การตั้งครรภ์แทน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:54:10 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การตั้งครรภ์แทน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม https://thaissf.org/cd087-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd087-2 Fri, 12 Dec 2014 00:48:27 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/12/cd087-2/ สูติแพทย์จะให้ความเห็นได้มากกว่า ด้วยเหตุผลหลายอย่างคือ มีความรู้ในด้านนี้ มีประสบการณ์เพราะเจอคนไข้ในเรื่องนี้มาก และสูติแพทย์เองก็อาจจะมีความกังวลอยู่ลึกๆ ว่า กลัวจะมีคนมาออกกฎหมายบังคับการกระทำของสูติแพทย์

ถ้าเราจะแบ่งสิ่งที่เราคุยกันเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรายละเอียดของประเด็นต่างๆ ก็จะเห็นว่า รายละเอียดของประเด็นต่างๆ นี้สรุปยากมาก แต่ก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่งว่าอาจจะมีกฎหมายในบางเรื่องก็ดี ในบางเรื่องก็ไม่น่ามีกฎหมาย บางเรื่องก็น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่ากติกาที่ทำโดยองค์กรที่ไม่ใช่กฎหมาย รูปธรรมก็คือองค์กรวิชาชีพ แต่ก็มีคนพูดกันมากกว่าองค์กรวิชาชีพแปลว่าอะไร ข้อเสนอที่อาจจะสำคัญก็คือว่าองค์กรวิชาชีพ แต่ก็ต้องมีสร้างกันเป็นส่วนร่วม นี่เป็นข้อสรุปทั่วไปในเชิงเนื้อหา

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่ว่าด้วยตัวกลไก ซึ่งก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจพอสมควรทีเดียว

ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก มีการพูดเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาแต่เราก็ไม่ได้พูดกันมาก คือว่าถ้าเราจะต้องมาออกกติกาของสังคมในเรื่องอย่างนี้ อะไรคือเหตุผลที่เราต้องออกกติกาสังคม ซึ่งเมื่อตกลงเพื่อจะให้มีกติกาอะไรบางอย่าง เราอาจมีเหตุผลไม่เหมือนกัน เป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน ซี่งบางทีเราควรจะต้องตกลงเรื่องเป้าหมายและเหตุผลกันก่อนดีกว่า เวลาที่เรามีกติกาเราจะได้ใช้ได้ถูก ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะใช้ผิดได้ เพราะเป้าหมายคนละแบบ

สำหรับเรื่องเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ ส่วนใหญ่เราจะพูดถึงเหตุผลของการพยายามที่จะให้เกิดกติกาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในสังคม เช่นใครควรจะมีสิทธิเป็นพ่อเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกัน จะนับกันอย่างไร จะแบ่งสมบัติกันอย่างไร เข้าใจว่าจะนับถือกันอย่างไรด้วย ประเด็นนี้ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วเรื่องสิทธิที่ภายใต้ประเด็นที่เราคุยกันนี้ อย่างในกรณีอุ้มบุญเป็นตัวอย่างกับที่ทางสภาที่พยายามร่างกฎหมายอยู่ในขณะนี้เป็นการมองสิทธิเพื่อความสุขของสังคมหรือเพื่อแก้ปัญหาของปัจเจก คือการที่เรานับพ่อแม่กัน แล้วบอกว่าคนนี้เป็นพ่อแม่ตามกฎหมายหรือเป็นพ่อแม่บุญธรรมเรื่องอุ้มบุญที่เราคุยกันแล้วเราต้องไปแก้กฎหมายเพื่อให้มีพ่อแม่ตามกฎหมาย เป็นพ่อแม่ทางพันธุกรรม เราใช้หลักความสัมพันธ์ที่เป็นความสุข หรือว่าความสุขในครอบครัวเกิดจากวิธีการอย่างอื่น ไม่ได้เกิดจากฐานะทางกฎหมายว่าใครเป็นพ่อแม่ใครตามกฎหมายหรือตามบุญธรรม กรณีเช่นนี้เพื่อให้เห็นว่าบางทีที่เราออกกฎหมายมาเราอาจจะแก้อะไรได้บางอย่าง แต่เราอาจจะแก้บางอย่างไม่ได้

