การทำอิ๊กซี่ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การทำอิ๊กซี่ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 อุ้มบุญ (44) บรรยายพิเศษเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ตอนที่ 1 https://thaissf.org/cd074/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd074 Tue, 18 Nov 2014 10:19:01 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/18/cd074/ การใช้เชื้ออสุจิบริจาค ซึ่งก็จะมีปัญหาทางด้านกฎหมายตามมาว่าใครจะมีสิทธิเป็นบิดาของเด็กที่เกิดมาด้วยวิธีนี้ แต่หากเป็นการผสมเทียมที่ใช้เชื้อของสามีแล้วส่วนใหญ่มักจะไม่เกิดปัญหา

2. เทคนิคการทำกิ๊ฟ (GIFT, ……)

โดยทั่วไปวิธีการนี้จะเป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อย่างแท้จริงคือ การนำไข่ของฝ่ายหญิงที่เก็บไข่ออกมาจากร่างกายไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยปกติแพทย์จะต้องกระตุ้นไข่ให้เกิดการตกไข่พร้อมกันหลายฟอง ในการเก็บไข่แต่ละครั้ง อาจจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อร่างกายของฝ่ายหญิงได้ หลังจากนั้นแพทย์ก็จะเอาไข่กับเชื้ออสุจิใส่กลับเข้าไปทางหลอดมดลูก และปล่อยให้ผสมกันตามธรรมชาติ หากเปรียบเทียบกับการทำเด็กหลอดแก้ว ในปัจจุบันจะมีแนวโน้มในการทำเด็กหลอดแก้วมากกว่าการทำกิ๊ฟ เพราะนอกจากการทำกิ๊ฟคนไข้จะเจ็บตัว เพราะจะต้องมีการเจาะหน้าท้องคนไข้เพื่อเข้าไปวางไข่กับเชื้ออสุจิ ใส่กลับเข้าไปในร่างกายแล้ว ในขณะที่การทำเด็กหลอดแก้ว แพทย์จะการเก็บไข่ผ่านทางช่องคลอดโดยใช้เข็มแทงเข้าไปผ่านทางช่องคลอดแล้วจึงดูดไข่ออกมาจากร่างกาย แล้วนำมาผสมกับเชื้ออสุจิในห้องทดลอง หลังจากไข่กับอสุจิผสมกันเรียบร้อยและแบ่งตัวเป็นตัวอ่อนแล้วระดับหนึ่ง แพทย์จึงจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูก

3. เทคนิคการทำอิกซี่ (ICZY…………….)

สำหรับการทำอิกซี่จะทำในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิจำนวนน้อยหรือไม่มีเชื้ออสุจิเลย แพทย์จะเข้าไปเก็บเชื้ออสุจิจากอัณฑะของฝ่ายชาย แล้วนำมาฉีดผสมกับไข่ จนพัฒนาเป็นตัวอ่อน แล้วแพทย์จึงนำตัวอ่อนนั้นใส่กลับเข้าไปในมดลูกเหมือนกับการทำเด็กหลอดแก้ว ขั้นตอนของการทำอิกซี่จะแตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้วเพียงขั้นตอนเดียวคือ การทำเด็กหลอดแก้ว แพทย์จะปล่อยให้เชื้ออสุจิกับไข่ผสมกันเอง ในขณะที่การทำอิกซี่นั้นแพทย์จะบังคับให้เกิดการปฏิสนธิขึ้น โดยการใช้เชื้ออสุจิฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง ฉะนั้นแนวโน้มในการทำอิกซี่ปัจจุบันจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากรับประกันได้ว่าน่าจะปฏิสนธิและเกิดตัวอ่อนขึ้นภายนอกร่างกาย

เทคนิคที่เพิ่มเติมขึ้นจากการทำอิกซี คือ blastosis ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นการทำเด็กหลอดแก้วแบบหนึ่ง ซึ่งจะมีการเลี้ยงตัวอ่อนนานขึ้น กล่าวคือโดยทั่วไปการใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูกมักใส่ในระยะที่ตัวอ่อนพัฒนาขึ้นแล้ว ประมาณ 2 – 4 วัน ซึ่งก่อนที่ตัวอ่อนจะพัฒนาเป็นระยะที่เรียกว่า blastosis ด้วยเทคนิคนี้ แพทย์จะเลี้ยงตัวอ่อนภายในห้องทดลองให้นานขึ้น อาจเป็นระยะ 5 – 6 วัน เพื่อให้ตัวอ่อนนั้นอยู่ในระยะที่มีการแบ่งตัวประมาณ………. ซึ่งตัวอ่อนจะพัฒนามากขึ้น ทำให้โอกาสของการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูกมีมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นในเนื้อแท้ของ blastosis ก็คือการทำเด็กหลอดแก้วประเภทหนึ่ง เพียงแต่ระยะของการเลี้ยงจะนานขึ้น ซึ่งตรงนี้จะมีปัญหาในแง่ศีลธรรมในบางศาสนาหรือขนบธรรมเนียมประเพณีว่านักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์ควรจะยุ่งกับตัวอ่อนในระยะนี้หรือไม่

