การตั้งครรภ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:52 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การตั้งครรภ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 อุ้มบุญ (56) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 11 https://thaissf.org/cd086/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd086 Thu, 04 Dec 2014 02:16:49 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/04/cd086/ นอกเหนือจากคุณสมบัติทางจิตใจและร่างกายที่พร้อมที่จะตั้งครรภ์ได้แล้ว น่าจะเป็นเรื่องของผู้ที่เป็นเจ้าของไข่กับสเปิร์ม และผู้ที่จะรับตั้งครรภ์ ว่าเขามีความสัมพันธ์กับอย่างไร เขามีความพอใจกันและกันหรือไม่

ประเด็นต่อไป เป็นกรณี หญิงรักหญิง ชายรักชาย ที่อยากจะมีลูก เห็นว่าขณะนี้สังคมไทยไม่พร้อมเนื่องจากยังมีความเข้าใจผิดติดค้างในสังคมเยอะ ว่าการที่เป็นคนรักเพศเดียวกันนั้นเป็นโรค เพราะฉะนั้นโอกาสที่เด็กมีชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้จะได้รับการเลือกปฏิบัติ จึงยังไม่ควรต้องเสี่ยงให้เด็กต้องมาเจอกับการเลือกปฏิบัติ

อย่างไรก็ดีเสนอให้เราจะขับเคลื่อนต่อไปอย่างไรในภาพรวม คิดว่าเราไม่ควรจะคุยในเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ควรมีมิติทางสังคม วัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องและยังไม่ไปพร้อม ถามว่าแล้วเราจะเคลื่อนต่อไปอย่างไร ก็คงต้องเอาสมอง เอาเวลา เอาเงินทุน สารพัดไปลงให้กับกิจกรรมด้านสังคมและวัฒนธรรม ให้มากกว่าเรื่องการทำงานด้านเทคโนโลยี

ประเด็นสุดท้าย คือในการที่จะพิจารณาการใช้ ART นี้ต่อไป ควรแยกพิจารณาในสองเรื่องใหญ่คือ ART เพื่อประโยชน์ของบุคคล กับ ART เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

ความเห็นที่ 7

เกี่ยวกับเรื่องอุ้มบุญ ในประเทศอังกฤษ หลังจากคลอดแล้ว จะมีสูติบัตรใบใหม่ให้สำหรับพ่อแม่ทางพันธุกรรมให้ โดยไม่ต้องรับบุตรบุญธรรม

เกี่ยวกับการเลือกเพศบุตร เพิ่มเติมข้อมูล สืบเนื่องมาจากการจัดประชุมสถาบันที่ให้บริการ ART 30 แห่งทั่วประเทศ ได้พิจารณาเรื่องควรจะให้บริการเลือกเพศบุตรโดยสาเหตุทางสังคมหรือไม่ พอจะสรุปความได้ดังนี้

1. ถ้าการปล่อยให้เลือกเพศบุตรจะก่อให้เกิด sex discrimination หมายถึงผู้ชาย-ผู้หญิงไม่เท่าเทียมกันหรือไม่ มีความเห็นแย้งว่า ถ้ามีลูกชาย 1 คน ต้องการลูกสาว เราก็เลือกลูกสาวให้เขา คงไม่ใช่ sex discrimination แต่ว่าเขาต้องการ balance family เพราะยุคปัจจุบันคงไม่มีใครอยากมีลูก 7 คนไม่ได้เพศตามที่ต้องการ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีเทคโนโลยีในมือที่จะเลือกเพศบุตรได้ แล้วทำไมเราถึงไม่ยอมให้เขาใช้เทคโนโลยีอันนั้น

2. ในประเด็นถ้าเลือกเพศแล้วทำให้สัดส่วนเพศ (sex ratio) ของประชากรเปลี่ยนไป ประเด็นนี้ก็ไม่จริง เพราะมีผลวิจัยโดยการคำนวณสถิติแล้วว่า ถ้าปล่อยให้มีการเลือกเพศเสรีด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ สัดส่วนเพศก็จะไม่เปลี่ยน เพราะคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีมีจำนวนน้อย และคนที่มาเลือกโดยเฉลี่ยก็จะมีเลือกชายกลุ่มหนึ่ง หญิงกลุ่มหนึ่ง ก็จะสมดุลไปในที่สุด

ถัดไปคือการทำลายตัวอ่อน ประเด็นคือถ้าเราเลือกเพศบุตรได้แล้ว ตัวอ่อนที่เหลืออยู่จะทำอย่างไร ไปทิ้งไว้ไหน ถ้าเป็นคนที่ดำเนินการในเรื่องนี้อยู่จะตอบทันทีว่า การทำลายตัวอ่อนนี้เกิดขึ้นเกือบทุกวันอยู่แล้วในห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน ไม่สามารถแช่แข็งตัวอ่อนได้ตลอดไป ก็ต้องทำลายกันอยู่ดี เพราะว่าไม่มีใครสามารถเก็บตัวอ่อนไว้ได้ หรือในกระบวนการอย่างนี้ มันมีเกิดแก่เจ็บตาย

การทำลายตัวอ่อนเป็นเรื่องธรรมดาปกติใน ART อยู่แล้ว ถ้ายอมให้มีการแช่แข็งตัวอ่อนก็แน่นอนว่าต้องมีการทำลายตัวอ่อน แม้กระทั่งเป็นตัวอ่อนที่ปกติ ไม่ใช่ตัวอ่อนผิดปกติ เพราะฉะนั้นก็มีบางประเทศที่ห้ามแช่แข็งตัวอ่อนเลย คือไม่ยอมให้มีการฆ่าตัวอ่อน ถ้าพูดอย่างนั้นคือต่อไปต้องมีการออกกฎว่าห้ามแช่แข็งตัวอ่อน คือจะไม่มีฆ่าตัวอ่อนเลย แต่ว่าจะทำให้การทำงานยากขึ้น คนไข้เวลาทำกระตุ้นไข่ทำเด็กหลอดแก้ว เสียค่าใช้จ่ายมาก ถ้ามีตัวอ่อนเกินแล้วเราแช่แข็งได้ ก็จะทำให้โอกาสท้องเขาสูงขึ้น เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ถ้าเราไม่ยอมอย่างนั้นก็จะมีผลเสียมหาศาลเช่น

ประเด็นต่อไปเรื่องห้ามวิธีเลือกเพศบุตรโดยการทำเด็กหลอดแก้ว ทำไมจึงไม่ห้ามวิธีอื่นล่ะ ทำไมจึงไม่ห้ามแยกสเปิร์ม คือถ้าห้ามควรห้ามทุกวิธี ซึ่งทำได้ยาก นอกจากนี้เราไปห้ามวิธีที่ได้ผล เรารู้อยู่ว่าวิธีเดียวในปัจจุบันที่ได้ผลในการคัดเลือกเพศบุตร ถ้าเราไปห้ามวิธีที่ได้ผล แล้วยอมให้เขาทำวิธีไม่ได้ผล ก็จะทำให้เสียเศรษฐกิจ แล้วก็ถ้าเขาไม่ทำในเมืองไทย เขาก็ไปทำที่อื่น และสุดท้ายเหมือนกันการทำแท้งเราปฏิเสธว่า เราไม่มีการเลือกเพศบุตรและออกกฎหมายห้ามเลือกเพศบุตร คิดว่าเราห้ามกฎหมายแล้วคนเขาจะทำตาม สุดท้ายก็ยังคงมีการเลือกเพศบุตรอย่างนี้อยู่ แต่ถ้าเราเปิด น่าจะมีประโยชน์ เพราะเราสามารถควบคุมได้ ทำให้การบริการมีคุณภาพมากขึ้น

]]>
อุ้มบุญ (51) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 6 https://thaissf.org/cd081/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd081 Sat, 29 Nov 2014 06:35:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/29/cd081/ “ตาย” ตามกฎหมายในพจนานุกรมไม่เหมาะสำหรับที่แพทย์จะมาใช้ในเรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะที่เทคโนโลยีมันไปไกลกว่านั้นมาก ขณะนี้คำว่าตายจะมีคำจำกัดความเพิ่มขึ้นแล้วว่า หมายถึงสมองตายด้วย การมีคำจำกัดความดังนั้นจึงมีผลทางกฎหมายโดยทางอ้อมเพราะฉะนั้นกฎหมายเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ จึงเห็นด้วยว่าถ้าออกกฎหมา ยแบบพระราชบัญญัติ จะมีปัญหาตามมามาก

อีกประการหนึ่งคือ เรื่องการฟ้องร้อง มีกรณีที่มีการฟ้องร้องต่อแพทยสภาแล้วคือใช้เทคโนโยีช่วยการเจริญพันธุ์ มีปัญหาจริยธรรมคือใช้ฮอร์โมนเร่งการตกไข่ในปริมาณที่สูงเกินขนาด และขาดการควบคุมจนเกิดโรคแทรกซ้อนที่ค่อนข้างรุนแรง ในกรณีนี้แพทยสภาตัดสินลงโทษ และเมื่อเร็วๆ นี้มี เรื่องเสนอผลงานทางวิชาการ อ้างว่าที่ทำมาอัตราความสำเร็จสูงมากประมาณ 2 เท่า กว่าอัตราทั่วไป ในกรณีนี้การนำเสนอที่พยายามบอกว่าอัตราความสำเร็จสูงจะมีลักษณะเป็นการโฆษณาจูงใจ เข้าข่ายคดีมีมูล

ความเห็น 10

ประเด็นสำคัญเห็นด้วยกับเรื่องความเท่าเทียมและเรื่องคนยากจนที่จะเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาด้วย แต่เห็นว่าในสังคมไทยในขณะนี้ออกกฎหมายช้าเกินไป เพราะเนื่องจากว่าประชาชนถูกกระบวนการอย่างทำให้เสียหายหรือถูกหลอก เวลาเดินทางไปเก็บข้อมูลกับชาวบ้านมีชาวบ้านที่บังเอิญรวย เค้ามีลูกพอแล้วที่เชียงใหม่ทำหมันแล้วเค้าไม่มีลูกชายพอมีสตางค์ก็เลยไปแกะหมันและก็ไปทำกิฟท์จะเอาลูกชาย ดิฉันถามว่าแน่ใจได้อย่างไรว่าจะได้ลูกชาย เขาบอกว่า หมอสัญญากับเขาว่า ถ้าไม่ได้ลูกชายหมอจะส่งให้เรียนจบมหาวิทยาลัย แต่อย่างไรก็แล้วแต่นี่เป็นคำสัญญาหลอกๆ จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกใช้เพื่อนำประโยชน์เข้าตัวมาก และมีการผิดพลาดจำนวนมากซึ่งไม่มีการบันทึกไว้ ผลความล่าช้าต่างๆ ไม่ได้ให้ภาพในด้านที่ไม่สำเร็จและทำความเสียหายให้กับประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเวทีอย่างนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ว่าเราจะได้เกณฑ์หรือไม่ได้เกณฑ์ สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญและอยากจะให้เป็นเป้าหมายหลักของเวทีนี้ด้วยว่า เป็นการลงทุนทางปัญญาสังคม อย่าไปคิดว่าเรื่องพวกนี้ซับซ้อนยุ่งยากในการที่จะสื่อสารกับประชาชนได้ทราบ เราน่าจะมีความสามารถที่จะย่อยเรื่องพวกนี้ไปสู่สาธารณะมากๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจแล้วรู้ว่าเรามีทางเลือกหรือไม่มีทางเลือกอะไรบ้าง ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ประเทศไทยจะเผชิญกับกระแสความรู้ที่มันซับซ้อนมากขึ้น แล้วเราจะทำอะไรไม่ได้เลยอย่าง GMO เป็นต้น จึงเสนอว่าเราต้องทำอย่างนี้แล้วพยายามย่อยให้กับประชาชน