ตัวอย่างที่ยกมาในวันนี้ มี 2 ส่วน คือเรื่องตัวอ่อน กับเรื่องการเลือกพันธุกรรม ซึ่งตรงนี้นอกเหนือจากความพยายามที่จะพูดถึงกติกาอะไรบางอย่างเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมแล้ว ยังมีการตั้งคำถามกรายๆว่าเราควรจะมีกติกาหรือไม่ เพื่อให้สังคมมั่นใจว่าความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนี้จะก้าวไปพร้อมๆ กับสมดุลย์กับความสัมพันธ์ในสังคมเพราะถ้าเราไม่พูดถึงกติกาอะไรบางอย่างไว้ บางทีเวลาสังคมตามเทคโนโลยีไม่ทัน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเสมอคือสังคมปฏิเสธเทคโนโลยี ปฏิเสธความก้าวหน้าทางวิทยาการ เพราะว่าเราตามไม่ทัน เราจึงคิดว่าจัดการไม่ได้ เราในที่ว่านี้คือสังคม สังคมจัดการมันไม่ได้เทคโนโลยีนั้นก็จะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เราจึงควรตั้งกติกาไว้ก่อนจะดีหรือไม่ ถ้าเป้าหมายเป็นเช่นนี้เราจะต้องมีการใช้จินตนาการพอสมควรทีเดียว หลายอย่างเวลาที่ใครบอกว่าน่าจะเป็นเช่นนี้ อาจจะเป็นเช่นนี้ได้เราจะต้องมาคิดว่าเราจะมาจัดการกับมันอย่างไร คือถ้าเรามีเป้าหมายในการออกกติกาเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม การพยายามที่จะจินตนาการไปถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมก็อาจจะเป็นตัวสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการการคิดการพูดคุย ก็มีที่คุยกันว่าบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราฝันไปหรือเปล่าบางเรื่องเทคโนโลยีมันยังไปไม่ถึง บางท่านก็อาจจะเถียงอยู่กรายๆ ว่าบางเรื่องก็น่าคิดไว้ก่อนถึงแม้ว่าจะยังไม่เป็นจริงวันนี้แต่มันก็เป็นไปได้ก็ต้องคิดไว้ก่อนว่า เราจะมีกติกาหรือไม่มีกติกาเมื่อเวลานั้นมาถึงนั้น บางทีเราอาจจะต้องคิดกติกาไว้ก่อนเพราะว่าเราไม่อยากให้เทคโนโลยีถูกใช้ไปในทางพาณิชย์อย่างนี้ เป็นต้น การใช้ไปในทางพาณิชย์คือการใช้ไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือมีความคิดว่าจะต้องมีการแยก ART สำหรับบุคคลสำหรับปัจเจก หรือสำหรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

สำหรับผมแล้วประเด็นเรื่องเป้าหมายผมคิดว่าเรายังพูดกันไม่ชัดเจนพอว่า เรามาออกกติกาเพื่ออะไร จากที่ฟังมาวันนี้แต่ก็มีคนพูดถึงกันอยู่ นอกเหนือจากนั้นก็มีการพูดถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นอกเหนือจากเรื่องศีลธรรมอันดีของสังคม ก็จะมีการเสนอประเด็นเรื่องว่าออกกติกาเพื่อที่จะป้องกันการเอาไปถูกใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ที่เหลือก็เป็นหลักการทั่วไปที่พูดเมื่อไรก็คงถูกเมื่อนั้น คือว่ากติกาที่จะออกนี้ หลายคนเห็นตรงกันว่าจะต้องยืดหยุ่น ซึ่งทำให้เกิดข้อตามมาว่าออกเป็นกฎหมายแบบเข้าสภาต้องไม่ค่อยได้เรื่อง แต่ก็แยกยากมากว่าอะไรที่ควรเป็นกฎหมายสภาอะไรควรจะเป็นอย่างอื่น เหตุผลที่ว่าควรจะยืดหยุ่นก็เพราะว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็ว ค่านิยมของสังคมก็เปลี่ยนไปด้วย เราไม่รู้หรอกว่าครอบครัวที่อาจมีค่านิยมที่ไม่มีลูก และถ้าถึงวันนั้นแล้ว ART ก็อาจจะหมดความหมาย กติกาควบคุม ART อาจไม่จำเป็น คนที่ไม่มีลูกอาจจะเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุด และคุณหมอสูติฯที่มีเทคโนโลยีก็อาจจะตกงานไปโดยปริยายก็ได้ แต่สิ่งที่พูดนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้ง่ายๆ

