การทำงานเป็นทีม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การทำงานเป็นทีม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 6 การศึกษาในศตวรรษที่21เสริมพัฒนาการเด็กอย่างไร https://thaissf.org/er006/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er006 Thu, 01 May 2014 11:22:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/01/er006/ โรงเรียนที่ดี ครูที่ดี โดยเฉพาะสำหรับชั้นเด็กเล็ก การออกแบบกิจกรรมหรือบทเรียนให้เด็กเล็กได้ทำงานเป็นทีมในทุกๆวันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับการปฏิวัติการศึกษา การทำงานเป็นทีมมิใช่การแบ่งกลุ่มทำรายงานส่งครูหรือการแบ่งกลุ่มไปทัศนศึกษา

การทำงานเป็นทีมหมายถึงการแบ่งกลุ่มเรียนรู้ด้วยการกระทำ คำสำคัญคือการกระทำหรือการทำงานคือ action กลุ่มที่ดีจะถูกออกแบบให้เด็กทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ผ่านการกระทำหรือการทำงานคือ learning by action หรือ Active Learning(AL)

บ้างเรียกว่าการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-based Learning มักเรียกย่อๆกันว่า PBL

จะเรียกว่าอย่างไรก็ตาม สาระคือเด็กต้องได้เรียนรู้จากการทำงาน หากเด็กมิได้เรียนรู้ได้แต่ความรู้ เช่น แบ่งกลุ่มไปทำรายงานมาส่งครู เช่นนี้ไม่มีประโยชน์ หรือแบ่งกลุ่มไปทัศนศึกษาแล้วเขียนรายงานมาส่งครู เช่นนี้ได้ประโยชน์น้อย คำสำคัญที่อย่าหลงลืมคือการเรียนรู้ผ่านการทำงาน

ในการแบ่งกลุ่มทำงานใดๆ เด็กทุกคนต้องได้ลงไม้ลงมือกระทำหรือทำงาน ไม่เปิดโอกาสให้เด็กบางคนอยู่เฉยๆ ถ้าทำได้และควรทำอย่างยิ่งคือให้มีเด็กทุกประเภทเป็นสมาชิกของกลุ่มคือ เด็กเรียนเก่ง เด็กเรียนไม่เก่ง เด็กฉลาด เด็กที่ดูคล้ายจะช้า(ซึ่งมิได้แปลว่าโง่) เด็กที่ดูคล้ายจะซน(ซึ่งมิได้แปลว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น) เด็กแอลดี เด็กพิการ เด็กชาติพันธุ์และศาสนาต่างๆ ฯลฯ

เรามีเด็กหลากหลายประเภทเช่นนี้ในกลุ่มก็จริง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเราได้เด็กหลากหลายนิสัยเข้ามาอยู่ในกลุ่มโดยไม่รู้ตัวด้วย เด็กขยัน เด็กขี้เกียจ เด็กมีวินัย เด็กไม่มีวินัย เด็กรวย เด็กจน ลูกเจ้าสัว ลูกกรรมกร เด็กเร็ว เด็กช้า เด็กขี้ประจบ เด็กฉอเลาะ เด็กมารยาสาไถย เด็กหญิงผู้ใจบุญ เด็กชายผู้ใจร้าย เด็กอู้งาน เด็กเอาหน้า เด็กละโมบ เด็กเผื่อแผ่ เด็กเกเร ฯลฯ พูดง่ายๆว่ากลุ่มของเด็กคือตัวแทนของสังคมที่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในวันหน้า

การเรียนรู้ที่ดีจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ชีวิตที่ดี

กลุ่มที่ดีนอกจากให้เด็กได้เรียนรู้จากการกระทำแล้ว ยังต้องมีกระบวนการพูดคุยเพื่อประเมินการเรียนรู้หลังการทำงานดังที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR ซึ่งเป็นทักษะที่ครูสมัยใหม่ต้องทำเป็น เมื่อแบ่งกลุ่มเด็กไปเรียนรู้โครงการอะไรบางอย่างด้วยการลงมือทำงานแล้ว เด็กจะต้องกลับมาพูดคุยกันเพื่อประเมินการเรียนรู้โดยมีครูนำกระบวนการ ครูทำหน้าที่เป็นทั้งครูฝึก(coach)และผู้นำกระบวนการ(facilitator) ครูมิใช่ผู้สอนหรือผู้มอบความรู้อีกต่อไป ความรู้อยู่ข้างนอกนั้นให้นักเรียนไปหาเอาเองเมื่อจำเป็นแต่วันนี้นักเรียนควรได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ก่อน

การเรียนรู้เป็นทีมเสริมพัฒนาการเด็กอย่างไร

การเรียนรู้เป็นทีมด้วยกันระหว่างเด็กหลากหลายประเภทที่มีนิสัยต่างๆกันจำเป็นต้องอาศัยทักษะการทำงานเป็นทีมคือcollaborationดังกล่าวแล้ว การทำงานเป็นทีมสอดคล้องกับพัฒนาการบุคลิกภาพของ Erik H.Erikson ขั้นตอนที่ 5 ที่เรียกว่า Industry คือเด็กพัฒนาบุคลิกภาพด้วยการปฏิสังสรรค์กับคนอื่นในสังคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างร้อนแรงและเป็นครั้งแรกของมนุษย์ทุกคนเมื่อก้าวออกจากบ้านเข้าสู่ระบบการศึกษา

ในขั้นตอนการทำงานเป็นทีมนี้ เด็กทุกคนต้องฝึกทักษะ 3 ประการโดยธรรมชาติ นั่นคือ การแข่งขัน การประนีประนอม และการร่วมมือกันทำงาน คือ compete,compromise และ co-ordinate ตามลำดับ เราอาจจะเข้าใจง่ายขึ้นหากพูดว่าเด็กเล็กต้องฝึกทักษะการทะเลาะเบาะแว้ง คืนดี และเล่นด้วยกันต่อ เด็กโตต้องฝึกทักษะการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง การลงรอยกัน และร่วมมือกันทำงานต่อไป

