีความรุนแรงมาก แต่ก็มีบางโรคที่ไม่ได้รุนแรงอย่างที่เราคิด ขอยกตัวอย่าง เด็กกลุ่มอาการ Down’s syndrome ที่เรารู้จักกันดี เด็กดาวน์จะมีตั้งแต่ IQ ที่ปัญญาอ่อนมาก ๆ จนกระทั่งถึงที่สามารถเรียนรู้ร่วมได้ คือสามารถเข้าโรงเรียนได้เรียนร่วมกับปกติได้ ซึ่งมีความช่วยเหลือจากสังคมและสังคมได้ให้การยอมรับมากขึ้น มีการให้การศึกษาแก่พวกเขา เขาสามารถเรียนร่วมกับเด็กอื่นได้ หลายท่านอาจจะรู้จัก “น้องลูกน้ำ” ซึ่งตอนนี้จบปริญญาตรีแล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าค่อนข้างหลากหลายไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นอย่างที่เราคิด ดังนั้นเราต้องให้ข้อมูลกับคู่สามีภรรยา ต้องให้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงซึ่งก็คือตัวอ่อนเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งอันนั้นมันทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นก็ต้องให้คู่สามีภรรยาเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งต้องเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและละเอียดมากที่สุด

]]>
อุ้มบุญ(49) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 4 https://thaissf.org/cd079/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd079 Thu, 27 Nov 2014 09:45:01 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/27/cd079/ ไม่ยอมรับว่าสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากส่วนของมนุษย์เป็นทรัพย์ เพราะจะกระทบว่ามนุษย์จะเป็นทรัพย์ได้อย่างไร ในเมื่อมนุษย์ไม่เป็นทรัพย์ เพราะฉะนั้นส่วนของมนุษย์ก็ไม่น่าเป็นทรัพย์ด้วย แต่ว่าจะละเลยไม่ดูแลเลยก็เป็นไปไม่ได้ จึงควรที่จะคุ้มครองในระดับหนึ่ง จึงยอมรับสภาพการเป็น Quasi-property แต่ปัญหามีว่าเมื่อมีการผสมกันแล้ว แล้วเก็บเอาไว้แล้วและพ่อแม่ไม่ต้องการ หรือคนใดคนหนึ่งต้องการ การต้องการของคนใดคนหนึ่งจะก่อหน้าที่คือโดยสภาพการเป็นบิดามารดาก่อหน้าที่ทั้งสองฝ่าย อีกฝ่ายหนึ่งจะไปขออนุญาตเรียกร้องเพื่อที่จะตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ในกรณีนี้ในอเมริกา จะให้เป็นเรื่องของความยินยอมของทั้งสองฝ่ายเพราะว่าการที่จะเกิดบุตร จะต้องเป็นเรื่องของความยินยอมของทั้งบิดามารดา

ความเห็น 3:

คำจำกัดความของ “ตัวอ่อน” ต้องทำให้ชัดเจน และต้องคุ้มครอง

การคุ้มครองต้องพิจารณาเรื่องเงื่อนเวลาด้วยว่า การเก็บตัวอ่อนควรเก็บไว้นานเท่าไร มีกรณีที่เกิดในประเทศอังกฤษที่เศรษฐีประเทศตะวันออกกลางไปผสมเทียมที่นั่นแล้วหลังจากกลับประเทศไปแล้วบังเอิญตายทั้งคู่ เขามีทรัพย์สินมากและมีพินัยกรรมระบุ ยกทรัพย์สินทั้งหมดนี้ให้กับตัวอ่อนของเขาที่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ โดยจะจัดการอย่างไรก็ได้ที่ให้ตัวอ่อนเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ได้ เพื่อให้ทรัพย์สินทั้งหมดแก่ตัวอ่อน กรณีนี้อังกฤษจึงออกกฎหมายกฎหมายกำหนดระยะเวลาการเก็บตัวอ่อน ประเด็นที่จะติดตามมาคือกำหนดว่าให้การเก็บตัวอ่อนได้นานเท่าไร เทคโนโลยีนี้แม้เป็นเทคโนโลยีพื้นฐาน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ เพราะว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลของคนที่มีความชำนาญและรู้เท่านั้นทำให้สามารถที่จะเอาไป abuse ได้กับคนทั่วไป

ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องแพทยสภาที่ทุกคนเห็นว่าหลายอย่างควรจะต้องให้แพทยสภาเป็นคนทำ แม้ว่าจะเห็นด้วย แต่ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด สิ่งที่ควรจะทำคือให้ประชาคมและคนซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรที่จะเป็นคนทำเรื่องนี้แล้วเสนอเรื่องนี้ไปให้องค์กรวิชาชีพที่รับผิดชอบ หรือแม้แต่เราเองก็ทำได้ เราไม่ควรจะให้องค์กรรับผิดชอบหรือให้องค์กรวิชาชีพทำฝ่ายเดียว เพราะเนื่องจากว่าทุกองค์กรวิชาชีพมีทั้งข้อแข็งและข้ออ่อน ข้ออ่อนขององค์กรวิชาชีพทุกองค์กรที่สำคัญคือว่าจะมองภาพไม่รอบด้าน ในขณะที่ประชาคมลักษณะแบบนี้ซึ่งรวมคนจากหลากหลาย จะมองได้รอบด้านกว่า

ความเห็น 4:

ประเด็นที่หนึ่ง ข้อมูลข้อบังคับแพทยสภาเรื่องมาตรฐานเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เป็นมาตรฐานแรกที่แพทยสภาออกใช้ ก่อนหน้านั้นแพทยสภาได้ออกประกาศเกณฑ์วินิจฉัยสมองตาย แต่ก็ไม่ใช่มาตรฐานวิชาชีพ

ประกาศเกณฑ์วินิจฉัยสมองตาย ที่แพทยสภาออกนั้นทำโดยคำแนะนำของนักกฎหมายโดยที่คำว่า “ตาย” ในทางกฎหมายไม่มีคำจำกัดความ กฎหมายก็จะไปเปิดพจนานุกรมว่าคำจำกัดความว่าเป็นอย่างไรก็ใช้คำนั้น ถ้าหากจะแก้กฎหมาย เรื่องตายนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก จึงมีประชุมกันระหว่างนักกฎหมายกับแพทย์ และได้ข้อสรุปว่าให้แพทยสภาไปออกเกณฑ์วินิจฉัยสมองตายขึ้นมา หลังจากนั้นมาตรฐานที่ออกมานี้สถานะก็เป็นกฎหมาย แต่เป็นกฎหมายวิชาชีพ เพราะออกตามข้อบังคับของแพทยสภาที่กำหนดว่าแพทย์จะต้องปฏิบัติตาม

สำหรับมาตรฐานที่แพทยสภาออกมาก็เป็นมาตรฐานที่ใช้เวลาสามปีกว่าจะเสร็จ เพราะก็จะเชิญทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันช่วยกันคิด ปัญหาคือว่าเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีความเจริญมากและมีความซับซ้อนมากเกินกว่าที่แพทย์ทั่วไปจะเข้าใจได้ และเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ แล้วจะทำอย่างไรให้กฎเกณฑ์ที่ออกมานี้เป็นที่เข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ได้พยายามทำความเข้าใจความเจริญของวิชานี้โดยให้อาจารย์ทางสูติจากวิทยาลัยสูติอธิบายทั้งหมด เขียนยกร่างทั้งหมด แล้วก็เอามาแปลงเป็นภาษาที่ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นเกณฑ์นี้ก็จะเป็นเกณฑ์ของทั้งตัวสถาบันว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ตัวบุคลากรว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ตัวกระบวนการว่าต้องทำอย่างไรบ้าง นอกจากเกณฑ์ทั่วไปแล้วจะมีคำอธิบายค่อนข้างละเอียด บอกหมดเลยว่าจะทำแต่ละเรื่อง จะมีอัตราความเสี่ยงอย่างไรบ้าง อัตราความสำเร็จแค่ไหน อย่างไร ค่อนข้างยากมากในแต่ละอัน แล้วตอนที่เขียนก็มีช่องโหว่ ดังอาจารย์ได้กล่าวถึงแล้วก็คือ ตัวอ่อนนี้ที่เหลือจะเอาไปทำอย่างไร ขณะนั้นยังไม่ได้ข้อยุติว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไรต่อไป