ความเห็นที่ 11

อยากให้ทำความเข้าใจว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ออกมา และที่ยกมาส่วนใหญ่เป็นตัวอย่างของผู้ไม่ปฏิบัติตามมากกว่า อีกแพทย์ที่ปฎิบัติตามกฎเกณฑ์จะไม่เป็นข่าว เวลาพิจารณาจึงไม่ควรให้พอมีเรื่องๆหนึ่งขึ้นมาก็ต้องหากฎเกณฑ์มาจำกัดหรือแก้เเรื่องนั้น เลยกลายเป็นให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วยจำนวนมาก

จริงๆ ก็เป็นอย่างตัวอย่างที่ยกมาว่า ชาวบ้านไม่รู้จริงๆ ว่ามีประกาศแพทยสภาและราชวิทยาลัย แม้ว่ามีออกมาชัดเจนว่า เวลาก่อนจะทำต้องขอความยินยอม ( inform consent) และต้องอ่านในรายละเอียดให้เข้าใจ ซึ่งควรจะมีหมด ทุกขั้นตอนจะทำอย่างไร อัตราความสำเร็จเท่าไร ผลเสียมีอะไร ก่อนลงนาม แล้วจึงค่อยทำให้ ไม่ใช่ไปหลอกชาวบ้าน กรณีตัวอย่างที่ยกมาเป็นข้อยกเว้น

เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ที่สร้างจะเป็นกฎเกณฑ์ที่เป็นขั้นตอน ว่าถึงจุดไหนควรจะทำอย่างไร ไม่ใช่ไปเอาเรื่องที่คนฟ้อง 1 เรื่อง แล้วก็เราก็เอากฎเกณฑ์มาว่าตรงนี้ต้องบังคับหมด มีเป็นขั้นตอน

ข้อชี้แจง

ประเด็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีตัวกฎหมายมาคุม เป็นเพราะว่าระบบกฎหมายต่างกัน โดย อเมริกาและอังกฤษ เป็นระบบ common law ซึ่งไม่มีตัวบทอ้างอิง ในภาคพื้นยุโรปเป็นระบบ civil law จะอิงประมวลกฎหมาย นี่คือความต่างกัน ในอเมริกามีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นก็จะดูคำพิพากษาว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร กฎเกณฑ์ทางกฎหมายเป็นอีกแบบหนึ่ง

ในประเทศเราเป็น civil law เหมือนภาคพื้นยุโรป ถ้าเราจะทำอะไรแล้วไม่มีกฎเกณฑ์อิงเลย และเราไม่มีคำพิพากษาอ้างด้วยเพราะเรื่องอย่างนี้ยังไม่มี เพราะฉะนั้นเวลาเป็นคดีจะยากมาก ถ้าถามว่าอันนี้อิงหลักเกณฑ์อะไร เราเป็นประเทศ civil law เราควรต้องยึดแนวนี้

ผู้ดำเนินรายการสรุป

ช่วงเช้าทุกท่านคงได้เห็นว่าเราก็มีโอกาสทั้งแสดงความเห็นตรงข้ามกันอย่างไรก็ได้ แต่ว่าก็น่าจะได้ความรู้และข้อมูลเพิ่มเติมด้วย จากหลายๆฝ่ายไม่ว่าฝ่ายนักกฎหมาย ฝ่ายนักวิชาชีพ ฝ่ายคนดูแลกติกากลาง รวมถึงพวกเราที่อาจจะไม่ได้มีส่วนรับรู้ ความรู้ที่มันสลับซับซ้อน แต่ก็อยากจะเห็นอะไรที่ดีขึ้นสำหรับสังคม และทุกท่านก็คงจะเห็นอีกประเด็นหนึ่งว่า เวลาที่เราบอกว่าเราอยากจะเห็นกติกา กติกามีได้หลายแบบ ผมหวังว่าบ่ายนี้เราลงไปใน 2 ประเด็นตัวอย่าง ถ้าเป็นไปได้ เราจะช่วยกันเสนอดูว่าเราอยากเห็นกติกาหน้าตาเป็นอย่างไร กติกาควรจะเขียนว่าอย่างไร แล้วควรจะเขียนอยู่ตรงไหน พอจะมีความรู้เท่าที่เราพอจะมีประสบการณ์ อาจจะช่วยทำให้การทำงานตรงนี้ มันเคลื่อนต่อไปได้มากกว่าเรื่องหลักการทั่วไป เรื่องหลักการทั่วๆไปก็มีประโยชน์มากเลย ว่ากลไกลควรจะเป็นอย่างไร กลไกไหนควรเป็นทางออก ทางเลือกซึ่งเราก็ได้คุยกัน โดยใช้ 2 ประเด็นแรกของเช้านี้ ก็หวังว่าบ่ายนี้เราคงลงได้อีก 2 ประเด็น จนกระทั่งได้แนวทางอย่างที่เรียนนะครับว่าทุกท่านเป็นผู้ที่จะเอาของพวกนี้ไปใช้ประโยชน์

]]>
อุ้มบุญ(49) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 4 https://thaissf.org/cd079/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd079 Thu, 27 Nov 2014 09:45:01 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/27/cd079/ ไม่ยอมรับว่าสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากส่วนของมนุษย์เป็นทรัพย์ เพราะจะกระทบว่ามนุษย์จะเป็นทรัพย์ได้อย่างไร ในเมื่อมนุษย์ไม่เป็นทรัพย์ เพราะฉะนั้นส่วนของมนุษย์ก็ไม่น่าเป็นทรัพย์ด้วย แต่ว่าจะละเลยไม่ดูแลเลยก็เป็นไปไม่ได้ จึงควรที่จะคุ้มครองในระดับหนึ่ง จึงยอมรับสภาพการเป็น Quasi-property แต่ปัญหามีว่าเมื่อมีการผสมกันแล้ว แล้วเก็บเอาไว้แล้วและพ่อแม่ไม่ต้องการ หรือคนใดคนหนึ่งต้องการ การต้องการของคนใดคนหนึ่งจะก่อหน้าที่คือโดยสภาพการเป็นบิดามารดาก่อหน้าที่ทั้งสองฝ่าย อีกฝ่ายหนึ่งจะไปขออนุญาตเรียกร้องเพื่อที่จะตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ในกรณีนี้ในอเมริกา จะให้เป็นเรื่องของความยินยอมของทั้งสองฝ่ายเพราะว่าการที่จะเกิดบุตร จะต้องเป็นเรื่องของความยินยอมของทั้งบิดามารดา

ความเห็น 3:

คำจำกัดความของ “ตัวอ่อน” ต้องทำให้ชัดเจน และต้องคุ้มครอง

การคุ้มครองต้องพิจารณาเรื่องเงื่อนเวลาด้วยว่า การเก็บตัวอ่อนควรเก็บไว้นานเท่าไร มีกรณีที่เกิดในประเทศอังกฤษที่เศรษฐีประเทศตะวันออกกลางไปผสมเทียมที่นั่นแล้วหลังจากกลับประเทศไปแล้วบังเอิญตายทั้งคู่ เขามีทรัพย์สินมากและมีพินัยกรรมระบุ ยกทรัพย์สินทั้งหมดนี้ให้กับตัวอ่อนของเขาที่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ โดยจะจัดการอย่างไรก็ได้ที่ให้ตัวอ่อนเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ได้ เพื่อให้ทรัพย์สินทั้งหมดแก่ตัวอ่อน กรณีนี้อังกฤษจึงออกกฎหมายกฎหมายกำหนดระยะเวลาการเก็บตัวอ่อน ประเด็นที่จะติดตามมาคือกำหนดว่าให้การเก็บตัวอ่อนได้นานเท่าไร เทคโนโลยีนี้แม้เป็นเทคโนโลยีพื้นฐาน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ เพราะว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลของคนที่มีความชำนาญและรู้เท่านั้นทำให้สามารถที่จะเอาไป abuse ได้กับคนทั่วไป

ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องแพทยสภาที่ทุกคนเห็นว่าหลายอย่างควรจะต้องให้แพทยสภาเป็นคนทำ แม้ว่าจะเห็นด้วย แต่ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด สิ่งที่ควรจะทำคือให้ประชาคมและคนซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรที่จะเป็นคนทำเรื่องนี้แล้วเสนอเรื่องนี้ไปให้องค์กรวิชาชีพที่รับผิดชอบ หรือแม้แต่เราเองก็ทำได้ เราไม่ควรจะให้องค์กรรับผิดชอบหรือให้องค์กรวิชาชีพทำฝ่ายเดียว เพราะเนื่องจากว่าทุกองค์กรวิชาชีพมีทั้งข้อแข็งและข้ออ่อน ข้ออ่อนขององค์กรวิชาชีพทุกองค์กรที่สำคัญคือว่าจะมองภาพไม่รอบด้าน ในขณะที่ประชาคมลักษณะแบบนี้ซึ่งรวมคนจากหลากหลาย จะมองได้รอบด้านกว่า

ความเห็น 4:

ประเด็นที่หนึ่ง ข้อมูลข้อบังคับแพทยสภาเรื่องมาตรฐานเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เป็นมาตรฐานแรกที่แพทยสภาออกใช้ ก่อนหน้านั้นแพทยสภาได้ออกประกาศเกณฑ์วินิจฉัยสมองตาย แต่ก็ไม่ใช่มาตรฐานวิชาชีพ

ประกาศเกณฑ์วินิจฉัยสมองตาย ที่แพทยสภาออกนั้นทำโดยคำแนะนำของนักกฎหมายโดยที่คำว่า “ตาย” ในทางกฎหมายไม่มีคำจำกัดความ กฎหมายก็จะไปเปิดพจนานุกรมว่าคำจำกัดความว่าเป็นอย่างไรก็ใช้คำนั้น ถ้าหากจะแก้กฎหมาย เรื่องตายนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก จึงมีประชุมกันระหว่างนักกฎหมายกับแพทย์ และได้ข้อสรุปว่าให้แพทยสภาไปออกเกณฑ์วินิจฉัยสมองตายขึ้นมา หลังจากนั้นมาตรฐานที่ออกมานี้สถานะก็เป็นกฎหมาย แต่เป็นกฎหมายวิชาชีพ เพราะออกตามข้อบังคับของแพทยสภาที่กำหนดว่าแพทย์จะต้องปฏิบัติตาม