ทักษะการทำงานเป็นทีมที่ดีเกิดจากการออกแบบโครงงานที่ดี การออกแบบโครงงานที่ดีจะต้องช่วยให้เด็กทุกคนในกลุ่มได้ลงมือทำและทำสำเร็จมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล แต่ทุกคนได้ทำและทำสำเร็จ แล้วจึงมาพูดคุยกันหลังกลุ่มเพื่อประเมินการเรียนรู้ว่าใครได้เรียนรู้อะไรและอย่างไร

เวลาเด็กหนึ่งคนทำอะไรได้ พัฒนาการบุคลิกภาพของอิริคสันเรียกว่า autonomy เกิดความภาคภูมิใจว่าเราทำได้ เวลาเด็กหนึ่งคนริเริ่มสิ่งใหม่ๆเรียกว่า initiation เกิดความภาคภูมิใจว่าเรามีความสามารถ ทั้งสองประการนี้เกิดในทีมโดยธรรมชาติและนำไปสู่การสร้างตัวตนของเด็กคือself

เด็กที่มีตัวตนจะรู้จักรักตนเอง ไม่ใช้พฤติกรรมเสี่ยง เด็กที่ไม่มีตัวตนให้รักจึงไม่ตั้งใจเรียน ไร้วินัย เข้าหาอบายมุข ควบคุมพฤติกรรมทางเพศไม่ได้ และใช้ชีวิตล่องลอยไม่มีอนาคต

จากความสามารถ autonomy และ initiation และการทำงานเป็นทีมคือ industry ดังกล่าวแล้ว นักเรียนคนหนึ่งจึงจะพัฒนาตนเองไปเป็นวัยรุ่นที่มีวุฒิภาวะพร้อมๆกับทักษะการเรียนรู้ที่ดี

ทั้งหมดนี้คือกลไก(mechanism)การศึกษาในศตวรรษที่21

]]>
4 ชุมชนการเรียนรู้ของครูมืออาชีพ https://thaissf.org/er004/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er004 Fri, 25 Apr 2014 07:01:34 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/04/25/er004/ ข้อแรกคือ PLCมีลักษณะเป็น “สนาม” หรือพื้นที่ของครูที่มีลักษณะเฉพาะ ข้อสองคือ PLC มีลักษณะเป็น “วิถี” ที่เข้าได้กับวิถีชีวิตของครูในโรงเรียน นั่นคือโรงเรียนเปรียบเสมือนบ้าน อยู่โรงเรียนเหมือนอยู่บ้าน บ้านเป็นที่รักเช่นใดโรงเรียนและนักเรียนและเพื่อนครูก็เป็นที่รักเช่นนั้น ข้อสามคือผู้ปกครองเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของการพูดคุยแบบ PLC พ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนอย่างแท้จริง และมีส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรียนรู้

ยิ่งไปกว่านั้นเราพบว่า PBL มิใช่โครงการนอกห้องเรียนดาษดื่น PBL ที่ดีมีคุณสมบัติ 3 ข้อคือเป็นโครงการที่ครูและนักเรียนช่วยกันออกแบบ เป็นโครงการที่นักเรียนได้ “ลงมือ” ปฏิบัติจริง มิใช่แค่ดูงานหรือเขียนรายงาน และเป็นโครงการที่ส่งผลให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและยกระดับการเรียนรู้ เช่นนี้จึงเป็น PBL ที่พึงประสงค์

ในรายละเอียดของทักษะการเรียนรู้ (learning skill) มีข้อสำคัญข้อหนึ่งคือการทำงานเป็นทีม นักเรียนต้องทำงานเป็นทีมและอยู่ร่วมกับความแตกต่าง จึงจะมีความคิดเชิงวิพากษ์ (criticized thinking) และความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) ในรายละเอียดของทักษะการใช้ชีวิต (life skill) มีข้อสำคัญคือนักเรียนมีความสามารถที่จะมองไปข้างหน้า วางแผน ตัดสินใจ รับผิดชอบการตัดสินใจของตนเอง และมีความยืดหยุ่น (resiliency) ที่จริงแล้วการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และจิตวิทยาพัฒนาการสามารถไปด้วยกันและพร้อมกันในระบบการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษาต้องถอนรากถอนโคน การเปลี่ยนแปลงนั่นนี่ทีละนิดไม่เกิดผลอะไร

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่21 ตอนที่ 4 https://thaissf.org/er025/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er025 Tue, 22 Jul 2014 10:52:59 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/22/er025/ Learning by Action(Active Learning)ให้แก่เด็กประถม6ปีและเด็กมัธยมอีก6ปี เวลายาวนานต่อเนื่อง12ปีที่เด็กไทยต้องฝึกใช้ทักษะการทำงานร่วมกันทุกๆวันย่อมทำให้เด็กมีวุฒิภาวะทางอารมณ์โดยธรรมชาติ นั่นคือ เด็กและเยาวชนไทย “จัดการ” อารมณ์ตนเองได้ คำว่าจัดการแปลว่าจัดการ มิได้แปลว่าควบคุมหรือไม่ให้มี คนเรารัก โลภ โกรธ หลงได้เป็นธรรมดาแต่จะจัดการอย่างไร นักเรียนไทยรักกันได้แต่ระวังโรคและการตั้งครรภ์ โลภได้แต่อย่าเข้าไปในเว็บการพนันออนไลน์ โกรธได้แต่อย่ายกพวกตีกันหรือนัดตบกันหลังโรงเรียน หลงได้แต่ไม่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนทุกสองเดือน ฯลฯ คงเห็นพ้องกันว่าสถานการณ์เด็กและวัยรุ่นไทยปัจจุบันทำทั้งหมดที่ว่ามาคือยังไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์

วุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่เกิดจากการสั่งสอนอย่างแน่นอน แต่เกิดจากการปะทะทางอารมณ์ซึ่งกันและกันและเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมว่าในสังคมใดๆ ณ บริบทและเวลาใดๆ เราควรจัดการอารมณ์อย่างไร