การประชุมวันนี้คงมีประโยชน์เพื่อคิดต่อตรงนี้ว่าเราจะออกกฎเกณฑ์อย่างไรต่อไป ผลที่สุดแล้วก็คงต้องมีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีบทบาทหน้าที่ที่จะต้องทำต่อไป แพทยสภาคงมีหน้าที่ที่จะทำตรงนี้ ในกระบวนการเห็นด้วยว่าคงต้องมีหลายท่านมาช่วยกันคิดก่อนที่จะออกกฎเกณฑ์ต่างๆ นี้ต่อไป

ประเด็นที่สองคือ เรื่องชื่อเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เป็นคำที่ใช้มาก่อนค่อนข้างนานประมาณ 10 กว่าปีแล้ว ก่อนนั้นก็ผสมเทียม คำว่าผสมเทียมเข้าใจว่าแทนที่หญิงชายจะร่วมประเวณีกันแล้วเกิดลูก นั่นคือผสมจริง ก็เปลี่ยนเป็นการเอาเชื้อไปโดยที่ไม่มีการร่วมประเวณีแล้วก็เกิดลูกเรียกว่า “ผสมเทียม” ความหมายเป็นอย่างนั้น แต่ลักษณะของปฎิสนธิเป็ลักษณะของธรรมชาติที่เกิดขึ้นแล้วแต่เราจะตีความ

]]>
อุ้มบุญ (44) บรรยายพิเศษเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ตอนที่ 1 https://thaissf.org/cd074/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd074 Tue, 18 Nov 2014 10:19:01 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/18/cd074/ การใช้เชื้ออสุจิบริจาค ซึ่งก็จะมีปัญหาทางด้านกฎหมายตามมาว่าใครจะมีสิทธิเป็นบิดาของเด็กที่เกิดมาด้วยวิธีนี้ แต่หากเป็นการผสมเทียมที่ใช้เชื้อของสามีแล้วส่วนใหญ่มักจะไม่เกิดปัญหา

2. เทคนิคการทำกิ๊ฟ (GIFT, ……)

โดยทั่วไปวิธีการนี้จะเป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อย่างแท้จริงคือ การนำไข่ของฝ่ายหญิงที่เก็บไข่ออกมาจากร่างกายไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยปกติแพทย์จะต้องกระตุ้นไข่ให้เกิดการตกไข่พร้อมกันหลายฟอง ในการเก็บไข่แต่ละครั้ง อาจจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อร่างกายของฝ่ายหญิงได้ หลังจากนั้นแพทย์ก็จะเอาไข่กับเชื้ออสุจิใส่กลับเข้าไปทางหลอดมดลูก และปล่อยให้ผสมกันตามธรรมชาติ หากเปรียบเทียบกับการทำเด็กหลอดแก้ว ในปัจจุบันจะมีแนวโน้มในการทำเด็กหลอดแก้วมากกว่าการทำกิ๊ฟ เพราะนอกจากการทำกิ๊ฟคนไข้จะเจ็บตัว เพราะจะต้องมีการเจาะหน้าท้องคนไข้เพื่อเข้าไปวางไข่กับเชื้ออสุจิ ใส่กลับเข้าไปในร่างกายแล้ว ในขณะที่การทำเด็กหลอดแก้ว แพทย์จะการเก็บไข่ผ่านทางช่องคลอดโดยใช้เข็มแทงเข้าไปผ่านทางช่องคลอดแล้วจึงดูดไข่ออกมาจากร่างกาย แล้วนำมาผสมกับเชื้ออสุจิในห้องทดลอง หลังจากไข่กับอสุจิผสมกันเรียบร้อยและแบ่งตัวเป็นตัวอ่อนแล้วระดับหนึ่ง แพทย์จึงจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูก

3. เทคนิคการทำอิกซี่ (ICZY…………….)