สำหรับมาตรฐานที่แพทยสภาออกมาก็เป็นมาตรฐานที่ใช้เวลาสามปีกว่าจะเสร็จ เพราะก็จะเชิญทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันช่วยกันคิด ปัญหาคือว่าเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีความเจริญมากและมีความซับซ้อนมากเกินกว่าที่แพทย์ทั่วไปจะเข้าใจได้ และเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ แล้วจะทำอย่างไรให้กฎเกณฑ์ที่ออกมานี้เป็นที่เข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ได้พยายามทำความเข้าใจความเจริญของวิชานี้โดยให้อาจารย์ทางสูติจากวิทยาลัยสูติอธิบายทั้งหมด เขียนยกร่างทั้งหมด แล้วก็เอามาแปลงเป็นภาษาที่ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นเกณฑ์นี้ก็จะเป็นเกณฑ์ของทั้งตัวสถาบันว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ตัวบุคลากรว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ตัวกระบวนการว่าต้องทำอย่างไรบ้าง นอกจากเกณฑ์ทั่วไปแล้วจะมีคำอธิบายค่อนข้างละเอียด บอกหมดเลยว่าจะทำแต่ละเรื่อง จะมีอัตราความเสี่ยงอย่างไรบ้าง อัตราความสำเร็จแค่ไหน อย่างไร ค่อนข้างยากมากในแต่ละอัน แล้วตอนที่เขียนก็มีช่องโหว่ ดังอาจารย์ได้กล่าวถึงแล้วก็คือ ตัวอ่อนนี้ที่เหลือจะเอาไปทำอย่างไร ขณะนั้นยังไม่ได้ข้อยุติว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไรต่อไป

การประชุมวันนี้คงมีประโยชน์เพื่อคิดต่อตรงนี้ว่าเราจะออกกฎเกณฑ์อย่างไรต่อไป ผลที่สุดแล้วก็คงต้องมีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีบทบาทหน้าที่ที่จะต้องทำต่อไป แพทยสภาคงมีหน้าที่ที่จะทำตรงนี้ ในกระบวนการเห็นด้วยว่าคงต้องมีหลายท่านมาช่วยกันคิดก่อนที่จะออกกฎเกณฑ์ต่างๆ นี้ต่อไป

ประเด็นที่สองคือ เรื่องชื่อเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เป็นคำที่ใช้มาก่อนค่อนข้างนานประมาณ 10 กว่าปีแล้ว ก่อนนั้นก็ผสมเทียม คำว่าผสมเทียมเข้าใจว่าแทนที่หญิงชายจะร่วมประเวณีกันแล้วเกิดลูก นั่นคือผสมจริง ก็เปลี่ยนเป็นการเอาเชื้อไปโดยที่ไม่มีการร่วมประเวณีแล้วก็เกิดลูกเรียกว่า “ผสมเทียม” ความหมายเป็นอย่างนั้น แต่ลักษณะของปฎิสนธิเป็ลักษณะของธรรมชาติที่เกิดขึ้นแล้วแต่เราจะตีความ

]]>
อุ้มบุญ(48) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 3 https://thaissf.org/cd078/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd078 Thu, 27 Nov 2014 06:04:18 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/27/cd078/ ทั้งนักกฎหมายที่ยังมีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่เพียงพอ และด้านแพทย์เองก็มีข้อจำกัดด้านกฎหมาย

แม้ว่าส่วนใหญ่ ที่ประชุมเห็นว่าตัวอ่อนเป็นทรัพย์สิน แต่เป็นทรัพย์สินที่สามารถพัฒนาเป็นชีวิตได้แต่ยังไม่เสนอคำจำกัดความที่ชัดเจนว่า ทรัพย์สินที่สามารถพัฒนาเป็นชีวิตได้มีความหมายอย่างไร แต่ควรจะมีข้อกำหนดเฉพาะในเรื่องทรัพย์สินที่สามารถพัฒนาเป็นชีวิตได้แตกต่างกับข้อกำหนดเรื่องทรัพย์สินทั่วไปด้วย

สำหรับในกลุ่มที่มีความชัดเจนทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เสนอไว้ชัดเชนว่า ตัวอ่อนในระยะ Blastocyst เป็นระยะที่เป็นกลุ่มของเซลล์ยังไม่พัฒนาจนเป็นอวัยวะชัดเจน น่าจะถือว่าเป็นเนื้อเยื่อ ซึ่งควรได้รับความคุ้มครองในระดับของการคุ้มครองเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ

3. ที่ประชุมได้เสนอเงื่อนไขสำหรับการจัดการไข่ เชื้ออสุจิ และไข่ที่ผสมแล้ว เช่น

3.1 อำนาจัดการ:บุคคลที่ควรเป็นผู้มีสิทูธิ์เหนือไข่ เชื้ออสุจิ ควรเป็นเจ้าของไข่และเชื้ออสุจิโดยควรแสดงเจตจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนไว้ล่วงหน้าก่อนบริจาค ถึงวัตถุประสงค์ เงื่อนไขในการใช้และการทำลาย

สำหรับไข่ที่ผสมแล้ว มีความเห็นว่าเจ้าของไข่และอสุจิที่นำมาผสมกันนั้นมีความเป็นเจ้าของร่วมกัน อย่างไรก็ดีมีเหตุผลเพิ่มเติมที่เห็นว่าเนื่องจากไข่ที่ผสมแล้วมี “ความสามารถที่จะพัฒนาเป็นมนุษย์” ควรมีสิทธิเท่าเทียมกับมนุษย์อื่น ๆ ดังนั้นในกรณีที่ไม่สามารถแสดงเจตจำนงได้เอง จึงต้องให้เจ้าของไข่และเชื้ออสุจิ ในฐานะบิดา-มารดา ทางพันธุกรรม เป็นผู้แสดงเจตนารมณ์แทน

อย่างไรก็ดี มีความเห็นแย้งในเรื่องอำนาจจัดการว่าสามารถมอบให้ผู้อ่านได้หรือไม่ โดยอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาว่า เด็กไม่ใช่ทรัพย์สิน การโอนอำนาจปกครองไม่สามารถทำโดยการทำเป็นหนังสือเท่านั้น แต่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายด้วย อย่างไรก็ดีประเด็นนี้ ที่ประชุมไม่ได้อภิปรายต่อ

นอกจากนี้ ได้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่ได้แสดงเจตนารมณ์เป็นการบริจาคแล้ว เจ้าของไข่หรือเชื้ออสุจิ น่าจะไม่มีสิทธิเหนือไข่-เชื้ออสุจินั้นแล้ว สถาบันที่ดำเนินการดังกล่าวควรตั้งกรรมการขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดูแลจัดการอย่างเหมาะสมต่อไป

3.2 เงื่อนไขการใช้ไข่-อสุจิและไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว ที่ประชุมมีข้อเสนอ เช่น

3.2.1 ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค โดยทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ ซึ่งในทางปฏิบัติขณะนี้ ผู้บริจาคต้องแสดงเจตนารมณ์ในเรื่องดังกล่าวไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะในกรณีผู้บริจาคเสียชีวิต

3.2.2 ควรให้แพทยสภาออกข้อกำหนดที่ชัดเจนถึงเงื่อนไขในการบริจาคและมีข้อกำหนดในการดำเนินการที่ชัดเจน

3.3 การใช้/ทำลายไข่ที่ผสมแล้วเพื่อการวิจัย ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าน่าจะสามารถนำไปใช้ได้เพื่อประโยชน์สำหรับการพัฒนาการรักษา อย่างไรก็ดี ในการทำวิจัยในลักษณะดังกล่าว โดยการวิจัยจะต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาการศึกษาวิจัยในคน หรือคณะกรรมการจริยธรรมของสถาบันที่เกี่ยวข้องซึ่งจะพิจารณาประเด็นจริยธรรมสำหรับการศึกษาวิจัยเรื่องนั้น ๆ อยู่แล้ว

ประเด็นที่ 3: การตั้งครรภ์แทน

ความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางกฎหมายในกรณีการตั้งครรภ์แทน

ที่ประชุมไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางกฎหมายสำหรับกรณีตั้งครรภ์แทน แต่เห็นว่าควรมีข้อกำหนดหรือข้อกฎหมายที่กำหนดหน้าที่และรับรองสิทธิที่ชัดเจนในเรื่องนี้ โดยส่วนใหญ่เห็นว่าควรจะอนุญาตให้มีการตั้งครรภ์แทน โดยการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่สามารถรับบริการนี้ รวมถึง คุณสมบัติของผู้ที่จะมาตั้งครรภ์แทน แต่ห้ามมิให้มีการทำเป็นการค้า

ประเด็นที่ 4: การคัดเลือกตัวอ่อน

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการคัดเลือกตัวอ่อน

ข้อสรุป

1.การคัดเลือกตัวอ่อนเพื่อป้องกันโรคทางกรรมพันธุ์ รวมไปถึงการคัดเลือกเพศเพื่อป้องกันโรคทางกรรมพันธุ์ที่ร้ายแรง และถ่ายทอดไปเฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง เป็นกรณีที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ดี ที่ประชุมไม่ได้นำเสนอ/พิจารณาโดยละเอียดว่า โรคทางพันธุกรรมที่ร้ายแรงที่สามารถคัดเลือกตัวอ่อนทิ้งได้ ควรเป็นโรคใด หรือก่อให้เกิดผลเช่นใด

2.การคัดเลือกเพศ ที่ประชุมมีความเห็นแตกต่างกันไป ส่วนที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากคำนึงถึงเรื่องการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ และปัญหาทางสังคม ในส่วนที่เห็นด้วย ใช้ข้อพิจารณาจากเหตุผลของครอบครัว เช่น มีลูกเพศใดเพศหนึ่งมาแล้วหลายคน ต้องการอีกเพศ เป็นเหตุผลที่ยอมรับได้

3.การคัดเลือกตัวอ่อนที่เลือกเฉพาะตัวอ่อนที่มีลักษณะดี/เด่น เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ

]]>
อุ้มบุญ (47) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 2 https://thaissf.org/cd077/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd077 Sat, 22 Nov 2014 14:25:16 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/22/cd077/ เทคนิคที่จะมาใช้เพื่อการรักษาคู่สมรสที่มีบุตรยาก โดยความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เกี่ยวกับเซลล์สืบพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านไข่หรือเชื้ออสุจิ ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์หลายรูปแบบ คือ