การศึกษาที่มุ่งเน้นการมอบความรู้ หลักสูตร การสอบ ความเป็นเลิศ จะกำหนดให้นักเรียนไทยมีพฤติกรรมตัวใครตัวมัน ทุกคนมีภารกิจเรียนให้เก่งแต่ขาดโอกาสปะทะสังสรรค์กับเพื่อนในทางสร้างสรรค์

ทักษะการใช้ชีวิตแบ่งเป็นทักษะย่อย4ขั้นตอนคือ รู้จุดมุ่งหมายของชีวิต รู้จักค้นหาทางเลือกและตัดสินใจ รู้จักรับผิดชอบผลลัพธ์ของการเลือกหรือการกระทำของตนเอง รู้จักยืดหยุ่น ทักษะย่อยที่สามคือรู้จักรับผิดชอบผลลัพธ์ของการเลือกหรือการกระทำของตนเองเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาจริยธรรม(ethics)

จริยธรรมมิใช่ศีลธรรม(moral) จริยธรรมเป็นทักษะ(skill)ซึ่งต้องการการฝึกอย่างต่อเนื่อง จริยธรรมไม่เกิดจากการเทศนาสั่งสอน เราต้องโยนเด็กของเราลงสู่สถานการณ์ที่เขาได้เรียนรู้และฝึกทักษะที่จะมีจริยธรรม

คนทุกอาชีพต้องมีจริยธรรม อาชีพที่มีอำนาจเหนือผู้อื่นยิ่งต้องมีจริยธรรมกำกับมิให้ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่เป็นผลเสียต่อส่วนรวม ดังนั้นนักการเมือง หมอ ครู ผู้พิพากษา ตำรวจ จึงเป็นวิชาชีพที่ต้องมีจริยธรรมแข็งแกร่ง เพราะบุคคลเหล่านี้กำความรู้และถืออำนาจไว้ในมือสูง แต่แม่ค้าขายลูกชิ้นปิ้งก็มิใช่ข้อยกเว้น การเสียบลูกชิ้นต้องเสียบให้ตรงเป็นแนวศูนย์กลางโดยสม่ำเสมอมิเช่นนั้นเวลาปิ้งก็จะสุกไม่เท่ากันทำให้คนกินเดือดร้อนได้ ส่วนที่ไม่สุกก็ทำให้ท้องเสียหรือมีพยาธิ ส่วนที่สุกเกินจนไหม้เกรียมก็ก่อสารพิษและอาจจะก่อมะเร็ง เป็นต้น

แต่เพราะชีวิตเลือกได้และมีความยืดหยุ่น(resiliency) ดังนั้นเด็กประถมและมัธยมควรมีเวลา12ปีในการเรียนรู้แบบActive Learningเพื่อที่จะได้รับรู้ผลลัพธ์ของการกระทำของตนเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนในทีม และตัดสินใจเอาเองว่าตนเองจะใช้ชีวิตที่มีระดับจริยธรรมมากน้อยเพียงไร ให้รู้ว่าการใช้ชีวิตอย่างไรล้วนมีราคาต้องจ่ายทั้งสิ้น

คุณหมอที่ไม่รับของกำนัลจากบริษัทยาเลยแม้กระทั่งปากกาสักด้ามหรือกระดาษทิชชูสักกล่องมีราคาของชีวิตที่ต้องจ่าย คุณหมอที่รับทุนบริษัทยาไปต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอก็มีราคาของชีวิตที่ต้องจ่าย คุณหมอสองท่านนี้มีฐานะต่างกัน ความสุขความทุกข์ต่างกัน

คุณครูที่ไม่คำนึงถึงนักเรียนที่เรียนอ่อนเอาแต่สนใจนักเรียนที่เรียนเก่ง กับคุณครูที่สนใจนักเรียนทั่วทั้งห้องเสมอหน้ากัน ทั้งสองท่านเลือกชีวิตของตนเองและมีราคาของชีวิตที่ต้องจ่ายเช่นกัน รายได้ต่างกัน ความสุขความทุกข์ในใจนั้นต่างกัน

เรื่องเช่นนี้ยากต่อการตัดสินผิดถูกแต่ง่ายต่อการฝึกทักษะหากเด็กนักเรียนได้รับโอกาสฝึกทักษะ

พัฒนาการทางอารมณ์และพัฒนาการทางจริยธรรมเป็นนามธรรม Mahler และ Kohlberg อาจจะเขียนทฤษฎีพัฒนาการสองเรื่องนี้ไว้ชัดเจนและลึกซึ้ง แต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติในประเทศไทยได้หากขาดการลงมือปฏิบัติ

การปฏิวัติการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคนจึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือปฏิบัติ

หนทางเพื่อพัฒนาทักษะทั้ง 3 ประการ

1. พ่อแม่ ผู้ปกครองควรรู้เท่าทันการศึกษาที่เป็นอยู่ก่อน ปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองจำนวนมากยังติดอยู่ที่กระบวนทัศน์เก่านั่นคือมุ่งหวังให้โรงเรียนสอนหนังสือมากๆและลูกของตนเป็นเด็กเก่ง คาดหวังลูกของตนเองจะเป็นผู้ชนะในการศึกษาและมีฐานะทางสังคมที่ดีขึ้นหรือธำรงสถานะทางสังคมที่เป็นอยู่ นี่คือทัศนะที่มีความเสี่ยงสูง

2. ครูต้องยอมรับว่าบทบาทการสอนหนังสือที่เป็นอยู่เป็นบทบาทในกระบวนทัศน์เก่าซึ่งนอกจากไร้ผลแล้วยังมีแรงเสียดทานในการทำงานมากขึ้นทุกขณะ ครูยังคงเป็นบุคคลสำคัญอันดับหนึ่งในการศึกษาตามกระบวนทัศน์ใหม่แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงาน

3. ผู้ใหญ่ในสังคมที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพโรงเรียนและการทดสอบต่างๆควรยอมรับว่าการทำงานในกระบวนทัศน์เก่าเป็นอันตรายต่อระบบและเป็นอันตรายต่อเด็กไทย ควรศึกษากระบวนทัศน์ใหม่และเปลี่ยนแปลงวิธีประเมินคุณภาพโรงเรียนและวิธีการสอบระดับชาติในรูปแบบต่างๆ