สำหรับการทำอิกซี่จะทำในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิจำนวนน้อยหรือไม่มีเชื้ออสุจิเลย แพทย์จะเข้าไปเก็บเชื้ออสุจิจากอัณฑะของฝ่ายชาย แล้วนำมาฉีดผสมกับไข่ จนพัฒนาเป็นตัวอ่อน แล้วแพทย์จึงนำตัวอ่อนนั้นใส่กลับเข้าไปในมดลูกเหมือนกับการทำเด็กหลอดแก้ว ขั้นตอนของการทำอิกซี่จะแตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้วเพียงขั้นตอนเดียวคือ การทำเด็กหลอดแก้ว แพทย์จะปล่อยให้เชื้ออสุจิกับไข่ผสมกันเอง ในขณะที่การทำอิกซี่นั้นแพทย์จะบังคับให้เกิดการปฏิสนธิขึ้น โดยการใช้เชื้ออสุจิฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง ฉะนั้นแนวโน้มในการทำอิกซี่ปัจจุบันจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากรับประกันได้ว่าน่าจะปฏิสนธิและเกิดตัวอ่อนขึ้นภายนอกร่างกาย

เทคนิคที่เพิ่มเติมขึ้นจากการทำอิกซี คือ blastosis ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นการทำเด็กหลอดแก้วแบบหนึ่ง ซึ่งจะมีการเลี้ยงตัวอ่อนนานขึ้น กล่าวคือโดยทั่วไปการใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูกมักใส่ในระยะที่ตัวอ่อนพัฒนาขึ้นแล้ว ประมาณ 2 – 4 วัน ซึ่งก่อนที่ตัวอ่อนจะพัฒนาเป็นระยะที่เรียกว่า blastosis ด้วยเทคนิคนี้ แพทย์จะเลี้ยงตัวอ่อนภายในห้องทดลองให้นานขึ้น อาจเป็นระยะ 5 – 6 วัน เพื่อให้ตัวอ่อนนั้นอยู่ในระยะที่มีการแบ่งตัวประมาณ………. ซึ่งตัวอ่อนจะพัฒนามากขึ้น ทำให้โอกาสของการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูกมีมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นในเนื้อแท้ของ blastosis ก็คือการทำเด็กหลอดแก้วประเภทหนึ่ง เพียงแต่ระยะของการเลี้ยงจะนานขึ้น ซึ่งตรงนี้จะมีปัญหาในแง่ศีลธรรมในบางศาสนาหรือขนบธรรมเนียมประเพณีว่านักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์ควรจะยุ่งกับตัวอ่อนในระยะนี้หรือไม่

นอกจากนี้ เทคนิคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างจะหมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมและจรรยาแพทย์ รวมไปถึงในแง่ของกฎหมายพอสมควร เช่น

1. การใช้เชื้ออสุจิบริจาค – ซึ่งการใช้เชื้ออสุจิบริจาคมีอยู่หลายขั้นตอน เช่น คู่รักเพศเดียวกันต้องการมีลูก ซึ่งในทางปฏิบัติเราไม่มีกฎหมายรองรับ แม้ว่าในทางจรรยาแพทย์ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ การไม่มีกฎหมายรองรับในลักษณะนี้ หากผู้ขอรับบริการไม่ได้รับบริการ จะสามารถฟ้องร้องแพทย์โดยอ้างสิทธิของเขาในแง่ของการขอรับการรักษาแต่ไม่ได้รับบริการได้หรือไม่

2. การใช้ไข่บริจาค – ซึ่งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างซับซ้อนขึ้น เนื่องจากในกระบวนการให้ใช้เทคโนโลยี เพราะจะได้ไข่จากการบริจาค แพทย์จะต้องให้ยาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตกไข่พร้อมกันหลายๆใบ ทำให้ผู้บริจาคเกิดความไม่สะดวกและเจ็บตัว เนื่องจากต้องฉีดยาทุกวัน เป็นระยะเวลาประมาณ 9 – 10 วัน และที่สำคัญการเก็บไข่ จะต้องแทงเข็มผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้บริจาค ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะภายในได้ และยังเกิดค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงสำหรับการดำเนินการดังกล่าว

ประเด็นที่เกิดขึ้นคือ ไข่ที่ได้นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร ในกรณีที่มีสัญญาบริจาคไข่ สัญญานั้นจะถูกต้องตามกฎหมายและบังคับใช้ได้หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดชัดเจน หรืออาจมีกฎหมายใกล้เคียงปรับได้ว่าไข่นั้นจะมีสภาพเป็นอะไร เป็นสมบัติตามกฎหมายของใคร แต่ก็ไม่มีกฎหมายโดยตรงหรือมารองรับว่าในลักษณะนี้ ถ้ามีการเกิดขึ้นแล้วจะอยู่ในสภาพแบบไหน