1. การฉีดเชื้อหรือการผสมเทียม เป็นการนำเอาเชื้ออสุจิของฝ่ายชายฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง แล้วปล่อยให้มีการปฏิสนธิตามธรรมชาติ

2. เทคนิคการทำกิ๊ฟ (Gamete Intrafallopian Transfer GIFT) เป็นการนำไข่ของฝ่ายหญิงที่เก็บมาจากร่างกาย แล้วนำเอาไข่กับเชื้ออสุจิมาใส่เข้าไปพร้อมกันทางหลอดมดลูกโดยผ่านทางหน้าท้องและปล่อยให้ผสมกันทางธรรมชาติ

3. เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization&Embryo Transfer.IVF&ET) เป็นการเก็บไข่โดยใช้เข็มแทงผ่านช่องคลอดแล้วนำมาผสมกับเชื้ออสุจิในห้องทดลอง เมื่อผสมกันเรียบร้อยแล้วแบ่งตัวในระดับหนึ่งจึงย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูก

4. เทคนิคการทำอิกซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection: ICSI) จะทำในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิน้อยหรือไม่มีเลย ทำโดยการนำเชื้ออสุจิเพียงตัวเดียวมาฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง แล้วรอให้พัฒนาเป็นตัวอ่อนจึงจำใส่กลับเข้าไปในมดลูก

เทคนิคบางประการของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์นั้น หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมและจรรยาแพทย์รวมไปถึงกฎหมายพอสมควร เช่น

– การใช้เชื้ออสุจิ หรือไข่ที่ได้จากการบริจาค

– การคุ้มครองตัวอ่อนนอกครรภ์ เช่น เมื่อมีการผสมภายในห้องทดลองแล้วนำฉีดกลับเข้าไปในมดลูกเพียงตัวอ่อนเดียว ตัวอ่อนที่เหลือสามารถนำมาใช้ในการวิจัยได้หรือไม่ ตัวอ่อนที่เหลือเป็นของใคร

– การตั้งครรภ์แทนหรือการอุ้มบุญ

– การคัดเลือกตัวอ่อนก่อนการฝังตัว ทั้งการตรวจหาโรคที่เกิดจากพันธุกรรม การเลือกเพศ

จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ดังกล่าว ที่เป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกายเปิดโอกาสให้มีการคัดเลือกตัวอ่อนเพื่อหลีกเลี่ยงโรคที่ติดต่อทางพันธุกรรม รวมทั้งสามารถเลือกเพศของตัวอ่อนได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีประเด็นการใช้ประโยชน์จากตัวอ่อนที่เหลือจากการผสมเทียม ซึ่งของเขตทางจริยธรรมในเรื่องดังกล่าวยังไม่ชัดเจน และยากต่อการควบคุมทางกฎหมาย อีกทั้งยังในประเทศไทยเองก็ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับกำกับดูแลเรื่องดังกล่าว โครงการชีวจริยธรรมกับการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (Biotec) ได้เล็งเห็นความสำคัญของกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ จึงได้ดำเนินการให้ รศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส และ รศ.ดร.ดาราพร ถิระวัฒน์ ทำการรวมรวมและวิเคราะห์องค์ความรู้ในประเด็นและข้อเสนอแนะทางกฎหมายและจริยธรรมเกี่ยวกับการปฏิสนธิเทียม และการคัดเลือกทางพันธุกรรม จึงได้จัดการประชุมเพื่อเสนอเรื่องดังกล่าวต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อประเด็นต่าง ๆ โดยได้แบ่งการนำเสนอข้อมูลและการพิจารณาเป็น 4 หัวข้อหลักดังนี้

1. เงือนไขการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิเทียม

2. การคุ้มครองตัวอ่อนนอกครรภ์

3. การตั้งครรภ์แทน

4. การคัดเลือกตัวอ่อน

ข้อสรุปจากที่ประชุม

ประเด็นที่ 1: เงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิเทียม

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเงื่อนไขและขอบเขต ในการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิเทียมหรือการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แนวทางการกำหนดเงื่อนไข และหน่วยงานรับผิดชอบ

ข้อสรุป

1. ควรมีขอบเขตในการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เพื่อป้องกันการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตามมีความเห็นว่าควรจะมีทั้งข้อจำกัดและข้อยกเว้นในลักษณะที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และสอดคล้องกับแนวทางของสังคม

2. เงื่อนไข/ข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี ที่ประชุมเห็นว่า ควรพิจารณากำหนดไว้พิจารณาจากความเหมาะสมของสังคมและวัฒนธรรมของไทย แต่อย่างไรก็ดี ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการด้วย เงื่อนไขที่ควรกำหนดไว้ เช่น

ก. ส่วนใหญ่เห็นว่าควรกำหนดเงื่อนไขการใช้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เฉพาะคู่สมรสแต่ไม่ได้จำกัดเฉพาะคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น การให้บริการควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กที่จะเกิดมาเป็นสำคัญ สำหรับเงื่อนไขที่ได้มีการพิจารณาในส่วนของการตั้งครรภ์แทน ควรกำหนดเป็นเงื่อนไขสำคัญไว้ด้วยว่า คู่สมรสไม่สามารถมีบุตรได้ตามธรรมชาติ

ข. ในกระบวนการพิจารณาว่าผู้รับบริการควรได้รับบริการหรือไม่ อาจมีคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณาในด้านความจำเป็นและความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของคู่สมรส ซึ่งเป็นการให้ความเห็นนอกเหนือจากแพทย์ผู้ให้บริการ เพื่อเป็นการป้องกันแพทย์จากการถูกฟ้องร้องในเรื่องการปฏิเสธการรักษา และให้เกิดการมองอย่างรอบด้านมากขึ้น

ค. ในกรณีของการตั้งครรภ์แทน นอกจากคู่สมรสที่ขอรับบริการแล้ว ผู้รับตั้งครรภ์แทนก็ควรได้รับประเมินคุณสมบัติก่อนรับตั้งครรภ์ รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขในการตั้งครรภ์แทนเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ตั้งครรภ์แทนปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม หรืออาจก่ออันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้ แต่อย่างไรก็ดี การรับตั้งครรภ์แทนไม่ควรทำโดยมีเจตจำนงเพื่อการค้า

3. แม้ว่าที่จะประชุมจะเห็นว่า ขณะนี้แพทยสภาเป็นองค์กรสำคัญที่ดูแลในเรื่องดังกล่าว แต่เงื่อนไขและข้อกำหนดเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ และเป็นมุมมองจากวิชาชีพเพียงด้านเดียวแพทยสภาพอาจทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางประสานงานไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่จำกัดเฉพาะองค์กรวิชาชีพ แต่อาจจัดตั้งเป็นคณะกรรมการกลางที่ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ ทั้งสังคม จริยธรรม และกฎหมาย รวมถึงผู้มีส่วนได้เสีย เข้าร่วมเป็นกรรมการ เพื่อให้ข้อกำหนดที่ครอบคลุมในประเด็นต่าง ๆ อย่างกว้างขวา และเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุก ๆ ฝ่าย นอกจากนี้ แพทยสภาพควรเผยแพร่หลักเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

]]>
อุ้มบุญ (45) บรรยายพิเศษเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ตอนที่ 2 https://thaissf.org/cd075/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd075 Wed, 19 Nov 2014 02:04:59 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/19/cd075/ พ่อแม่ที่แท้จริงซึ่งเป็นเจ้าของพันธุกรรม มีต้องการจะเป็นพ่อแม่ตามสูติบัตรด้วย ซึ่งยังเป็นไปไม่ได้ตามกฎหมายไทย จึงใช้วิธีเมื่อเด็กคลอดแจ้งชื่อบิดา-มารดาเจ้าของพันธุกรรม แทนชื่อของบิดา-มารดารที่รับตั้งครรภ์แทน ทำให้มีปัญหาในแง่ของการแจ้งความเท็จ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ

6. การตรวจความผิดปกติของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว – เป็นกระบวนการเพื่อดูว่าเด็กมีพันธุกรรมที่ผิดปกติหรือไม่ ในบางกรณีใช้เพื่อการเลือกเพศบุตร ซึ่งการคัดเลือกเพศของบุตรโดยการคัดเลือกทางพันธุกรรมก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในปัจจุบัน โดยเอาตัวอ่อนมาตรวจสอบว่ามีพันธุกรรมที่ผิดปกติหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ทราบด้วยว่าตัวอ่อนนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง ถ้าคู่สมรสต้องการบุตรเพศชาย ก็ใส่เฉพาะตัวอ่อนของเพศชายกลับไปในมดลูก ซึ่งขณะนี้แพทยสภา และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ ได้ออกแนวปฏิบัติ (guideline) มาแล้ว ว่าโดยปกติถ้าเป็นความต้องการของคู่สมรสในการเลือกเพศ แพทย์ไม่สมควรทำ ยกเว้นจะเป็นมีปัญหาในเรื่องของโรคพันธุกรรมบางโรคที่สามารถถ่ายทอดไปเฉพาะเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น จึงจะสามารถทำได้ โดยคู่สมรสต้องขออนุญาตด้วยตนเอง ต่อราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นองค์กรซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการดำเนินการของแพทย์ในด้านนี้ การคัดเลือกทางพันธุกรรมมีประโยชน์ในทางการแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยตัวอ่อนว่ามีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือไม่ ถ้ามีความผิดปกติจะผิดปกติในระดับใด แต่เทคโนโลยีดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก

7. ในอนาคตอันใกล้อาจจะมีเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นมาอีกในเรื่องของการผลิตไข่หรือผลิตเชื้ออสุจิ เนื่องจาก

มีคนไข้กลุ่มหนึ่งที่อายุเกินกว่าวัยเจริญพันธุ์แต่ยังต้องการมีบุตร เช่น หมดประจำเดือนแล้วแต่ไปเจอคู่ตอนที่อายุมาก แล้วต้องการมีบุตรสืบสกุล เทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถช่วยได้ แต่การดำเนินการดังกล่าวในปัจจุบันยังคงต้องใช้ไข่บริจาค แต่ในอนาคตอันใกล้เราสามารถใช้เทคโนโลยีเรื่องโคลนนิ่งมาช่วย โดยนำเอานิวเคลียสของเซลล์ปกติในเซลล์ร่างกายซึ่งโครโมโซมเป็นครบคู่ใส่ลงในไข่ แล้วกระตุ้นด้วยไฟฟ้า เพื่อให้โครโมโซมแยกออกมาเป็นโครโมโซมเดียวให้พร้อมที่จะนำไปปฏิสนธิกับเซลล์สืบพันธุ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยหลักการนี้แพทย์สามารถใช้เซลล์ร่างกายของคนไข้เองเหมือนกับการทำโคลนนิ่ง ในประเทศไทยเริ่มที่จะดำเนินการบ้างแล้ว แต่ในเรื่องของจริยธรรมก็ยังมีปัญหาพอสมควร และยังมีเรื่องของงบประมาณงานวิจัย ซึ่งในประเทศไทยยังคงมีข้อจำกัด คาดว่าคงต้องใช้เวลาพัฒนาเทคโนโลยี ไม่น่าจะเกิน 1 – 2 ปีนี้ในห้องทดลอง แต่ในทางปฏิบัติยังคงต้องใช้เวลาสักระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้การดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวมีความปลอดภัยเพียงพอ

8. การทำโคลนนิ่ง Somatic Cell Nuclear Transfer – ก็เป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ ซึ่งการโคลนนิ่งจะทำได้ 2 แบบ คือ แบบหนึ่งคือการทำโคลนนิ่งในรูปของ reproductive Cloning คือการสร้างตัวอ่อนแล้วปลูกถ่ายให้เป็นคนขึ้น ซึ่ง กระบวนการนี้ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และแพทยสภา ได้มีมติแล้วว่าห้ามดำเนินการในลักษณะนี้ อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวมีประโยชน์ในทางการแพทย์ เพราะเราสามารถสร้างตัวอ่อนแล้วนำเซลล์ต้นตอ (Stem cell) ภายในตัวอ่อนนั้นไปศึกษาหรือทำยา หรือทำการศึกษาเกี่ยวกับเซลล์มะเร็ง หรือไปทดแทนในเรื่องของการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ (transplant) ซึ่งในต่างประเทศได้เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น เปลี่ยนถ่ายกระดูกไขสันหลังเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ หรือเป็นโรคหัวใจเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย ก็สามารถเอาเซลล์ต้นตอนี้เข้าไปปลูกถ่ายเพื่อรักษาได้ จะเห็นได้ว่าประโยชน์มีมหาศาลในวงการแพทย์ แต่ปัญหาคือ ผู้ใช้นำไปใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ ถ้าใช้อย่างผิดๆ ก็จะมีปัญหามากพอสมควร

หากจะกล่าวเฉพาะในแง่ของโครงการศึกษาพันธุกรรมมนุษย์ (human genome project) ซึ่งหากเอามาต่อกันกับ somatic cell transfer นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้าง สิ่งที่น่ากลัวขึ้นมาได้พอสมควร ซึ่งโดยเทคโนโลยี และโดยความรู้เป็นสิ่งที่มีทั้งคุณและโทษ ซึ่งต้องการกฎหมายดูแล เพราะเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าไปกว่ากฎหมายพอสมควร

]]>
อุ้มบุญ (43) โครงการการทบทวนเอกสารเรื่องสุขภาพจิต/จิตวิทยาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ กรณีตั้งครรภ์แทน ตอนที่ 12 https://thaissf.org/cd073/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd073 Mon, 17 Nov 2014 03:03:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/17/cd073/ รายงานฉบับสมบูรณ์

โครงการการทบทวนเอกสารเรื่องสุขภาพจิต/จิตวิทยาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ กรณีตั้งครรภ์แทน

โดย น.พ. ปราโมทย์ สุคนิชย์

สิงหาคม 2548


บรรณานุกรม

เผยแพร่ 17 พฤศจิกายน 2557

1. Ciccarelli J, Beckman L. Navigating rough waters: An overview of psychological aspects of surrogacy. J of Social Issues. 2005;61: 21-43.

2. Edelmann RJ. Surrogacy: the psychological issues. J Reprod Infant Psychol 2004;22:123-36.

3. The ESHRE Capri Workshop Group. Social determinants of human reproduction. Hum Reprod 2001;16:1518-26.

4. ประมวล วีรุตมเสน. พระราชบัญญัติการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์. รายงานจากการประชุมวิชาการประจำปี 2548 ของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมอนามัยการเจริญพันธุ์(ไทย)และชมรมเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แห่งประเทศไทย โรงแรมเอเชีย กรุงเทพ 18-20 พฤษภาคม 2548.

]]>
 

 

5. Shore C. Virgin births and sterile debates: anthropology and the reproductive technologies. Current Anthropology. 1992; 33: 295-315.

6. Stotland NL. Psychiatric issues related to infertility, reproductive, technologies, and abortion. Primary care: clinics in office practice. 2002;29: 13-26

7. Beckman LJ, Harvey SM. Current reproductive Technologies: increased access and choice?. J Social Issues. 2005;61:1-20.

8. China internet information center[ homepage on the internet]. Gestational surrogacy banned in China. Available from : http//:www.china.org.cn/english/2001/jun/15215.htm

9. Schenker JG. Assisted reproductive practice:religious perspectives. Reproductive Biomedicine online 2005;10;310-9.

10. Serour G I. Bioethics in infertility management in the muslim world[homepage on the internet] Gyrus Medical. Available from: http://www.obgyn.net/eago/art12.htm

11. Brisden PR, Appleton TC, Murray E et al. Treatment by in vitro fertilization with surrogacy: experience of one British centre. BMJ. 1994; 320: 924-9.

12. Baor L, Blickstein I. En Route to an ‘‘Instant Family’’:psychosocial considerations. Obstet Gynecol Clin N Am. 2005;32 :127–39.

13. Chen, Ting-Hsiu ; Chang, Sheng-Ping ; Tsai, Chia-Fen ; Juang, Kai-Dih .Prevalence of depressive and anxiety disorders in an assisted reproductive technique clinic Human Reproduction 2004;19: 2313-8.

14. Fassino S, Piero A, Boggio S, Piccioni V, Garzaro L. Anxiety, depression and anger suppression in infertile couples: a controlled study. Hum Reprod 2002;17:2986-94.

15. Guerra D, Liobera A, Veiga A, Barri PN. Psychaitric morbidity in couples attending a fertility service. Hum Reprod 1998;13: 733-6.

16. Matsubayashi H, Hosaka T, Izumi S, Suzuki T, Makino T. Emotional distress of infertile woman in Japan. Hum Reprod. 2001;16:966-9.

17. Dyer SJ, Abrahams N, Mokoena NE, Lombard CJ, van der Spuy ZM. Psychological distress among womean suffering from couple infertility in South Africa: a quantitative assessment. Hum Repord ; In press 2005.

18. Baslington H. The social organization of surrogacy: relinquishing a baby and the role of payment in the psychological detachment process.J. Health Psychol. 2002;7:57–71.

19. Ciccarelli JC. The surrogate mother: A post-birth follow-up study. Unpublished Doctoral Dissertation. Los Angeles: California School of Professional Psychology1997.

20. Jadva V, Murray C, Lycett E, MacCallum F, Golombok S. Surrogacy:the experience of surrogate mothers. Hum Reprod 2003;18:2196-204.

21. Dickens BM. Ethical issues arising from the use of assisted reproductive technologies. In. Vayena E, Rowe PJ, Griffin PD. Editors. Medical, Ethical and Social Aspects of Assisted Reproduction. Report of a meeting held at WHO Headquarters in Geneva, Switzerland, 2001 September 17 –21; 333-48.

22. Blyth, E. “I wanted to be interesting. I wanted to be able to say ‘I’ve done something with my life’”: Interviews with surrogate mothers in Britain. J Reprod Infant Psychol. 1994;12 :189–98.

23. van den Akker O. The importance of a genetic link in mothers commissioning a surrogate baby in UK. Hum Reprod 2000;15:1849-55.

24. Klinepeter CB. Surrogacy: parent’s story. Psychol Rep 2002;91:201-19.

25. Kleinpeter CH, Hohman MM Surrogate motherhood: personality traits and satisfaction with service providers Psychol Rep. 2000 Dec;87(3 Pt 1):957-70.

26. Fischer S, Gillman I. Surrogate motherhood: attachment, attitudes and social support. Psychiatry. 1991 Feb;54:13-20.

27. van den Akker O. Organizational selection and assessment of woman entering a surrogacy agreement in the UK. Hum Reprod 1999;14:262-6.

28. Levine HB. Gestational surrogacy: nature and culture in kinship. Ethnology. 2003;42 :173-85.

29. ไสววรรณ ไผ่ประเสริฐ . การศึกษาการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็กที่เกิดจากการปฏิสนธิโดยวิธี ICSI (บทคัดย่อจากวิทยานิพนธ์แพทย์ประจำบ้าน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์) Journal: ว.กุมารเวชศาสตร์ (Thai J Pediatr) Vol,No,Page: 40,1 ( ม.ค.-มี.ค. 2544 ) , 61-2.

30. Golombok S, MacCallum F. Practitioner review: outcomes for parents and children following non-traditional conception: what do clinicians need to know?. J Child Psychol Psychiatry. 2003 44;303–15.

31. Golombok S, Brewaeys A, Giavazzi MT, Gerra D, MacCallum F, Rust J. The European study of assisted reproduction families: the transition to adolescence. Hum Reprod. 2002;17:830-40.

32. Golombok S, MacCallum F, Murray C, Lycett E , Jadva V. Surrogacy families: parental functioning, parent–child relationships and children’s psychological development at age 2. J Child Psychol Psychiatry;In press 2005.

33. van den Akker, O.B.A. (2001a). Adoption in the age of reproductive technology. Journal of Reproductive and Infant Psychology 2004;19:147–59.

34. Braverman AM, Corson SL. A comparison of oocyte donor’s and gestational carriers/surrogaates’ attittudes towards third party reproduction. J Assissted Reprod and Genetics. 2002;19:462-9.

35. Patterson CJ. Lesbian and gay parenting[monograph on the internet]. Washington DC: American psychological association;1995[cited June2005]. Available from: http://www.apa.org/pi/parent.html

36. Paige R U, editors. Resolution on sexual orientation, parents and children. Proceedings of the American Psychological Association 2004 July 28 & 30; Honolulu, HI; 2005.

37. Perrin EC. The Committee on psychosocial aspects of child and family health. American Academy of Pediatrics.coparent or second-parent adoption by same –sex parents .Pediatrics 2002;109:341-4.

38. Huggins SL. A comparative study of self-esteem of adolescent children of divorced lesbian mothers and divorced heterosexual mothers. J Homosex. 1989;18(1-2):123-35.

39. Golombok S, Murray C, Brisden P, Abdalla H. Social versus biological parenting: family functioning and the socioemotional development of children conceived by egg or sperm donation. J. Child Psychol Psychiatry.1999;40:519-27.

40. Steril F.Informing offspring of their conception by gamete donation.[ monograph on the internet] In . Ethics Committee of the American Society for Reproductive Medicine American Society for Reproductive Medicine. Ethical considerations of assisted reproductive technology. 2004 .Washington DC; Available from: http://www.asrm.org/Media/Ethics/ethicsmain.html

41. Boivin J et al. Guidelines for counselling in infertility: outline version. Hum Reprod. 2001;16:1301-4.

42. Rimm AA, Katayama AC, Diaz M, Katayama KP. A meta-analysis of controlled studies comparing major malformation rates in IVF and ICSI infants with naturally conceived children. J Assist Reprod Genet. 2004 ;21:437-43.