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนและครูที่พร้อมจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงาน ควรรู้เท่าทันว่าการศึกษาที่เป็นอยู่มีแต่จะนำลูกหลานไปสู่ทางตัน เด็กเรียนเก่งรู้มากแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น เด็กเรียนแพ้มีมากกว่าเด็กเรียนชนะแล้วก็ใช้ชีวิตเสี่ยง เด็กถูกเทคโนโลยีสารสนเทศกระทำแทนที่จะเป็นฝ่ายเสพข้อมูลข่าวสารและใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด

พ่อแม่ ผู้ปกครองซึ่งเป็น demand side ควรร่วมกันเรียกร้องรัฐให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคน ให้มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมดังนี้

1.เปลี่ยนครู จากผู้สอน(teacher) ให้เป็นโค้ช(coach)และผู้นำกระบวนการเรียนรู้(facilitator)

2.เปลี่ยนห้องเรียน จากห้องเรียนแบบ classroom เป็นพื้นที่การเรียนรู้ learning studio ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ประชุม พื้นที่ปฏิบัติการ พื้นที่เทคโนโลยีสารสนเทศ และพื้นที่สันทนาการ

3.เปลี่ยนโรงเรียน จากที่เป็นศูนย์การสอน เป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้

4.เปลี่ยนการประชุมครู จากที่ประชุมครูในรูปแบบเดิม เป็น ชุมชนแห่งการเรียนรู้คือ Professional Learning Community(PLC) นั่นคือครูพบกันเพื่อประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนในทุกๆวัน ด้วยกระบวนการ After Action Review(AAR)

5.เปลี่ยน หลักสูตร เป็น การเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำคือ Active Learning(AL) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-Based Learning(PBL) หรือการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-Based Learning(PBL) ก็ได้ ทั้งนี้โดยมีความเชื่อมโยงกับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่

6.เปลี่ยนการสอบเพื่อประเมินได้ตก(examination)เป็นการประเมินนักเรียนเพื่อดูความก้าวหน้าของทักษะทั้งสามประการ(formative assessment)เป็นรายบุคคลอย่างเป็นมิตรและเป็นจริง(friendly and genuinely)

7.หลอมรวมกลุ่มสาระวิชาทั้งหมดแล้วแตกออกเป็นวิชาจำเป็นพื้นฐาน 3 วิชาคือ การอ่าน(reading) การเขียน(writing) คณิตศาสตร์(arithmatics) และวิชาสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต 4 วิชา คือ สุขภาพ(Health literacy) เศรษฐศาสตร์(Economics literacy) สิ่งแวดล้อม(Environment literacy) และความเป็นพลเมือง(Civil education) โดยยึดหลักเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ และฝึกทักษะการเรียนรู้มากกว่าการมอบความรู้

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจ ซึ่งมีประสบการณ์รับบัณฑิตและผิดหวังกับคุณภาพของบัณฑิตไทยสามารถมีส่วนร่วมในการเรียกร้องร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครองชุมชนและครูที่พร้อมจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงาน เรียกร้องและมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคน

คุณลักษณะที่คาดหวังได้จากเด็กไทยในศตวรรษที่ 21

เด็กไทยจะเป็นคนอยากรู้ ใฝ่เรียนรู้ รู้วิธีหาความรู้ สามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา กล้าตั้งข้อสงสัย รู้วิธีตั้งคำถาม สามารถทำงานเป็นทีม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีนวัตกรรม ในขณะเดียวกันรู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักการประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น นอกจากนี้คือรู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตอนที่ 3 https://thaissf.org/er024/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er024 Fri, 18 Jul 2014 11:07:04 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/18/er024/ การแบ่งกลุ่มเรียนรู้ด้วยการกระทำ คำสำคัญคือการกระทำหรือการทำงานคือ action กลุ่มที่ดีจะถูกออกแบบให้เด็กทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ผ่านการกระทำหรือการทำงานคือ learning by action หรือ active learning บ้างเรียกว่าการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-based Learning มักเรียกย่อๆกันว่า PBL

จะเรียกว่าอย่างไรก็ตาม สาระคือเด็กต้องได้เรียนรู้จากการทำงาน หากเด็กมิได้เรียนรู้ได้แต่ความรู้ เช่น แบ่งกลุ่มไปทำรายงานมาส่งครู เช่นนี้ไม่มีประโยชน์ หรือแบ่งกลุ่มไปทัศนศึกษาแล้วเขียนรายงานมาส่งครู เช่นนี้ได้ประโยชน์น้อย คำสำคัญที่อย่าหลงลืมคือการเรียนรู้ผ่านการทำงาน

ในการแบ่งกลุ่มทำงานใดๆ เด็กทุกคนต้องได้ลงไม้ลงมือกระทำหรือทำงาน ไม่เปิดโอกาสให้เด็กบางคนอยู่เฉยๆ ถ้าทำได้และควรทำอย่างยิ่งคือให้มีเด็กทุกประเภทเป็นสมาชิกของกลุ่มคือ เด็กเรียนเก่ง เด็กเรียนไม่เก่ง เด็กฉลาด เด็กที่ดูคล้ายจะช้า(ซึ่งมิได้แปลว่าโง่) เด็กที่ดูคล้ายจะซน(ซึ่งมิได้แปลว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น) เด็กแอลดี เด็กพิการ เด็กชาติพันธุ์และศาสนาต่างๆ ฯลฯ

เรามีเด็กหลากหลายประเภทเช่นนี้ในกลุ่มก็จริง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเราได้เด็กหลากหลายนิสัยเข้ามาอยู่ในกลุ่มโดยไม่รู้ตัวด้วย เด็กขยัน เด็กขี้เกียจ เด็กมีวินัย เด็กไม่มีวินัย เด็กรวย เด็กจน ลูกเจ้าสัว ลูกกรรมกร เด็กเร็ว เด็กช้า เด็กขี้ประจบ เด็กฉอเลาะ เด็กมารยาสาไถย เด็กหญิงผู้ใจบุญ เด็กชายผู้ใจร้าย เด็กอู้งาน เด็กเอาหน้า เด็กละโมบ เด็กเผื่อแผ่ เด็กเกเร ฯลฯ พูดง่ายๆว่ากลุ่มของเด็กคือตัวแทนของสังคมที่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในวันหน้า