]]>
อุ้มบุญ (23) ข้อพิจารณาและผลกระทบทางการวิจัยทางการแพทย์และเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ https://thaissf.org/cd053/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd053 Thu, 16 Oct 2014 10:02:21 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/16/cd053/ 1. การฉีดเชื้อหรือการผสมเทียม

การฉีดเชื้อหรือการผสมเทียม เป็นเทคโนโลยีง่ายๆ ที่แพทย์นำเอาเชื้ออสุจิของฝ่ายชายฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง แล้วปล่อยให้มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

2. เทคนิคการทำกิ๊ฟ (Gamete Intra-Fallopian Transfer, GIFT)

โดยทั่วไปวิธีการนี้จะเป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อย่างแท้จริงคือ การนำไข่ของฝ่ายหญิงที่เก็บไข่ออกมาจากร่างกายไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยปกติแพทย์จะต้องกระตุ้นไข่ให้เกิดการตกไข่พร้อมกันหลายฟอง แล้วนำมาผสมกับเชื้ออสุจิในห้องทดลอง หลังจากนั้นแพทย์ก็จะเอาไข่กับเชื้ออสุจิใส่กลับเข้าไปโดยเจาะหน้าท้องและใส่กลับทางหลอดมดลูก และปล่อยให้ผสมกันตามธรรมชาติภายในร่างกาย

3. เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization and Embryo Transfer)

เทคนิคคล้ายๆ กับการทำ GIFT โดยแพทย์จะเก็บไข่ไว้ล่วงหน้าเช่นเดียวกัน แต่จะนำไข่และอสุจิผสมกันในห้องทดลอง และจากหลังจากไข่กับอสุจิผสมกันเรียบร้อย แพทย์จะรอจนแบ่งตัวเป็นตัวอ่อนแล้วระดับหนึ่ง จึงจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูกผ่านทางช่องคลอด

4. เทคนิคการทำอิกซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI)

สำหรับการทำอิกซี่จะทำในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิจำนวนน้อยหรือไม่มีเชื้ออสุจิเลย แพทย์จะเข้าไปเก็บเชื้ออสุจิจากอัณฑะของฝ่ายชาย แล้วนำมาฉีดผสมเข้าไปในไข่ จนพัฒนาเป็นตัวอ่อน แล้วแพทย์จึงนำตัวอ่อนนั้นใส่กลับเข้าไปในมดลูกเหมือนกับการทำเด็กหลอดแก้ว ขั้นตอนของการทำอิกซี่จะแตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้วเพียงขั้นตอนเดียวคือ การทำเด็กหลอดแก้ว แพทย์จะปล่อยให้เชื้ออสุจิกับไข่ผสมกันเอง ในขณะที่การทำอิกซี่นั้นแพทย์จะบังคับให้เกิดการปฏิสนธิขึ้น

ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะใช้เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว และการเทคนิคการทำอิกซี่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากประกันได้ระดับหนึ่งว่าจะมีการปฏิสนธิและเกิดตัวอ่อนขึ้นภายนอกร่างกาย ก่อนนำกลับเข้าไปในร่างกาย นอกจากนี้ การเก็บและเลี้ยงตัวอ่อนที่ปฎิสนธิแล้วให้เจริญเติบโตภายในห้องทดลองให้นานขึ้นระยะหนึ่ง เป็นการเพิ่มโอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อนภายในมดลูกมีมากยิ่งขึ้นด้วย

เป้าหมายสำคัญของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ คือการช่วยให้คู่สมรสที่มีปัญหาการมีบุตรยาก ได้รับโอกาสที่จะได้มีบุตร ประโยชน์อีกประการหนึ่งซึ่งถือเป็นผลพลอยได้สำคัญจากเทคโนโลยีดังกล่าว คือการได้เซลล์ต้นตอจากตัวอ่อน (Embryonic Stem cell) ที่เกิดจากการผสมเทียม