43. Hansen M, Kurinczuk JJ, Bower C, Webb S. The risk of major birth defects after intracytoplasmic sperm injection and in vitro fertilization. N Engl J Med. 2002; 346: 725-730.

44. American College of Obstetricians and Gynecologists Committee on Ethics 2003-2004 .Surrogate motherhood. In. Ethics in Obstetrics and Gynecology.2nd ed. American College of Obstetricians and Gynecologists 2004. Available from http://www.acog.org/from_home/publications/ethics/ethics050.pdf

45. Steinbock B. Payment for Egg Donation and Surrogacy. Mount Sinai Journal of Medicine.2004; 71:255-65.

46. Ciccarelli J, Caiccarelli J. The legal aspects of parental rights in assisted reproductive technology. J Social Issues. 2005;61:127-37.

]]>
อุ้มบุญ (42) โครงการการทบทวนเอกสารเรื่องสุขภาพจิต/จิตวิทยาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ กรณีตั้งครรภ์แทน ตอนที่ 11 https://thaissf.org/cd072/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd072 Fri, 14 Nov 2014 07:13:04 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/14/cd072/ กระบวนการนี้ส่งผลกับระบบความคิดทางครอบครัวของสังคมโดยรวม ไม่ควรจำกัดวงมองแต่ผลอันเกิดแก่กลุ่มคนเล็กๆ

นอกจากนี้ ลักษณะการศึกษาวิจัยมีจำนวนตัวอย่างประชากรที่ไม่มาก และส่วนมาก ยังเป็นกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกโดยองค์กร หรือ agency มาแล้ว มาเป็นผู้ให้ข้อมูล ด้วยวิธีการเก็บข้อมูลที่แตกต่างไปอย่างมาก อาจทำให้มีความโน้มเอียงของข้อมูลที่ได้ไปในทางบวก หรือได้ลักษณะข้อมูลที่ไม่กว้างพอ ในขั้นต้นนี้ ผู้ทบทวนเอกสารคิดว่า การศึกษาด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก น่าจะได้ข้อมูลมากกว่า การสอบถามด้วยแบบสอบถามมาตรฐานที่แจกให้ตอบกลับมาเอง

ข้อด้อยอีกประการหนึ่งของการศึกษาส่วนใหญ่ที่ทบทวนมาคือ เป็นการศึกษาระยะสั้น หรือตัดขวาง ( cross sectional ) ใช้การระลึกความจำ ( recall ) ตอบ ทำให้ยังไม่อาจเห็นภาพสิ่งที่เกิดกับทุกฝ่ายในระยะยาวได้จริง

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ได้ อาจบอกเราได้ว่า หากมีการเตรียมตัว และควบคุมการทำ surrogacy ที่ดี ก็สามารถทำให้ผลของกระบวนการออกมาในทางที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพอใจได้อย่างน้อย ก็ในระยะสั้น ซึ่งอาจได้แก่มาตรการต่อไปนี้

• การนำกระบวนการนี้เข้าสู่ระบบที่เปิดเผย และมีการควบคุมทั้งคุณภาพการใช้เทคโนโลยี ( โดยองค์กรวิชาชีพแพทย์เอง )

• การเสนอความรู้ความเข้าใจกับเรื่องนี้อย่างเป็นจริง ครบถ้วนทุกด้าน ผ่านสื่ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการนำเสนออิสระที่อาจเกินจริง บิดเบือน ชักจูงให้ผู้ขาดความรู้และเสียเปรียบทางสังคมเข้าสู่ระบบ

• ในแง่ของกฎหมายควรครอบคลุมในแง่ต่อไปนี้

• กำหนดลักษณะของ CC และ SM คร่าวๆ เช่น มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ต่างๆของ CC ไว้ เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการนี้ในเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การกำหนดว่า CC ต้องเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย อาจเป็นข้อถกเถียงว่าเป็นการจำกัดสิทธิของกลุ่มรักร่วมเพศ หรือสตรีที่ยังไม่แต่งงาน

• ป้องกันการนำกฎหมายนี้ไปอ้างเหมือนกับยอมรับได้ว่า การมาเป็น SM เป็น “อาชีพที่ถูกกฎหมาย” อีกอาชีพหนึ่ง

• การสร้างความเท่าเทียมกันในการต้องการมีบุตรโดยไม่ขึ้นกับฐานะทางการเงิน เช่น อนุญาตให้เบิกค่าใช้จ่ายในการเข้ารักษานี้ได้ในกรณีที่สมควรต้องเข้ากระบวนการ7

• การบังคับให้ทุกองค์กรที่จัดให้มีบริการนี้ มีการให้คำปรึกษาที่มีรูปแบบและบุคลากรที่มาตรฐาน เพื่อคัดกรอง ให้การดูแลอย่างสม่ำเสมอแม้แต่หลังจบกระบวนการไปแล้ว และพร้อมที่จะช่วยเหลือเด็กที่ต้องการรับรู้ข้อมูลในภายหลัง ตามสิทธิที่มีตามกฎหมาย

• การบันทึกข้อมูล การรักษาและเปิดเผยความลับ และการรายงานสถิติต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาติดตามในอนาคต

• ลักษณะสัญญาระหว่างคู่สมรสที่ต้องการมีบุตร กับหญิงผู้รับตั้งครรภ์ ควรกล่าวถึง การจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม สถานะความเป็นพ่อแม่ ว่า จะได้พบกับเด็ก มีส่วนเลี้ยงดู หรือการยอมให้มีการเปิดเผยการเกิดแก่เด็กแค่ไหน เมื่อใด โดยป้องกันมิให้อำนาจทางการเงินมาทำให้ SM เสียเปรียบด้อยสิทธิลง

• การขอรับเป็นบุตร46 จะใช้จดทะเบียนเหมือนรับบุตรบุญธรรม หรือไม่ ซึ่งตามกฎหมายในต่างประเทศ การยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่น จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเด็กเกิดแล้วเท่านั้น อันอาจทำให้การนำบุตรไปดูแลโดย CC ล่าช้าออกไปจนอาจมีผลต่อพัฒนาการความสัมพันธ์กับเด็ก และจะปรากฏชื่อของ SM ในสูติบัตร ( ไม่ควรปล่อยช่องว่างให้มีการให้เปลี่ยนชื่อมารดาในสูติบัตรได้ โดยอาศัยการอิทธิพลเป็นรายๆไป ควรปฏิบัติให้เหมือนกันทุกราย )

สำหรับตามร่างพระราชบัญญติการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ของไทย 4 มาตรา 24 ที่ให้ CC เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายทันทีนั้น เป็นการลดขั้นตอนดังกล่าว ให้เด็กมีพ่อแม่ที่ชอบด้วยกฎหมายทันที แต่อาจคล้ายเป็นการบังคับตามสัญญาทางพาณิชย์ที่ผูกมัด แม้การซื้อจองบ้านหรือสินค้าที่ยังไม่มีการจัดทำหรือยังไม่เสร็จก็ยังต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์อีกครั้งเมื่อสินค้าแล้วเสร็จ การบัญญัติเช่นนี้จะทำให้ SM เสียสิทธิในการเปลี่ยนใจขอเป็นแม่หรือไม่ เพราะตามมาตราเดียวกันนี้ อนุญาตให้ผู้รับตั้งครรภ์ฟ้องร้องขออำนาจปกครองเด็กได้ต่อเมื่อเด็กไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมเท่านั้น มิได้ให้ความสำคัญต่อสภาพจิตใจของผู้ที่ตั้งครรภ์และคลอดมา

• การปฏิเสธความเป็นพ่อแม่ทางกฎหมาย ( ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากทั้งสองฝ่าย ) เช่น หาก CC หย่าร้างหรือไม่ต้องการเลี้ยงดูเด็กต่อด้วยเหตุผลต่างๆ แต่ก็อาจยากสำหรับฝ่ายสามีที่จะปฏิเสธเนื่องจาก surrogacy จะอาศัยสเปอร์มของเขาเสมอ

• สิทธิที่ผู้เป็น SM จะสามารถเปิดเผย หรือต้องการการเป็นผู้ให้ไข่ หรือ เป็นผู้ตั้งครรภ์ของตนทั้งต่อสาธารณชน หรือ ต่อเด็ก

• สิทธิที่เด็กจะได้รับรู้การเกิดของตน หรือการไปค้นหา SM เมื่อเติบโตขึ้น

ใน 2 ประเด็นหลังนี้ ตามร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ 4 มิได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า จะอนุญาตหรือไม่อย่างไร คงมีเพียงมาตรา 54 ที่ห้ามการเปิดเผยชื่อ ประวัติ หรือข้อมูลผู้บริจาคหรือผู้ฝากเซลล์สืบพันธุ์หรือตัวอ่อน ซึ่งอาจก่อปัญหาต่อไปในระยะยาวได้ นอกจากนี้ ตามมาตรา 24 ที่ให้เด็กได้รับน้ำนมจากหญิงผู้ตั้งครรภ์แทนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนนั้น คงคำนึงถึงความสำคัญของน้ำนมแม่ในแง่การแพทย์เป็นหลัก แต่มีความเป็นไปได้จริงเพียงใด เนื่องจาก SM อาจพอใจที่จะพบเด็กเป็นครั้งคราวเท่านั้นหลังจากคลอด เพื่อให้สภาพจิตใจ ครอบครัว และชีวิตของ SM โดยรวมกลับสู่ปกติเร็วที่สุด

สรุป

การรับตั้งครรภ์แทนหรือ surrogacy ยังถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ที่วิทยาศาสตร์การแพทย์มาสร้างคลื่นกระทบสังคมมนุษย์ในเกือบทุกด้านในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ผลของคลื่นนี้ต่อผู้เข้าสู่กระบวนการนี้โดยเฉพาะเด็กและครอบครัวในทางลึก และต่อแนวคิดของสังคมมนุษย์ในภาพกว้าง เป็นสิ่งที่ควรมีการติดตาม ดูแลอย่างใกล้ชิด การอาศัยกฎหมายหรือข้อบังคับอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างระเบียบของการใช้เทคโนโลยี แต่การสร้างและธำรงความหมายอันยิ่งใหญ่ของความเป็นครอบครัวยังคงเป็นสิ่งที่คนและสังคมต้องเป็นผู้ชี้นำกฎหมาย มากกว่า การให้กฎหมายซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพียงสร้างความชัดเจนและลดความขัดแย้ง แต่มิได้บัญญัติเพื่อความเจริญงอกงามทางวัฒนธรรมมาปกครองความคิดของเรา และควรระวังในการนำกฏหมายไปอ้างความถูกต้องให้เกิดอาชีพรับตั้งครรภ์ตามมากด้วย