การเรียนรู้ที่ดีจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ชีวิตที่ดี

กลุ่มที่ดีนอกจากให้เด็กได้เรียนรู้จากการกระทำแล้ว ยังต้องมีกระบวนการพูดคุยเพื่อประเมินการเรียนรู้หลังการทำงานดังที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR ซึ่งเป็นทักษะที่ครูสมัยใหม่ต้องทำเป็น เมื่อแบ่งกลุ่มเด็กไปเรียนรู้โครงการอะไรบางอย่างด้วยการลงมือทำงานแล้ว เด็กจะต้องกลับมาพูดคุยกันเพื่อประเมินการเรียนรู้โดยมีครูนำกระบวนการ ครูทำหน้าที่เป็นทั้งครูฝึก(coach)และผู้นำกระบวนการ(facilitator) ครูมิใช่ผู้สอนหรือผู้มอบความรู้อีกต่อไป ความรู้อยู่ข้างนอกนั้นให้นักเรียนไปหาเอาเองเมื่อจำเป็นแต่วันนี้นักเรียนควรได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ก่อน

การเรียนรู้เป็นทีมเสริมพัฒนาการเด็กอย่างไร

การเรียนรู้เป็นทีมด้วยกันระหว่างเด็กหลากหลายประเภทที่มีนิสัยต่างๆกันจำเป็นต้องอาศัยทักษะการทำงานเป็นทีมคือ collaboration ดังที่กล่าวมา ในขั้นตอนการทำงานเป็นทีมนี้ เด็กทุกคนต้องฝึกทักษะ 3 ประการโดยธรรมชาติ นั่นคือ การแข่งขัน การประนีประนอม และการร่วมมือกันทำงาน คือ compete, compromise และ co-ordinate ตามลำดับ เราอาจจะเข้าใจง่ายขึ้นหากพูดว่าเด็กเล็กต้องฝึกทักษะการทะเลาะเบาะแว้ง คืนดี และเล่นด้วยกันต่อ เด็กโตต้องฝึกทักษะการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง การลงรอยกัน และร่วมมือกันทำงานต่อไป

ทักษะการทำงานเป็นทีมที่ดีเกิดจาการออกแบบโครงงานที่ดี การออกแบบโครงงานที่ดีจะต้องช่วยให้เด็กทุกคนในกลุ่มได้ลงมือทำและทำสำเร็จมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล แต่ทุกคนได้ทำและทำสำเร็จ แล้วจึงมาพูดคุยกันหลังกลุ่มเพื่อประเมินการเรียนรู้ว่าใครได้เรียนรู้อะไรและอย่างไร

เวลาเด็กหนึ่งคนทำอะไรได้ พัฒนาการบุคลิกภาพของอิริคสันเรียกว่าautonomy เกิดความภาคภูมิใจว่าเราทำได้ เวลาเด็กหนึ่งคนริเริ่มสิ่งใหม่ๆเรียกว่าinitiation เกิดความภาคภูมิใจว่าเรามีความสามารถ ทั้งสองประการนี้เกิดในทีมโดยธรรมชาติและนำไปสู่การสร้างตัวตนของเด็กคือself

เด็กที่มีตัวตนจะรู้จักรักตนเอง ไม่ใช้พฤติกรรมเสี่ยง เด็กที่ไม่มีตัวตนให้รักจึงไม่ตั้งใจเรียน ไร้วินัย เข้าหาอบายมุข ควบคุมพฤติกรรมทางเพศไม่ได้ และใช้ชีวิตล่องลอยไม่มีอนาคต

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่21 ตอนที่ 2 https://thaissf.org/er023/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er023 Tue, 15 Jul 2014 14:26:19 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/15/er023/ การศึกษาที่แท้เริ่มด้วยการลองผิดลองถูกและ After Action Review(AAR)โดยมีหลักสูตรเป็นเป้าหมาย

ครูด้วยกันเองควรจับกลุ่มกันเพื่อสนทนาเรื่องนักเรียนทุกวัน หลักสูตรต้องการให้นักเรียนรู้อะไร เราจะออกแบบการเรียนการสอนให้นักเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร ที่ออกแบบและทดลองทำไปแล้วนักเรียนได้รู้สิ่งที่ต้องรู้จริงหรือเปล่า และนักเรียนได้เพิ่มพูนความสามารถในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตจริงหรือไม่ ถามตนเองว่าครูยังสามารถทำอะไรให้ดีกว่าเดิมได้อีก นี่คือการพูดคุยแบบที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR ครูที่ดีจะพูดคุยเรื่องลูกศิษย์ทุกวัน

การสอบจะมิใช่ทำไปเพื่อวัดผลได้ตก แต่ทำเพื่อประเมินและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และทักษะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของเด็กๆ ทักษะทั้งสามจะเดินคู่ขนานกันไปตลอดชีวิตการเรียนของเด็กนักเรียนหนึ่งคนจากอนุบาลจนกระทั่งจบชั้นมัธยมปลาย การสอบเพื่อวัดความรู้ในศตวรรษที่ 20 วิวัฒน์เปลี่ยนแปลงไปสู่การสอบเพื่อวัดทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21

ทั้งหมดนี้สามารถทำได้จริงเพราะโรงเรียนทางเลือกหลายแห่งทำแล้ว ครูส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถทำได้โดยเริ่มด้วยการจับคู่ช่วยกันเปลี่ยนวิธีสอนหนังสือแล้วประเมินตนเองว่านักเรียนได้อะไรด้วยการพูดคุยแบบAARในทุกวัน การเริ่มเล็กๆ เป็นคู่ๆ จะนำไปสู่การรวมตัวของกลุ่มครูเพื่อการศึกษาในศตวรรษใหม่ได้อย่างแน่นอน