เซลล์ต้นตอ คือ เซลล์ที่ไม่มีความจำเพาะ (unspecialized cell) มีความสามารถในการแบ่งเซลล์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัดและสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะได้ ดังนั้น ในทางการแพทย์ สามารถนำเซลล์ต้นตอมาเพาะเลี้ยง และบังคับให้เซลล์ดังกล่าวพัฒนาต่อไปเป็นเซลล์ของอวัยวะที่ต้องการ เช่น เซลล์สมอง เซลล์หัวใจ เซลล์ตับอ่อน เพื่อนำไปรักษาโรคที่เกี่ยวเนื่องจากความเสื่อมของเซลล์ที่อวัยวะนั้นๆ เช่น การนำเซลล์สมองที่เกิดขึ้นจากเซลล์ต้นตอไปปลูกถ่ายเพื่อรักษาโรคสมองเสื่อมอัลไซม์เมอร์ (Alzhimer) หรือโรคสั่นพาร์กินสัน (Parkinson) นำเซลล์หัวใจใหม่ปลูกถ่ายทดแทนในการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นต้น

อย่างไรก็ดี แหล่งของเซลล์ต้นตอมิได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ตัวอ่อนเท่านั้น แพทย์สามารถใช้เซลล์ต้นตอที่ปะปนอยู่ในกระแสเลือดของบุคคล (Adult Stem cell) หรือจากสายสะดือของทารก หรือแหล่งอื่นๆ แต่การใช้เซลล์ต้นตอจากแหล่งดังกล่าว มักพบปัญหาผู้บริจาคที่มีจำนวนไม่เพียงพอ ยังอาจพบปัญหาที่เซลล์ต้นตอที่มีอยู่ไม่ตรงกับผู้รับบริจาคและนำไปใช้ไม่ได้ หรือร่างกายผู้รับบริจาคไม่ยอมรับเซลล์ต้นตอที่นำไปใส่ใหม่ เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามหาทางสร้างเซลล์ต้นตอจากตัวอ่อนโดยใช้เทคนิคการสำเนาสิ่งมีชีวิต (Cloning) มาใช้

จากพื้นฐานความก้าวหน้าทางการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคที่ทำให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกมดลูก (เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization and Embryo Transfer, IVF-ET) เมื่อนำมาผสมผสานกับความรู้และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ก็จะสามารถสร้างตัวอ่อน (Embryo) โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโคลนนิ่ง

เทคนิคการทำโคลนนิ่งทำได้โดย การนำไข่ออกมาจากร่างกายและนำนิวเคลียสของไข่นั้นออก จากนั้นนำนิวเคลียสของเซลล์ร่างกายต้นแบบ มาใส่ในไข่ที่นำนิวเคลียสออกไปแล้วนั้น กระตุ้นเซลล์จนเกิดการแบ่งตัว เช่นเดียวกับเซลล์ที่ปฏิสนธิตามปกติ เมื่อเซลล์แบ่งตัวจนถึงระดับหนึ่งก็จะพัฒนาจนมีเชลล์ต้นตอที่สามารถนำมาใช้เพื่อการรักษาได้ แต่หากปล่อยให้เซลล์ดังกล่าวพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ และนำไข่ดังกล่าวไปใส่กลับเข้าไปในร่างกายและปล่อยให้ฝังตัวในมดลูก ไข่นั้นก็อาจจะเติบโตเป็นมนุษย์

ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะนำเทคโนโลยีโคลนนิ่งมาช่วยในการรักษา (Therapeutic Cloning) แพทย์จะนำนิวเคลียสเซลล์จากผู้ป่วยเพื่อนำมาเป็นต้นแบบสำเนา เพื่อให้เซลล์ต้นตอที่เกิดขึ้นมีพันธุกรรมเดียวกันกับผู้รับ ลดปัญหาการต่อต้านจากร่างกาย อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาในช่วง 2-3 ปีมานี้ มีข่าวเผยแพร่ออกมาเป็นระยะว่านักวิทยาศาสตร์ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้สร้างมนุษย์ (Reproductive cloning) แม้ว่าในประเทศหลายประเทศมีกฎหมายห้ามดำเนินการดังกล่าว

]]>