เรื่องที่สามที่ชัดเจนมาก และมีการคุยกันมากก็คือ แพทยสภาอาจจะเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องทำหน้าที่นี้ แต่แพทยสภาคงต้องทำงานแบบสร้างการมีส่วนร่วม สำหรับผมที่เป็นกรรมการแพทยสภาเก่า และเป็นหมอที่ติดตามการคัดเลือกแพทยสภาในช่วงหลังๆนี้ ผมคิดว่าโจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ยากที่สุด เพราะทุกวันนี้ในแพทยสภาเวลาเลือกกรรมการแพทย์สภามักจะพูดถึงปัญหาของวิชาชีพเสียส่วนมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะวิชาชีพถูกรุมเร้าด้วยปัญหาที่สังคมไม่เข้าใจวิชาชีพอยู่มาก และวิชาชีพก็ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่สังคมอยู่มากเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะให้แพทยสภาเป็นผู้ทำกติกากลางที่เอาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมนี้กลไกของแพทย์สภาจะต้องดีมาก แต่ดูเหมือนข้อสรุปนี้ชัดเจนทั้งเช้าและบ่ายก็จะมีการพูดพาดพิงถึงประเด็นนี้อยู่เป็นระยะๆ ก็คงจะต้องฝากไปที่แพทยสภา

ประเด็นต่อมาคือประเด็นรายละเอียดบางประเด็น ประเด็นหนึ่งก็คือประเด็นว่าด้วยตัวอ่อนกับความเป็นทรัพย์สินที่มีชีวิต ผมไม่ทราบว่าแปลว่าอะไร แต่เข้าใจเอาเองว่าเราต้องการการไปตีความหรือคิดถึงฐานะของตัวอ่อนในบริบทใหม่ ตอนที่ผมได้คุยกับหรือตอนที่ได้ยินนักกฎหมายพูดถึงเรื่อง ตัวอ่อน กับ แนวคิดเรื่องทรัพย์สินมีชีวิตนี้ ผมรู้สึกว่าแปลกดี เพราะเรามีแค่ 2 อย่างคือ ความเป็นคน กับ ความเป็นทรัพย์สิน และตัวอ่อนก็เป็นอะไรตรงกลาง เราจึงต้องอิงคน หรือ อิงทรัพย์สิน เพราะกฎหมายไม่มีวิธีจัดการกับชีวิต แต่นี้ไม่นับข้อเท็จจริงว่าตัวอ่อนคือชีวิตหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องเข้าไปช่วยกันคิด แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าการเสนอว่า ตัวอ่อนนี้เป็น potential life นี้เป็นข้อเสนอวิธีมองที่น่าสนใจมาก แต่คงต้องการการเอาไปตีความอีกมากว่าแปลว่าอะไร ทำลายได้หรือไม่ ซื้อขายได้หรือไม่ เรียกร้องมูลค่าได้หรือไม่ เป็นประเด็นทางวิชาการที่ท้าทายและเป็นเรื่องที่สังคมอาจจะต้องเข้าไปคุยกันต่อ