ปรับกระบวนทัศน์สู่การศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ มีวิชาที่นักเรียนควรได้เรียนเพียง ๗ วิชา อ้างอิงจากหนังสือ ทักษะแห่งอนาคตใหม่:การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่ง วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และ อธิป จิตตฤกษ์ แปลจากหนังสือ 21st Century Skills: Rethinking How Students Learn และหนังสือวิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ เขียนโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

สามวิชาแรกคือวิชาพื้นฐาน ได้แก่ คณิตศาสตร์ การอ่าน และการเขียน

อีกสี่วิชาถัดมาคือวิชาที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษใหม่คือ สุขภาพ เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และ ความเป็นพลเมือง เด็กและเยาวชนควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการเงินของตนเองด้วยตนเองให้ดีที่สุด รู้เท่าทันข้อมูลด้านสุขภาพและการเงินที่มีหลากหลายทั้งจริงและลวง พูดง่าย ๆ ว่าเอาแต่เรียนเก่งแต่ไม่มีปัญญาดูแลสุขภาพและการเงินของตัวเองมัวแต่คิดพึ่งพิงผู้อื่นอยู่เสมอก็จะเอาตัวรอดยาก

นอกจากนี้ควรรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ซึ่งทรัพยากรลดลงและโลกร้อนมากขึ้นทุกขณะ เราควรมีชีวิตอย่างไรและอยู่กับหายนะภัยอย่างไร

ที่คนพูดถึงน้อยคือเรื่องความเป็นพลเมือง (citizen) เวลาพูดถึงความเป็นพลเมืองมักหมายถึงการอยู่ร่วมกับความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง หรือศาสนาหรือชาติพันธุ์ที่แตกต่าง ด้วยเหตุที่โลกไร้พรมแดนทำให้ชาติพันธุ์และความเห็นต่างมากมายปรากฏตัวขึ้นในทุกภูมิภาคและชายแดนของทุกประเทศอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากเรียนเก่งแต่พูดจาหมิ่นชาติพันธุ์อื่นหรือความคิดทางการเมืองที่แตกต่างก็น่าจะเอาชีวิตรอดได้ยาก

กระบวนทัศน์ใหม่ของเรื่องนี้คือ เรื่องความแตกต่างและการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง วิธีที่ทำได้คือเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนอย่างถอนรากถอนโคน จัดการศึกษาเสียใหม่ให้นักเรียนชั้นเด็กเล็กได้เรียนรู้เป็นกลุ่มด้วยกระบวนการที่เรียกว่า active learning นั่นคือครูเลิกสอน แต่จ่ายโจทย์ปัญหาให้นักเรียนได้ทำงานเป็นทีม โดยมีเงื่อนไขว่าสมาชิกของทีมมีเด็ก ๆ ที่แตกต่างหลากหลาย

ระหว่างการทำงานเป็นทีมโดยมีครูคอยโค้ช จะเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ เรียนรู้จักเพื่อนในทีมที่แตกต่างและพัฒนาไปด้วยกันเพื่อการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าความแตกต่างนั้นจะเป็นศาสนา ชาติพันธุ์ ความร่ำรวยหรือยากจน เก่งหรือไม่เก่ง ขยันหรือขี้เกียจ ขี้อายหรือขี้ประจบ นิสัยดีหรือไม่ดี อยู่นิ่งหรือไม่นิ่ง เรียนรู้ช้าหรือเรียนรู้เร็ว พิการหรือไม่พิการ นำมาอยู่ในทีมเดียวกันเสีย นี่คือการผนวกชีวิตจริงของเด็ก ๆ เข้าสู่การศึกษาในศตวรรษใหม่

]]>
15 ปัญหาของทักษะการสื่อสารความเห็นต่าง https://thaissf.org/er015/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er015 Sun, 08 Jun 2014 09:32:18 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/08/er015/

โทรทัศน์ออกข่าวว่าน้ำท่วมเพราะเหตุนั้นๆ หมอกควันที่ปกคลุมภาคเหนือตอนบนเพราะเหตุนั้นๆ นักเรียนที่ยกพวกตีกันจนผู้อื่นถึงตายควรนำไปเข้าค่ายทหารอบรมบ่มนิสัยแล้วจะมีนิสัยดี สุริยจักรวาลมีดาวพระเคราะห์เก้าดวง นางนพมาศเป็นผู้ริเริ่มประเพณีลอยกระทง ฯลฯ ปัญหาของเด็กไทยคือเชื่อทุกอย่างที่เรียน ไม่มีข้อสงสัยหรือความคิดเชิงวิพากษ์เลยซึ่งจะนำไปสู่สภาพไม่มีนวัตกรรมในตอนท้าย

เพราะความคิดเชิงวิพากษ์เป็นต้นทาง นวัตกรรมเป็นปลายทาง นวัตกรรมไม่สามารถเกิดขึ้นลอย ๆ ได้ด้วยความบังเอิญ

เมื่อสงสัย ไม่เชื่อ ขั้นตอนต่อไปอย่างน้อยก็ควรเถียงในใจว่า “อาจจะไม่จริง” หลังจากนั้นอาจจะทำได้ 2-3 ทาง ทางหนึ่งคือพูดออกไปตรง ๆ ว่าอาจจะไม่ใช่ ดาวพระเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลน่าจะมีมากกว่าเก้าดวง ทางที่สองคือตั้งคำถามออกไป เช่น ที่ว่ามีเก้าดวงนั้นกำหนดจากระยะทางจากดวงอาทิตย์ หรือกำหนดจากรูปร่างของวงโคจร หรือกำหนดจากขนาดของดาวหรือเทหวัตถุ เป็นต้น ทางที่สามคือไม่พูดไม่ถามแต่ออกไปค้นคว้าคำตอบอื่น ๆ ที่เป็นไปได้

เด็กไทยไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้และมีแนวโน้มที่จะไม่มีต่อไปเพราะการสอบที่บังคับให้เด็กไทยต้องเชื่อครูหรือตำราแต่เพียงฝ่ายเดียว