]]>
อุ้มบุญ (41) โครงการการทบทวนเอกสารเรื่องสุขภาพจิต/จิตวิทยาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ กรณีตั้งครรภ์แทน ตอนที่ 10 https://thaissf.org/cd071/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd071 Thu, 13 Nov 2014 07:13:12 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/13/cd071/ ช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาได้ทำความเข้าใจกับความต้องการในชีวิตของเขา ( ในที่นี้คือ ความไม่สามารถมีบุตรว่า ส่งผลอย่างไรกับเขาและคู่บ้าง และมีวิธีบรรเทาความรู้สึกเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง กับ ความต้องการมีบุตรของตนเองด้วยการมาขอใช้เทคโนโลยีว่า เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่เขาเลือกและต้องการหรือไม่)ให้กระจ่างชัด แล้วค้นหาให้พบแนวทางเพื่อให้บรรลุความต้องการนั้น มิใช่ทำเพื่อการรักษาเปลี่ยนแปลงจิตใจของเขา

ผู้ให้คำปรึกษาควรช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาได้คำนึงถึงผลของการตัดสินใจของเขาที่อาจเกิดต่อคนอื่นๆรอบข้าง เช่นครอบครัว รวมทั้งเด็กที่จะเกิดจากเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วย

  • ผู้ให้คำปรึกษาควรได้ประเมินสภาพทางจิตใจ และวิธีการต่อสู้ปัญหาที่ผู้รับคำปรึกษาเคยใช้อยู่เป็นประจำ ไว้ก่อน
  • เตรียมให้ผู้รับคำปรึกษาทราบล่วงหน้าว่า
  • กระบวนการช่วยการมีบุตรทั้งหมดอาจต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีก เนื่องจากความล้มเหลว ซึ่งอาจก่อความรู้สึกผิดหวังเสียใจหลายครั้ง ( โอกาสที่การใช้เทคโนโลยีแต่ละครั้งจะสำเร็จจนสามารถตั้งครรภ์ และคลอดเด็กมีชีวิตออกมาได้ มีต่ำกว่าร้อยละ 25 ) ผู้ให้คำปรึกษาควรมีความไวต่อการรับรู้อารมณ์เหล่านี้จากผู้รับคำปรึกษาตลอดเวลา
  • เด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีการช่วยตั้งครรภ์ทุกวิธีรวมกัน จะมีโอกาสมีความผิดปกติแต่กำเนิดมากกว่าเด็กที่เกิดโดยธรรมชาติ ตั้งแต่ 1.29 เท่า ( Rimm 2004 42) ถึง 2 เท่า ( Hansen 2002 ) 43

ในกรณีของ surrogacy ควรได้มีการอภิปรายประเด็นในการให้คำปรึกษาต่อกับทั้ง CC และ SMดังต่อไปนี้

• ประเมินเหตุจูงใจของ CC ในการเลือกทำ surrogacy ว่ามีเหตุผลทางการแพทย์ หรือสังคมที่เพียงพอ (มิใช่เพียง ไม่มีเวลาว่างจะตั้งครรภ์ หรือกลัวการตั้งครรภ์มีผลกับรูปร่างหรือความสวยงาม)

• ช่วยให้ CC เข้าใจบทบาทของบุคคลที่สามที่จะเข้ามามีส่วนในกระบวนการ

• เน้นให้ทราบว่า สามี หรือภรรยาอาจคิดเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน

• ประเมินสภาพจิตใจของ SM เหตุผลของการมาเป็น SM

• ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจะปกปิดหรือเปิดเผยข้อมูลของบุคคลที่สามกับเด็กที่เกิดมาในอนาคต อภิปรายความยุ่งยากในการจะนิยามความเป็นพ่อแม่กับเด็กทั้งในแง่ชีววิทยา ทางกฎหมาย ทางสังคม หรือทางจิตใจกับทุกฝ่าย และควรบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ด้วย เนื่องจากอาจเกิดข้อโต้เถียงกันภายหลัง

• อภิปรายประเด็นทางกฎหมาย ความเสี่ยงทางการแพทย์ แง่คิดทางศาสนา วัฒนธรรมที่มีกับการทำ surrogacy รวมทั้งที่จะเกิดกับเด็กต่อไปในอนาคต และเตือนผู้รับคำปรึกษาว่า อาจได้รับผลกระทบจากประเด็นเหล่านี้อย่างไร

• ชี้แจงบทบาทหน้าที่ของ SM หรือ donor อื่นต่อครอบครัวผู้รับบริจาคว่าควรมีขอบเขตเพียงใด

• อภิปรายกับ SM ว่า การเข้ามาทำหน้าที่นี้อาจส่งผลกับครอบครัวของเธอเองในระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร

• ช่วยให้ SM ได้คิดยืนยันกับตัวเองอีกครั้งให้แน่ใจว่า การมาเป็น SM มิได้เกิดจากการถูกบังคับขู่เข็ญ หรือเพราะอำนาจทางการเงิน

สำหรับแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

American College of Obstetricians and Gynecologists 2004 ได้ให้แนวทางเรื่องต่างๆสำหรับแพทย์ที่ทำงานเกี่ยวกับ surrogacy และการให้คำแนะนำแก่ผู้มารับบริการดังต่อไปนี้

• ข้อบ่งชี้ในทางการแพทย์ควรมาก่อนความสะดวกสบายของ CC และสุขภาพของ SM สำคัญกว่าสิ่งที่ SM ต้องการจากการได้เป็น SM เสมอ ดังนั้นควรมีการคัดกรองทั้งในแง่ความเสี่ยงทางสุขภาพกายและจิตใจอย่างเหมาะสมกับทั้ง 2 ฝ่าย ก่อนเข้าสู่กระบวนการทุกครั้ง

( ตัวอย่างเช่นในอังกฤษ ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ในการทำ surrogacy ที่ Bourn Hall Clinic 10คือ เมื่อต้องตัดมดลูกจากการเป็นมะเร็ง หรือตกเลือดด้วยสาเหตุต่างๆ ไม่มีมดลูกแต่กำเนิด มีการแท้งบ่อยครั้ง ล้มเหลวจากการทำ IVF วิธีอื่นๆ หรือมีโรคทางกายใดๆที่ไม่ควรตั้งครรภ์ )

• เมื่อ SM ตั้งครรภ์แล้ว ปัญหาสุขภาพของ SM ที่อาจเกิดขึ้น ก็สำคัญกว่าการจะต้องคลอดบุตรที่แข็งแรงให้ CC ให้ได้เสมอ

• หากเห็นว่า เด็กที่เกิดมาอาจไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดี อาจมีอันตราย ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ก็ควรปฏิเสธ

• หากขัดแย้งกับจริยธรรม หรือความเห็นส่วนตัวของแพทย์เอง ก็ควรปฏิเสธหรือส่งให้แพทย์ผู้อื่นดูแลแทน

• ในกรณีที่ SM ถูกจัดหามาโดยตัวแทน agency ต่างๆ ควรเลือกผู้ที่มาจากตัวแทนที่ไม่หวังผลกำไร

• สำหรับเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนกับ SM ควรมีข้อตกลงระหว่างทั้ง SM กับ CC ที่เป็นลายลักษณ์อักษร และตอบแทนกับการที่ SM สละเวลา ให้ความพยายามที่ดูแล ตั้งครรภ์ โดยเสี่ยงกับสุขภาพ ชีวิตส่วนตัว หรือสูญเสียรายได้ที่ควรได้ไป แต่มิใช่กำหนดว่า จะจ่ายค่าตอบแทนเมื่อสามารถคลอดเด็กที่สุขภาพดีให้ CC ได้ ซึ่งจะเท่ากับยอมรับให้มีการซื้อขายเด็กเกิดขึ้น45แพทย์เอง ไม่ควรรับเป็นผู้จัดหา SM มาให้ CC และไม่รับค่าตอบแทนมากไปกว่าการปฏิบัติรักษาทางการแพทย์ที่ได้ทำทั้งจาก SM และ CC

• ไม่ควรแนะนำชักจูงให้หญิงใดหรือผู้ป่วยคนใดมาเป็น SM โดยยกค่าตอบแทนมาจูงใจ

• เก็บรักษาความลับ และจะเปิดเผยต่อเมื่อได้รับอนุญาต

• แพทย์และสถานพยาบาลนั้นควรจัดให้มีระบบในการเก็บข้อมูลเหล่านี้ในระยะยาว พร้อมที่อำนวยความสะดวกเด็กที่เกิดมาและภายหลัง ในอีกสิบยี่สิบปีถัดมาจะเข้ามาค้นหาข้อมูลของการเกิดของเขาได้ตามสิทธิได้

หน้าที่ขององค์กรที่จัดให้มี surrogacy

van den Akker 199927 ได้ทำการศึกษาและแนะนำไว้ตามประสบการณ์ในประเทศอังกฤษว่า

• จะมีผู้มาติดต่อขอรับบริการซึ่งอาจไม่ใช่คู่สามีภรรยาที่ไม่มีบุตรตามธรรมชาติเท่านั้น แต่อาจเป็นทั้งชายหญิงรักร่วมเพศ หญิงที่ไม่มีคู่แต่อยากมีบุตร องค์กรควรกำหนดนโยบายว่า จะปล่อยให้เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล หรือเป็นเรื่องจริยธรรม

• จากงานวิจัยของเขา ทั้ง CC และ SM มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการการใช้เทคโนโลยีช่วยมีบุตรและ surrogacy น้อยมาก ดังเช่นที่ Jadva 2003 รายงานไว้ว่า ผู้ที่มาสมัครเป็นSM ถึงร้อยละ 68 รู้จัก surrogacy จากข่าวของสื่อ เนื่องจาก ภาพลักษณ์ของกระบวนการนี้ที่ออกไปทางสื่อมวลชนและทั้งสองฝ่ายรับรู้มา มักทำให้มี “ความคาดหวังเกินจริง” กับกระบวนการนี้อยู่เสมอ อันอาจเป็นเหตุทำให้ความผิดหวัง และมี drop out ตามมาสูง ดังนั้น ควรจัดให้มีการให้ความรู้กับทุกฝ่ายก่อนทุกครั้ง

• ควรมีเกณฑ์การคัดเลือกทั้ง CC และ SM อย่างชัดเจน เป็นระบบ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สภาพเศรษฐานะและสังคมให้ครบถ้วน ไม่ใช่ดูเพียงอายุ และสุขภาพร่างกาย ดังที่ปฏิบัติกันทั่วไป ส่วนการที่จะจัดให้มีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับทุกองค์กร เพื่อป้องกันการที่ทั้งสองฝ่ายจะวนเวียนไปหาองค์กรที่รับตนเข้ากระบวนการจนได้นั้น หรือไม่ ยังเป็นข้อถกเถียง