อีกประเด็นหนึ่งก็เป็นอีกประเด็นที่หลายคนพูดขึ้นมาในที่ประชุม และเป็นประเด็นที่จะต้องคุยกันต่ออีกมากคือการเข้าถึงเทคโนโลยี ทั้ง 2 ประเด็น คือ (1) ถึงมีปัญญาจะซื้อบริการก็ไม่ควรจะขายบริการให้กับคนบางประเภท ซึ่งมีการพูดกันอยู่มากในที่ประชุม และ (2) เทคโนโลยีเช่นนี้ควรจะเปิดเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้อาจารย์แสวงบอกไว้ว่าในการวิจัยของอาจารย์พบชัดเจนว่าเรื่องนี้ ไม่ควรที่จะเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่ไม่มีใครยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันในที่ประชุม แต่เข้าใจว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นประเด็นสำคัญในอนาคตต่อไปก็ได้

ในที่สุดข้อสรุปที่สำคัญที่สุดก็คือ การช่วยไปทำให้สังคมได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ให้มากกว่านี้ เรื่องนี้ก็มีการอ้างถึง มสช. มากผมจึงขออนุญาตเล่าให้ฟังว่ามูลนิธิฯ โดยโครงการชีวจริยธรรมนี้คงจะมีความสามารถที่จะสร้างให้เกิดการพูดคุยเรื่องนี้ต่อเนื่องได้อีกแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เราจะดีใจมาก ถ้าแพทยสภาจะเข้ามาดูแลนับจากวันนี้ต่อไป หมายถึงว่าถ้าแพทยสภาสามารถที่จะจัดเวทีเปิดวงให้คนมาคุยกัน ซึ่งก็แน่นอนว่าเราจะนำเรื่องนี้เสนอแพทยสภา จากที่ประชุมวันนี้ผมเข้าใจว่ากลไกอื่นๆ อย่างรัฐสภาเองก็คงจะพยายามทำเพราะก็มีคนที่ร่างกฎหมายนี้อยู่ และพยายามที่จะเปิดเวทีนี้อยู่ตามสมควร การเสนอไปถึงขั้นว่าสิ่งที่ควรทำอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่การมาจัดคุยกันเฉยๆ ก็คือการจัดทำ ศัพทานุกรม ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ควรจะทำเพราะก็มีหลายท่านที่ท้วงติงการใช้ถ้อยคำ ซึ่งสำคัญมากคือต้องหาวิธีบอกให้คนเข้าใจหรือมีภาพที่เหมาะสมกับความเป็นจริง อย่างเช่น คำว่า “ตัวอ่อน”

จากการประชุมนี้จะเห็นได้ว่ามีรายละเอียดข้อเสนอแนะมากมายว่าอะไรตรงไหนควรออกเป็นกฎกติกาแบบไหนอย่างไรต่อไป และขอไม่สรุปในส่วนนั้น

จึงขอสรุปไว้เช่นนี้ ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมกัน และหวังว่าจะมีกลไกอื่นๆ ในสังคมมาช่วยกันดูแลเรื่องนี้ต่อไป และทำให้การคิดการวางกติกาเรื่องนี้เกิดเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์มากขึ้นในระยะยาว

]]>
อุ้มบุญ (57) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 12 https://thaissf.org/cd087/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd087 Thu, 04 Dec 2014 05:46:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/04/cd087/ ต้องการมีลูกคนเดียวแล้วพอ หรือการมีลูกคนหนึ่งแล้วต้องการอีกคนหนึ่งแล้วพอ คือมีข้อกำหนดที่ออกมาชัดเจน

ในแง่ของการคัดเลือกพันธุกรรมค่อนข้างจะลำบากในการตัดสินใจ ในทางปฏิบัติจริง ก็มีการเลือกอย่างกลายๆ อยู่แล้วว่า เพราะในแง่ผู้ปฎิบัติเราก็อยากให้คนไข้ที่มาทำกับเราท้องให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไข้

ส่วนตัวอ่อนที่เหลือจะทำอย่างไร ขอยกตัวอย่างคล้ายๆกับไข่ของหญิงที่ตกลงมาทุกวันทุกวันมันก็ถือเป็นสิ่งมีชีวิต เมื่อตกอยู่ในท้องเรา เราก็ทำให้มันตายไป หรือว่าเชื้ออสุจิที่มีการช่วยตัวเองให้มันออกมาเป็นการฆ่าเขาหรือเปล่า มันก็ออกมาเป็นล้านๆตัว เราไม่ได้ฆ่าชีวิตคนเป็นล้านๆ คนเสมอๆ หรือเปล่า