การพูดออกไปและการตั้งคำถามเป็นเรื่องเสียมารยาทสำหรับเด็กไทยอย่างไม่มีข้อสงสัยและเป็นปัญหาระดับชาติ เป็นต้นเหตุที่จะฉุดรั้งและดึงคุณภาพของเด็กไทยดิ่งเหวลงไปเรื่อย ๆ เพราะไม่กล้าคิดอะไรเลย อย่าแปลกใจหากจะพบว่าคุณภาพของภาพยนตร์ นวนิยาย การ์ตูน หรืองานศิลปะแขนงต่างๆเราจะเป็นรองชาติอื่น ๆ เพราะเด็กไทยไม่มีจินตนาการ การไม่คิดย่อมทำให้ไม่มีทางจะมีจินตนาการตั้งแต่แรก

เราเรียกร้องให้เด็กไทยมีจินตนาการและนวัตกรรม แต่เรากลับสกัดกั้นต้นทางของเรื่องทั้งหมดไปในตัว การตั้งข้อสงสัยและการตั้งคำถามเป็นเรื่องต้องฝึก จะไม่เกิดขึ้นเอง

เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนวิธีตั้งคำถามที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาไม่ยอกย้อน ตั้งคำถามให้ฟังรู้เรื่องว่าจะถามอะไร ด้วยถ้อยคำที่สุภาพและอ่อนน้อม นี่คือข้อที่หนึ่ง

เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนให้รู้วิธีค้นหาความรู้ด้วยตนเองไม่ว่าจะจากแหล่งเรียนรู้ใดตั้งแต่หนังสือ โทรทัศน์ แผ่นสารคดี อินเทอร์เน็ต ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ การสัมมนาวิชาการ ฯลฯ เพื่อให้ข้อสงสัยและคำถามของตนเองมีน้ำหนัก มิใช่สักแต่เถียงข้าง ๆ คู ๆ โดยไม่มีหลักฐานอะไรรองรับ นี่คือข้อที่สอง

อย่างไรก็ตาม แม้เด็กไทยจะมีมารยาทดีเพียงใดหรือมีหลักฐานอ้างอิงคำพูดของตนมากเพียงใด เชื่อได้ว่าก็จะถูกกล่าวหาว่าไร้สัมมาคารวะอยู่ดีเพราะวัฒนธรรมไทยเป็นเช่นนั้นเอง

ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่เด็ก แม้จะเป็นความจริงว่าเด็กไทยบางส่วนหรืออาจจะส่วนใหญ่ทั้งไร้มารยาททั้งมีแต่คำพูดที่เลื่อนลอยหาสาระอันใดมิได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้ใหญ่เองที่ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นในการจุดชนวนทักษะการเรียนรู้

นั่นคือมีท่าทีที่รับฟัง

ครูที่ดีควรมีท่าทีรับฟังเด็กพูดหรือถามด้วยใจเปิดกว้างเสมอ ไม่ตัดสินผิดถูกและไม่ให้ความสำคัญกับคำพูด คำตอบหรือข้อสงสัยของเด็กว่าผิดหรือถูก ต่อเมื่อเด็กสัมผัสได้ว่าครูรับฟังจึงจะเกิดสัมพันธภาพที่ดี เมื่อมีสัมพันธภาพที่ดีครูจึงจะมีโอกาสและหาจังหวะช่วยให้เด็กรู้ว่าเขาควรไปหาคำตอบข้อสงสัยนั้นได้ที่ไหนและอย่างไร ครูจะทำเช่นนี้ได้เมื่อต้องก้าวข้ามตนเองว่าตนเองไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องและไม่จำเป็นเลยที่ต้องเก่งกว่านักเรียนและยิ่งไม่จำเป็นเลยที่ต้องตอบคำถามของเด็กได้ทุกคำถาม

ครูที่ชาญฉลาดควรแสดงออกว่าข้อสงสัยหรือคำถามของเด็กนั้นน่าสนใจมาก ชมเชยที่เขาคิดข้อสงสัยและตั้งคำถามออกมาได้ ชื่นชมที่เขากล้าแสดงออกด้วยการตั้งข้อสงสัยต่อคำพูดของครูและกล้าถาม จากนั้นครูจึงทำหน้าที่เป็นโค้ชให้เขาค้นหาหนทางเรียนรู้ด้วยตนเองต่อไปว่าที่แท้แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่สุริยจักรวาลจะมีดาวเคราะห์มากกว่าเก้าดวง น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขื่อน หมอกควันไม่เกี่ยวอะไรกับการเผาป่า ฯลฯ

ครูที่ดีควรชวนนักเรียนมาช่วยกันหาคำตอบ ครูที่ดีควรรู้ว่ากระบวนการหาคำตอบมีความสำคัญมากกว่าคำตอบ เพราะที่แท้แล้วในโลกที่ซับซ้อนนี้ไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวต่อปัญหาใด ๆ อยู่ก่อนแล้ว

กระบวนการหาคำตอบที่ดีย่อมเกิดจากการทำงานเป็นทีมที่ทีมมีความเห็นแตกต่างกันในตอนต้นแล้วร่วมมือกันค้นหาคำตอบหลากหลายที่ไม่มีจุดจบง่าย ๆ การปะทะสังสันทน์ทางความคิดของสมาชิกทีมด้วยความช่วยเหลือและให้กำลังใจของครูจะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้และเกิดนวัตกรรมในตอนท้าย

ย้ำอีกครั้งว่าความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมิใช่ของลอยลงมาจากฟ้าและมิใช่ของที่จะเกิดขึ้นได้จากวัฒนธรรมว่านอนสอนง่ายเชื่อ ๆ ตาม ๆ กันไป หากต้องเกิดจากการคิดเห็นต่างในเรื่องเดียวกัน ปะทะกัน แล้วหาทางออกร่วมกัน

การปะทะกันไม่จำเป็นต้องเสียมารยาท การสอนมารยาทกระทำได้เสมอเมื่อครูและเด็กมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน แต่ประเด็นมิได้อยู่ที่มีหรือไม่มีมารยาท ประเด็นอยู่ที่ผู้ใหญ่ไทยมักไม่รับฟังเด็กพูดนั่นเท่ากับปิดตายการเรียนรู้และพัฒนาการ