นอกจากนี้ เทคนิคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างจะหมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมและจรรยาแพทย์ รวมไปถึงในแง่ของกฎหมายพอสมควร เช่น

1. การใช้เชื้ออสุจิบริจาค – ซึ่งการใช้เชื้ออสุจิบริจาคมีอยู่หลายขั้นตอน เช่น คู่รักเพศเดียวกันต้องการมีลูก ซึ่งในทางปฏิบัติเราไม่มีกฎหมายรองรับ แม้ว่าในทางจรรยาแพทย์ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ การไม่มีกฎหมายรองรับในลักษณะนี้ หากผู้ขอรับบริการไม่ได้รับบริการ จะสามารถฟ้องร้องแพทย์โดยอ้างสิทธิของเขาในแง่ของการขอรับการรักษาแต่ไม่ได้รับบริการได้หรือไม่

2. การใช้ไข่บริจาค – ซึ่งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างซับซ้อนขึ้น เนื่องจากในกระบวนการให้ใช้เทคโนโลยี เพราะจะได้ไข่จากการบริจาค แพทย์จะต้องให้ยาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตกไข่พร้อมกันหลายๆใบ ทำให้ผู้บริจาคเกิดความไม่สะดวกและเจ็บตัว เนื่องจากต้องฉีดยาทุกวัน เป็นระยะเวลาประมาณ 9 – 10 วัน และที่สำคัญการเก็บไข่ จะต้องแทงเข็มผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้บริจาค ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะภายในได้ และยังเกิดค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงสำหรับการดำเนินการดังกล่าว

ประเด็นที่เกิดขึ้นคือ ไข่ที่ได้นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร ในกรณีที่มีสัญญาบริจาคไข่ สัญญานั้นจะถูกต้องตามกฎหมายและบังคับใช้ได้หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดชัดเจน หรืออาจมีกฎหมายใกล้เคียงปรับได้ว่าไข่นั้นจะมีสภาพเป็นอะไร เป็นสมบัติตามกฎหมายของใคร แต่ก็ไม่มีกฎหมายโดยตรงหรือมารองรับว่าในลักษณะนี้ ถ้ามีการเกิดขึ้นแล้วจะอยู่ในสภาพแบบไหน

]]>
อุ้มบุญ (23) ข้อพิจารณาและผลกระทบทางการวิจัยทางการแพทย์และเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ https://thaissf.org/cd053/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd053 Thu, 16 Oct 2014 10:02:21 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/16/cd053/ 1. การฉีดเชื้อหรือการผสมเทียม

การฉีดเชื้อหรือการผสมเทียม เป็นเทคโนโลยีง่ายๆ ที่แพทย์นำเอาเชื้ออสุจิของฝ่ายชายฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง แล้วปล่อยให้มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

2. เทคนิคการทำกิ๊ฟ (Gamete Intra-Fallopian Transfer, GIFT)

โดยทั่วไปวิธีการนี้จะเป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อย่างแท้จริงคือ การนำไข่ของฝ่ายหญิงที่เก็บไข่ออกมาจากร่างกายไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยปกติแพทย์จะต้องกระตุ้นไข่ให้เกิดการตกไข่พร้อมกันหลายฟอง แล้วนำมาผสมกับเชื้ออสุจิในห้องทดลอง หลังจากนั้นแพทย์ก็จะเอาไข่กับเชื้ออสุจิใส่กลับเข้าไปโดยเจาะหน้าท้องและใส่กลับทางหลอดมดลูก และปล่อยให้ผสมกันตามธรรมชาติภายในร่างกาย

3. เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization and Embryo Transfer)

เทคนิคคล้ายๆ กับการทำ GIFT โดยแพทย์จะเก็บไข่ไว้ล่วงหน้าเช่นเดียวกัน แต่จะนำไข่และอสุจิผสมกันในห้องทดลอง และจากหลังจากไข่กับอสุจิผสมกันเรียบร้อย แพทย์จะรอจนแบ่งตัวเป็นตัวอ่อนแล้วระดับหนึ่ง จึงจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูกผ่านทางช่องคลอด

4. เทคนิคการทำอิกซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI)

สำหรับการทำอิกซี่จะทำในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิจำนวนน้อยหรือไม่มีเชื้ออสุจิเลย แพทย์จะเข้าไปเก็บเชื้ออสุจิจากอัณฑะของฝ่ายชาย แล้วนำมาฉีดผสมเข้าไปในไข่ จนพัฒนาเป็นตัวอ่อน แล้วแพทย์จึงนำตัวอ่อนนั้นใส่กลับเข้าไปในมดลูกเหมือนกับการทำเด็กหลอดแก้ว ขั้นตอนของการทำอิกซี่จะแตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้วเพียงขั้นตอนเดียวคือ การทำเด็กหลอดแก้ว แพทย์จะปล่อยให้เชื้ออสุจิกับไข่ผสมกันเอง ในขณะที่การทำอิกซี่นั้นแพทย์จะบังคับให้เกิดการปฏิสนธิขึ้น

ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะใช้เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว และการเทคนิคการทำอิกซี่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากประกันได้ระดับหนึ่งว่าจะมีการปฏิสนธิและเกิดตัวอ่อนขึ้นภายนอกร่างกาย ก่อนนำกลับเข้าไปในร่างกาย นอกจากนี้ การเก็บและเลี้ยงตัวอ่อนที่ปฎิสนธิแล้วให้เจริญเติบโตภายในห้องทดลองให้นานขึ้นระยะหนึ่ง เป็นการเพิ่มโอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อนภายในมดลูกมีมากยิ่งขึ้นด้วย

เป้าหมายสำคัญของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ คือการช่วยให้คู่สมรสที่มีปัญหาการมีบุตรยาก ได้รับโอกาสที่จะได้มีบุตร ประโยชน์อีกประการหนึ่งซึ่งถือเป็นผลพลอยได้สำคัญจากเทคโนโลยีดังกล่าว คือการได้เซลล์ต้นตอจากตัวอ่อน (Embryonic Stem cell) ที่เกิดจากการผสมเทียม

เซลล์ต้นตอ คือ เซลล์ที่ไม่มีความจำเพาะ (unspecialized cell) มีความสามารถในการแบ่งเซลล์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัดและสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะได้ ดังนั้น ในทางการแพทย์ สามารถนำเซลล์ต้นตอมาเพาะเลี้ยง และบังคับให้เซลล์ดังกล่าวพัฒนาต่อไปเป็นเซลล์ของอวัยวะที่ต้องการ เช่น เซลล์สมอง เซลล์หัวใจ เซลล์ตับอ่อน เพื่อนำไปรักษาโรคที่เกี่ยวเนื่องจากความเสื่อมของเซลล์ที่อวัยวะนั้นๆ เช่น การนำเซลล์สมองที่เกิดขึ้นจากเซลล์ต้นตอไปปลูกถ่ายเพื่อรักษาโรคสมองเสื่อมอัลไซม์เมอร์ (Alzhimer) หรือโรคสั่นพาร์กินสัน (Parkinson) นำเซลล์หัวใจใหม่ปลูกถ่ายทดแทนในการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นต้น

อย่างไรก็ดี แหล่งของเซลล์ต้นตอมิได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ตัวอ่อนเท่านั้น แพทย์สามารถใช้เซลล์ต้นตอที่ปะปนอยู่ในกระแสเลือดของบุคคล (Adult Stem cell) หรือจากสายสะดือของทารก หรือแหล่งอื่นๆ แต่การใช้เซลล์ต้นตอจากแหล่งดังกล่าว มักพบปัญหาผู้บริจาคที่มีจำนวนไม่เพียงพอ ยังอาจพบปัญหาที่เซลล์ต้นตอที่มีอยู่ไม่ตรงกับผู้รับบริจาคและนำไปใช้ไม่ได้ หรือร่างกายผู้รับบริจาคไม่ยอมรับเซลล์ต้นตอที่นำไปใส่ใหม่ เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามหาทางสร้างเซลล์ต้นตอจากตัวอ่อนโดยใช้เทคนิคการสำเนาสิ่งมีชีวิต (Cloning) มาใช้

จากพื้นฐานความก้าวหน้าทางการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคที่ทำให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกมดลูก (เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization and Embryo Transfer, IVF-ET) เมื่อนำมาผสมผสานกับความรู้และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ก็จะสามารถสร้างตัวอ่อน (Embryo) โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโคลนนิ่ง

เทคนิคการทำโคลนนิ่งทำได้โดย การนำไข่ออกมาจากร่างกายและนำนิวเคลียสของไข่นั้นออก จากนั้นนำนิวเคลียสของเซลล์ร่างกายต้นแบบ มาใส่ในไข่ที่นำนิวเคลียสออกไปแล้วนั้น กระตุ้นเซลล์จนเกิดการแบ่งตัว เช่นเดียวกับเซลล์ที่ปฏิสนธิตามปกติ เมื่อเซลล์แบ่งตัวจนถึงระดับหนึ่งก็จะพัฒนาจนมีเชลล์ต้นตอที่สามารถนำมาใช้เพื่อการรักษาได้ แต่หากปล่อยให้เซลล์ดังกล่าวพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ และนำไข่ดังกล่าวไปใส่กลับเข้าไปในร่างกายและปล่อยให้ฝังตัวในมดลูก ไข่นั้นก็อาจจะเติบโตเป็นมนุษย์

ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะนำเทคโนโลยีโคลนนิ่งมาช่วยในการรักษา (Therapeutic Cloning) แพทย์จะนำนิวเคลียสเซลล์จากผู้ป่วยเพื่อนำมาเป็นต้นแบบสำเนา เพื่อให้เซลล์ต้นตอที่เกิดขึ้นมีพันธุกรรมเดียวกันกับผู้รับ ลดปัญหาการต่อต้านจากร่างกาย อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาในช่วง 2-3 ปีมานี้ มีข่าวเผยแพร่ออกมาเป็นระยะว่านักวิทยาศาสตร์ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้สร้างมนุษย์ (Reproductive cloning) แม้ว่าในประเทศหลายประเทศมีกฎหมายห้ามดำเนินการดังกล่าว

]]>