การเลือกพันธุกรรมตามความต้องการ ทำไมหมอศัลยกรรมตกแต่งทำให้หญิงสวยขึ้นได้ ทำไมผู้หญิงคนนั้นจะคัดเลือกลูกของเขาให้สวยหล่อไม่ได้ เราก็คิดไปได้มันก็จะมีข้อถกเถียงตลอดเวลาในลักษณะของทางนั้น

ในภาพรวมอยากจะได้ภาพที่ว่าเทคโนโลยีนี้ต้องมีองค์กรมาควบคุม ซึ่งอาจจะเป็นแพทยสภา ราชวิทยาลัย สูตินารีแพทย์ หรือองค์กรอะไรก็ได้ที่รวบรวมเข้ามา ร่างเป็นตุ๊กตาออกมาเป็นแนวปฏิบัติเลยว่า เราควรจะทำอย่างไร ไม่ควรจะทำอะไร เสร็จแล้วก็เอาตุ๊กตามาเสนอในประชาคม อาจจะเป็นแบบพวกเราอย่างนี้ก็ได้ครับ หลายๆ ความเห็นแล้วดูว่าประชาคมยอมรับไหม ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติ แต่ผมอยากให้กฎหมายออกมารับรองสิ่งที่เราทำขึ้น อย่างเช่นการตั้งครรภ์แทนอย่างนี้

ความเห็นที่ 9

ถ้าเราทำตัวนี้ได้ก็จะเป็นการสื่อสารกับสังคมให้เข้าใจว่า ตัวอ่อนคืออะไร ถ้าเราพูดว่า “ตัวอ่อน” แล้วทำความเข้าใจได้ว่าตัวอ่อนคืออะไร เมื่อเราพูดว่าเราจะไปเป็นจะต้องทำลายตัวอ่อนเราก็จะมีความเข้าใจมากขึ้นว่า การทำลายตัวอ่อนมันคือการทำลายอะไร เพราะไม่ใช่ให้คนคิดว่าตัวอ่อนนี้จะเป็นทารก นั่นคนจะเป็นกังวลมากว่ามันจะบาปหรือไม่ ความเข้าใจเช่นนี้มีความหมายมากในการที่จะทำให้คนเข้าใจตัวเทคโนโลยี และทางเลือกที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตเขา

ความเห็นที่ 10

ในด้านของนักพันธุ์ศาสตร์ ถือว่าไม่มีคนใดที่จะสมบูรณ์แบบ (completely perfect) ทางพันธุกรรม จะขอกล่าวตรง ๆ ว่าผู้พูดเองก็เป็นโรคทางพันธุ์ศาสตร์ คือ G6PD เป็นโรคเม็ดเลือดแดงแตกง่าย และเป็นพาหะของโรคทธาลัสซีเมียด้วย แต่ก็สามารถมายืนพูดอยู่ตรงนี้ได้ และสามารถดำรงความเป็นแพทย์อยู่ตรงนี้ได้แม้จะมีพันธุกรรมที่ผิดปกติก็ตาม และยังมีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์หลายคนที่เป็นโรคพันธุกรรมเพราะฉะนั้นใครจะป็นคนตัดสินว่าโรคทางพันธุกรรมโรคใดมีความร้ายแรง ขนาดไหน

อีกตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอ คือ โรค Down’s syndrome ผมเองได้มีโอกาสได้ดูแลเด็กกลุ่มอาการดาวน์ค่อนข้างมาก ก็พบว่าเด็กดาวน์บางคนที่เราคิดว่าเขาปัญญาอ่อน แต่ความสามารถด้านอื่นของเขาผมคิดว่าเขามีความสามารถเหนือกว่าผมด้วยซ้ำ เช่น เด็กดาวน์คนหนึ่งที่เขาสามารถเต้น และสามารถแสดงออกทางดนตรีซึ่งเหนือกว่าผมแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ ก็เหนือกว่าผมและเหนือกว่าคนทั่วๆไป