]]> 7 ทักษะในศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ และจริยธรรมอย่างไร https://thaissf.org/er007/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er007 Mon, 05 May 2014 13:33:02 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/05/er007/

คำว่าจัดการแปลว่าจัดการ มิได้แปลว่าควบคุมหรือไม่ให้มี คนเรารัก โลภ โกรธ หลงได้เป็นธรรมดาแต่จะจัดการอย่างไร นักเรียนไทยรักกันได้แต่ระวังโรคและการตั้งครรภ์ โลภได้แต่อย่าเข้าไปในเว็บการพนันออนไลน์ โกรธได้แต่อย่ายกพวกตีกันหรือนัดตบกันหลังโรงเรียน หลงได้แต่ไม่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนทุกสองเดือน ฯลฯ คงเห็นพ้องกันว่าสถานการณ์เด็กและวัยรุ่นไทยปัจจุบันทำทั้งหมดที่ว่ามาคือยังไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์

วุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่เกิดจากการสั่งสอนอย่างแน่นอน แต่เกิดจากการปะทะทางอารมณ์ซึ่งกันและกันและเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมว่าในสังคมใดๆ ณ บริบทและเวลาใดๆ เราควรจัดการอารมณ์อย่างไร

การศึกษาที่มุ่งเน้นการมอบความรู้ หลักสูตร การสอบ ความเป็นเลิศ จะกำหนดให้นักเรียนไทยมีพฤติกรรมตัวใครตัวมัน ทุกคนมีภารกิจเรียนให้เก่งแต่ขาดโอกาสปะทะสังสรรค์กับเพื่อนในทางสร้างสรรค์

ทักษะการใช้ชีวิตแบ่งเป็นทักษะย่อย4ขั้นตอนคือ รู้จุดมุ่งหมายของชีวิต รู้จักค้นหาทางเลือกและตัดสินใจ รู้จักรับผิดชอบผลลัพธ์ของการเลือกหรือการกระทำของตนเอง รู้จักยืดหยุ่น ทักษะย่อยที่สามคือรู้จักรับผิดชอบผลลัพธ์ของการเลือกหรือการกระทำของตนเองคือ accountability เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาจริยธรรม(ethics)

จริยธรรมมิใช่ศีลธรรม(moral) จริยธรรมเป็นทักษะ(skill)ซึ่งต้องการการฝึกอย่างต่อเนื่อง จริยธรรมไม่เกิดจากการเทศนาสั่งสอน เราต้องโยนเด็กของเราลงสู่สถานการณ์ที่เขาได้เรียนรู้และฝึกทักษะที่จะมีจริยธรรม

คนทุกอาชีพต้องมีจริยธรรม อาชีพที่มีอำนาจเหนือผู้อื่นยิ่งต้องมีจริยธรรมกำกับมิให้ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่เป็นผลเสียต่อส่วนรวม ดังนั้นนักการเมือง หมอ ครู ผู้พิพากษา ตำรวจ จึงเป็นวิชาชีพที่ต้องมีจริยธรรมแข็งแกร่ง เพราะบุคคลเหล่านี้กำความรู้และถืออำนาจไว้ในมือสูง แต่แม่ค้าขายลูกชิ้นปิ้งก็มิใช่ข้อยกเว้น การเสียบลูกชิ้นต้องเสียบให้ตรงเป็นแนวศูนย์กลางโดยสม่ำเสมอมิเช่นนั้นเวลาปิ้งก็จะสุกไม่เท่ากันทำให้คนกินเดือดร้อนได้ ส่วนที่ไม่สุกก็ทำให้ท้องเสียหรือมีพยาธิ ส่วนที่สุกเกินจนไหม้เกรียมก็ก่อสารพิษและอาจจะก่อมะเร็ง เป็นต้น

แต่เพราะชีวิตเลือกได้และมีความยืดหยุ่น(resiliency) ดังนั้นเด็กประถมและมัธยมควรมีเวลา12ปีในการเรียนรู้แบบActive Learningเพื่อที่จะได้รับรู้ผลลัพธ์ของการกระทำของตนเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนในทีม และตัดสินใจเอาเองว่าตนเองจะใช้ชีวิตที่มีระดับจริยธรรมมากน้อยเพียงไร ให้รู้ว่าการใช้ชีวิตอย่างไรล้วนมีราคาต้องจ่ายทั้งสิ้น

คุณหมอที่ไม่รับของกำนัลจากบริษัทยาเลยแม้กระทั่งปากกาสักด้ามหรือกระดาษทิชชูสักกล่องมีราคาของชีวิตที่ต้องจ่าย คุณหมอที่รับทุนบริษัทยาไปต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอก็มีราคาของชีวิตที่ต้องจ่าย คุณหมอสองท่านนี้มีฐานะต่างกัน ความสุขความทุกข์ต่างกัน

คุณครูที่ไม่คำนึงถึงนักเรียนที่เรียนอ่อนเอาแต่สนใจนักเรียนที่เรียนเก่ง กับคุณครูที่สนใจนักเรียนทั่วทั้งห้องเสมอหน้ากัน ทั้งสองท่านเลือกชีวิตของตนเองและมีราคาของชีวิตที่ต้องจ่ายเช่นกัน รายได้ต่างกัน ความสุขความทุกข์ในใจนั้นต่างกัน

เรื่องเช่นนี้ยากต่อการตัดสินผิดถูกแต่ง่ายต่อการฝึกทักษะหากเด็กนักเรียนได้รับโอกาสฝึกทักษะ

พัฒนาการทางอารมณ์และพัฒนาการทางจริยธรรมเป็นนามธรรม Mahler และ Kohlberg อาจจะเขียนทฤษฎีพัฒนาการสองเรื่องนี้ไว้ชัดเจนและลึกซึ้ง แต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติในประเทศไทยได้หากขาดการลงมือปฏิบัติ

การปฏิวัติการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคนจึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือปฏิบัติ

]]>