• ควรหาผู้ให้คำปรึกษาที่ได้รับการอบรมและมีความชำนาญ ประจำองค์กร อาจมีจิตแพทย์ที่ปรึกษาไว้ในกรณีต้องส่งต่อรักษา

• ประเด็นที่ควรได้กล่าวถึงในการให้คำปรึกษา ได้แก่ การแนะนำทางเลือกอื่นนอกจากการทำ surrogacy ความสำคัญของการมีพันธุกรรมร่วมกับเด็กว่ามีเพียงใด ความยุ่งยากทางกฎหมาย จิตใจและสังคมเมื่อเข้าสู่กระบวนการ ความสัมพันธ์ระหว่าง CC กับ SM ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการคลอด รวมทั้งประเด็นการเปิดเผยข้อมูลกับเด็กในอนาคต และสุดท้ายอาจขอพบครอบครัวของทั้ง SM และ CC เพื่อประเมินว่ายินดีกับการเข้า surrogacy เพียงใด

การตกลงใดๆระหว่างผู้ร่วมกระบวนการทั้งหมดควรบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แม้จะยังไม่มีกฎหมายบังคับ ( ซึ่งกฎหมายควรเป็นกลางกับทั้ง CC และ SM ) การปฏิบัติ surrogacy หากทำในวงกว้างต่อไป ไม่อาจเชื่อถือกับคำสัญญา ความไว้เนื้อเชื่อใจส่วนตัว ได้อีกต่อไป

]]>
อุ้มบุญ (39) โครงการการทบทวนเอกสารเรื่องสุขภาพจิต/จิตวิทยาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ กรณีตั้งครรภ์แทน ตอนที่ 8 https://thaissf.org/cd069/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd069 Wed, 12 Nov 2014 05:41:26 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/12/cd069/ ร้อยละ 95 ยังคงติดต่อกับ SM ในระดับหนึ่งและคงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้

van den Akker 2000 23พบว่า หญิงที่ตั้งใจจะมาเข้า surrogacy 28 ใน 29 ราย บอกว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้ลูกทราบ ( ในจำนวนนี้ หากสามารถใช้ไข่ของตนเองได้ จะบอก 15 ใน 16 ราย แต่หากไม่สามารถใช้ไข่ของตนเองได้ จะบอกทั้ง13 รายที่เหลือ ) แต่ถ้าเปลี่ยนไปเลือกการรับบุตรบุญธรรมจะบอกเพียง 20 ใน 29 ราย และจะเหลือบอกเพียง 18 รายหากเลือกใช้ IVF ที่ต่ำที่สุดคือ ถ้าเลือกการรับบริจาคไข่หรือสเปอร์ม

van den Akker 200133รายงานว่า ร้อยละ 65.5 ของ CC แจ้งว่า จะบอกกับเด็กว่าเขาเกิดมาจาก surrogacy ซึ่งใกล้เคียงกับความเห็นของพ่อแม่ที่มีลูกเกิดจากการรับบริจาคสเปอร์ม คือร้อยละ 42.5 แต่ต่ำกว่ากลุ่มที่ลูกเกิดจาก IVF คือร้อยละ 77.8 อีกการศึกษาหนึ่งที่มีผู้หญิง 42 คนที่มารับการรักษาการมีบุตรยากที่คลินิก ร้อยละ 42.9 บอกว่าจะบอกลูก ในขณะที่ร้อยละ 35.7 จะไม่บอก (ที่เหลือ ไม่แน่ใจ) ซึ่งก็พบอีกเช่นกันว่า อัตราผู้จะบอกใกล้เคียงกับการรับบริจาคสเปอร์ม และต่ำกว่า IVF อันอาจสะท้อนว่า การเป็นหมันของเพศชายเป็นเรื่องสำคัญ และต้องการเก็บเป็นความลับมากกว่า การเป็นหมันในเพศหญิง น่าสนใจว่า เมื่อหญิงเหล่านี้ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการ surrogacy เรียบร้อยแล้ว ความต้องการบอกลูกจะเป็นร้อยละ 100 ดังที่ Blyth รายงานไว้

Jadva 2003 พบความแตกต่างในความต้องการของ SM ที่จะให้เด็กทราบวิธีการเกิดของเขา ระหว่างกลุ่ม SM ที่มีพันธุกรรมเกี่ยวข้องกับเด็ก ( traditional surrogacy) กับกลุ่มที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง (gestational surrogacy ) คือ กลุ่มแรกต้องการให้CC แจ้งให้เด็กทราบถึงร้อยละ 90 ( 17 จาก 19 ราย ) ที่เหลือตอบว่า ไม่แน่ใจ ในขณะที่กลุ่มหลังซึ่งไม่มีพันธุกรรมเกี่ยวข้องต้องการให้บอกเด็กเพียงร้อยละ 60 ( 9 จาก 15 ราย ) อีกร้อยละ 40 ไม่แน่ใจ

Braverman & Corson 2002 34 ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบเจตคติและความเชื่อว่า พันธุกรรม การตั้งครรภ์ หรือสิ่งแวดล้อม มีผลกับเด็กอย่างไร ในผู้บริจาคไข่ ประมาณ 330ราย กับ SM 110 ราย ในสหรัฐอเมริกา และมีผลการศึกษาที่น่าสนใจส่วนหนึ่งคือ SM มักมีเจตคติที่เชื่อว่า พันธุกรรมส่งผลต่อทั้งน้ำหนักตัว ระดับเชาว์ปัญญา ของเด็กมากกว่าสิ่งแวดล้อม ต้องการให้เด็กได้ทราบวิธีการเกิด มีสิทธิตัดสินใจว่าจะพบปะตนในอนาคตหรือไม่ และยังมีความคิดถึงมีการแสดงความเต็มใจที่จะพบเด็กในอนาคต สูงกว่ากลุ่มผู้บริจาคไข่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

จากงานวิจัยที่ยกมากล่าวข้างต้นทั้งหมด พอสรุปได้ว่า ก่อนการทำ surrogacy CC ส่วนมาก เห็นด้วยกับการจะบอกเด็กถึงการเกิดของเขา แต่อาจยังไม่มีแนวทางที่จะช่วยให้ CC ได้ทำอย่างที่คิดอย่างสบายใจว่า จะไม่มีผลกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขากับเด็ก ในขณะที่ SM โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพันธุกรรมร่วมกับเด็กใน traditional surrogacy มีความต้องการที่จะให้เด็กได้ทราบว่าตนเป็น SM

ดังนั้น สิ่งที่ Ciccarelli 2005 1คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษามากกว่าก็คือ หาวิธีที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดที่จะเล่าให้เด็กทราบ แค่ไหน และเมื่อเด็กอายุเท่าไร ประเด็นย่อยของกรณีนี้ก็คือ เด็กที่เกิดจาก traditional surrogacy กับที่เกิดจาก gestational surrogacy จะมีสภาพจิตต่างกันหรือไม่ หากได้ทราบการเกิดของเขาว่า พันธุกรรมของเขาครึ่งหนึ่งมาจาก SM นอกจากนี้ ควรมีข้อแนะนำเบื้องต้นด้วยว่า สมควรให้พบกับ SM หรือไม่ มากน้อยบ่อยครั้งเพียงใด และการที่เด็กยังคงได้พบกับ SM ต่อมาเรื่อยๆจะส่งผลกับพัฒนาการทางจิตใจของเด็กรวมทั้งครอบครัวของ CC ทุกคนอย่างไร เช่น เด็กจะมีปฏิกริยาเช่นเดียวกับกรณีการยกให้เป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่ ที่เด็กหลายคนรู้สึกว่า แม่จริงๆไม่ต้องการตน ( อ่านการอภิปรายในหัวข้อ การให้คำแนะนำปรึกษาในการทำ surrogacy )

การเป็นพ่อแม่ของกลุ่มรักร่วมเพศ Gay/lesbian parenting 35-37

ในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ชายและหญิงรักร่วมเพศได้รับการยอมรับทางสังคมมากขึ้น สามารถเปิดเผยเรียกร้องสิทธิต่างๆให้เท่าเทียมกับชายหญิงทั่วไป การได้เป็นบิดามารดาก็นับเป็นสิ่งหนึ่งที่คนกลุ่มนี้บางรายต้องการอย่างมาก ชายรักร่วมเพศหลายรายได้หันไปให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทนแบบ traditional gestation แทนการต้องมีภรรยาจริง ถึงแม้ว่า จะยังไม่มีกฎหมายประเทศใดยอมรับให้มีการรับบุตรบุญธรรมโดยบุคคลที่ไม่มีคู่สมรสก็ตาม เนื่องจากยังมีความเชื่อว่า เด็กอาจไม่ได้รับการเลี้ยงดูอบรมที่ดีเท่ากับการมีทั้งบิดามารดาครบสองเพศ เด็กอาจถูกมองว่ามีปมด้อยที่มี “พ่อแม่” เป็นชายทั้งคู่ และอาจเกิดมีปัญหาในการปรับตัว มีอารมณ์หรือพฤติกรรมผิดปกติ หรืออาจกลายเป็นรักร่วมเพศเหมือน “พ่อแม่” ในที่นี้ จะทบทวนเอกสารหลักฐานการวิจัยในประเด็นต่างๆ 3 ประเด็นคือ

  •  เจตคติของการเป็นผู้ปกครองของชายรักร่วมเพศ
  •  อัตตาธิปไตยทางเพศและ การพอใจในเพศตรงข้ามของเด็ก
  •  การปรับตัวของเด็กในด้านอารมณ์และสังคม

เจตคติของการเป็นผู้ปกครองของชายรักร่วมเพศ

แม้ว่าสังคมและกฎหมายจะมีความเชื่อว่า กลุ่มรักร่วมเพศมีความแตกต่างจากผู้ปกครองทั่วไป และจะส่งผลต่อเจตคติการเลี้ยงดูบุตร แต่ผลจากงานวิจัยเบื้องต้นที่พบก็คือ ชายรักร่วมเพศกลับมีความใส่ใจรักเลี้ยงดูบุตรในด้าน การส่งเสริมความเป็นตัวของตัวเอง การเล่นหย่อนใจ และจัดการกับปัญหาการเป็นผู้ปกครองทั่วไปได้ไม่ต่างจากพ่อแม่ทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น หากเปรียบเทียบในด้านการยึดถือระเบียบวินัยตามคำแนะนำในการเลี้ยงดูบุตรต่างๆ ความพร้อมในการให้คำแนะนำ การส่งเสริมพัฒนากระบวนความคิด และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆของลูกแล้ว ชายรักร่วมเพศที่เป็นผู้ปกครองกลับปฏิบัติได้เหนือกว่าชายที่เป็น “พ่อ” ทั่วไปเสียอีก แต่หากมองภาพรวมแล้ว ทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันในวิถีทางการเลี้ยงดูบุตร

]]>