อีกอย่างหนึ่งก็คือการจะคัดเลือกทางพันธุ์กรรมใดๆ หรือการทดสอบทางพันธุกรรม (genetic testing) แพทย์ทางพันธุศาสตร์จะถือว่าต้องมีการให้คำปรึกษา (counseling) ก่อน เรียกว่า pre-test counseling ก่อนที่จะทดสอบทุกอย่าง ต้องให้ความรู้ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ป่วย ผู้ป่วย หรือคู่สามีภรรยา ว่าโรค ทางพันธุกรรมนั้นมีอาการอย่างไรและมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด โรคทางพันธุกรรมบางอย่างอาจจะมีความรุนแรงมาก แต่ก็มีบางโรคที่ไม่ได้รุนแรงอย่างที่เราคิด ขอยกตัวอย่าง เด็กกลุ่มอาการ Down’s syndrome ที่เรารู้จักกันดี เด็กดาวน์จะมีตั้งแต่ IQ ที่ปัญญาอ่อนมาก ๆ จนกระทั่งถึงที่สามารถเรียนรู้ร่วมได้ คือสามารถเข้าโรงเรียนได้เรียนร่วมกับปกติได้ ซึ่งมีความช่วยเหลือจากสังคมและสังคมได้ให้การยอมรับมากขึ้น มีการให้การศึกษาแก่พวกเขา เขาสามารถเรียนร่วมกับเด็กอื่นได้ หลายท่านอาจจะรู้จัก “น้องลูกน้ำ” ซึ่งตอนนี้จบปริญญาตรีแล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าค่อนข้างหลากหลายไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นอย่างที่เราคิด ดังนั้นเราต้องให้ข้อมูลกับคู่สามีภรรยา ต้องให้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงซึ่งก็คือตัวอ่อนเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งอันนั้นมันทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นก็ต้องให้คู่สามีภรรยาเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งต้องเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและละเอียดมากที่สุด

]]>
อุ้มบุญ (55) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 10 https://thaissf.org/cd085/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd085 Wed, 03 Dec 2014 05:14:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/03/cd085/ ต้องมีข้อมูลรอบด้านที่จะทำให้แต่ละท่าน มีและใช้เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ

อีกประเด็นที่เรายังไม่ได้คุยกันแต่คิดว่า ถ้าเราจะทำเรื่องเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เราคงจำเป็นต้องคุยเรื่องโคลนนิ่งด้วย เพราะกำลังมาจ่อหน้าประตู อันที่จริงในต่างประเทศก็มีการโคลนกันเรียบร้อยแล้ว โคลนประเทศนี้ไม่ได้ก็หนีไปโคลนประเทศโน้น ซึ่งก็มีบริษัทรับจ้างทำโคลนนิ่งแล้ว ประเด็นนี้เราก็ควรมาคุยกันด้วยในอนาคตอันใกล้

ความเห็นที่ 2

เรากำลังเจอปัญหามากมาย ตอนนี้เรามีปัญหาเกิดและปัญหาตาย ซึ่งจริงๆแล้ว ปัญหาเกิดและตายมันไม่น่าจะมีปัญหาเลย เพราะว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ในขณะนี้เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปถึงขนาดนี้แล้ว ถ้ามองดูในสังคมได้เกิดปัญหาขึ้นเยอะ อย่างวันนี้เราคุยเรื่องเกิดซึ่งมีมากและมีหลากหลายความเห็น และยังไม่ลงว่ามันควรจะยังไง จะทำยังไรที่เราจะใช้เทคโนโลยีในขณะนี้ให้ถูกต้องพอเหมาะสมควรพอดี ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่จะดูในภาพกว้าง อาจจะไม่จำเป็นต้องลงเจาะลึกในแต่ละอัน เพราะแต่ละเรื่องเหมือนกันหมดว่า เรากำลัง intervene ธรรมชาติ เรา intervene เพื่ออะไร เพื่อใคร แต่ละคนบอกว่า เขาทุกคนน่าจะมีสิทธิทำอะไรอย่างไรได้ ก็ถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะทุกอย่างในโลกนี้มันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ในประโยชน์ของปัจเจกบุคคลนั้น มีผลกระทบต่อสังคมอย่างไร ก่อนที่จะสรุปว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะฉันอยากได้ ฉันอยากมี ฉันอยากทำ ฉันไม่อยากทำ เพราะฉะนั้นต้องมองภาพรวมเสียก่อน ไม่ใช่ว่าเราอยู่ตรงไหน ในฐานะที่เป็นหมอไต ถ้าบอกว่าฉันอยากจะเปลี่ยนไตเยอะๆ เอาสตางค์มาให้ฉันเยอะๆ แล้วไม่ได้มองภาพรวมของประเทศว่าปัญหาสาธารณสุขอยู่ตรงไหน เราก็จะตักตวงเอาของเราแล้วอย่างนั้น มันควรหรือไม่ เพราะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือดูภาพรวมทั้งหมดแล้วดูว่าเราอยู่ตรงไหน แล้วเราควรทำอย่างไร

สำหรับเรื่องเราทำได้ ทำไม่ได้ เราอาจจะบอกว่า ความเห็นเราทำได้ ทำไม่ได้ แต่จริงๆ เราอิงบนพื้นฐานของอะไร ตรงนี้มีปัญหาเยอะมากจนต้องแสวงหาผู้รู้ อาจารย์สมศักดิ์กับอาจารย์ประเสริฐ เราก็ได้ไปคุยกับท่านเจ้าคุณพรหมคุณาพร คือ ท่านปยุต เพื่อที่จะขอความเห็นว่าเราควรทำอย่างไรกับปัญหาสังคมที่เป็นเชิงซ้อนในขณะนี้ คือเรามองแต่ปัจเจกบุคคลไม่ได้แล้ว เราต้องมองโดยเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆในสังคมที่เป็นอยู่ เรารู้จริงหรือยังตอนนี้ เมื่อก่อนเราดูว่าคนนี้เป็นโรค เราควรจะยุติการตั้งครรภ์ มันดูง่ายตรงไปตรงมา แต่ใครจะรู้ว่าไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะเจอกับปัญหาอะไรอีกหรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องถามตัวเองว่าเรารู้จริงหรือยัง และเราทำด้วยเจตนาอะไร

เรารู้จริงแค่ไหน ตามจริงนั้นก็คือถ้าเป็นตัวอ่อนนั้นมีชีวิตแล้ว ในการคัดเลือดตัวอ่อนนั้นแน่นอน ต้องคัดบางตัวขึ้น บางตัวทิ้งไป ทิ้งไปก็เหมือนฆ่า หรืออาจเก็บไว้ ถามว่าเก็บไว้นานเท่าไหร่ แล้วใช้โครงสร้างองค์กรอะไร สิ้นเงินทองไปเท่าไหร่ แล้วได้ประโยชน์จากการเก็บไว้นานอย่างนั้นหรือไม่ ขณะเดียวกันถ้าจะบอกว่าชั้นทำถูกเพราะว่าชั้นทำเพื่อประโยชน์คนอื่น แต่การฆ่าคือการฆ่า มันคงอยู่อย่างนั้นจะไปบิดเบือนธรรมชาติไม่ได้ ความจริงคือความจริง เราต้องยอมรับความจริงว่านี่คือความจริงไม่ได้ทำถูกต้อง ถ้านับถือพุทธศาสนาคือว่ามันคือบาป บาปก็คือบาป แต่จะมาบอกว่าเป็นแค่ตัวอ่อน แต่มันคือชีวิตค่ามันเท่ากัน เพราะฉะนั้นมันต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงว่า ความจริงคืออะไร เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว เจตนาคืออะไร ถ้าเจตนาดีก็น่าจะเบาลงไป แต่เราต้องดูว่าความรู้ของเราถ่องแท้หรือเปล่า เรามองเห็นหรือยังว่ามันเกิดผลกระทบอย่างไรต่อสังคมในอนาคตบ้าง ซึ่งอันนี้มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันดู แล้วมันคงไม่ได้มีข้อสรุปกันง่ายๆ เพราะว่าปัญหามันซับซ้อนมาก ต้องคิดให้ดีว่าเราทำเพื่อใคร ทำเพื่อคนเองหรือเพื่อสังคมโดยรวม หรือเพื่อเฉพาะบางคนที่มีความต้องการอยากได้ ก็จะฝากไว้ในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ เราก็ต้องช่วยกันคิดด้วย การเอาตัวเองออกแล้วมองว่าสังคมควรจะเป็นอย่างไร

ความเห็นที่ 3

ประเด็นที่หนึ่งก็คือการคัดเลือกตัวอ่อนควรทำหรือไม่ เราต้องเข้าใจตัวอ่อนก่อนว่าคืออะไรก่อนที่เราจะไปพูดว่าควรหรือไม่ควร ตัวอ่อนเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ ยังไม่ไม่ข้อยุติ แต่เอาเป็นว่ามีชีวิต แต่จะยอมรับว่ามีชีวิตและมีคุณค่าเหมือนเด็กคนหนึ่งหรือเปล่า เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ดี ตัวอ่อนไม่ได้เหมือนกันหมดทุกตัว สมมติว่าตัวอ่อนผสมขึ้นมาได้ 10 ตัว ไม่ได้แปลว่า ตัวอ่อน 10 ตัวมันมีความสามารถที่จะพัฒนาเท่ากัน และขณะเดียวกันไม่ได้หมายความว่าตัวอ่อนทั้ง 10 ตัวปกติเหมือนกันทั้ง 10 ตัว จริงๆ แล้วตัวอ่อนพวกนี้จำนวนไม่น้อยที่มีโครโมโซม มีพันธุกรรมที่ผิดปกติ สมมติมา10 ตัว อาจจะมีซัก 3 หรือ 4 ที่มีโครโมโซมผิดปกติ ท่านทราบหรือเปล่าครับ ดังนั้น ทั่วโลกทุกคนที่ทำ IVF ทำเด็กหลอดแก้ว กำลังจะเดินไปก็คือ ต้องการใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปแค่ตัวเดียว เราต้องการตัวอ่อนที่ดีที่สุด ที่มีคุณภาพ ที่มีโอกาสตั้งครรภ์ ที่มีโครโมโซมใส่กลับ เพื่ออะไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์แฝด เราไม่ต้องการแฝดสอง แฝดสาม แฝดสี่ อีกแล้ว เพราะว่าการมีครรภ์แฝดเกิดขึ้นมันมีความเสี่ยง เสี่ยงทั้งแม่ เด็ก ค่าใช้จ่ายที่สูง เด็กออกมาอาจจะคลอดก่อนกำหนด เข้าตู้อบ มีปัญหาร้อยแปดตามมามากมาย เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราต้องการแค่เด็กที่ปกติคนเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องการตัวอ่อนที่ดีที่จะใส่กลับหนึ่งตัวเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคัดเลือกตัวอ่อนที่ดี และถ้ามองย้อนกลับไป ไปเป็นพันปี โลกเรามันผ่านการคัดเลือกมาทั้งนั้น พวกเราเองก็เหมือนกัน กว่าจะมาเป็นตัวเป็นตนอย่างทุกวันนี้ ธรรมชาติคัดเลือกมาแล้วทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นหลีกหนีไม่พ้น ไม่มีอะไรที่ไม่ผ่านการคัดเลือก ตัวเราเองที่มายืนอยู่ได้ทุกวันนี้ เราก็เป็นสเปิร์มตัวหนึ่ง ที่ชนะตัวอื่นๆ มาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องผ่านการคัดเลือก มิฉะนั้นไม่สามารถบังเกิดหรือยืนอยู่บนโลกใบนี้ได้ นี่คือประเด็นที่หนึ่ง

ส่วนว่าตัวอ่อนที่เหลือจะทำอย่างไร ไม่ว่าเราจะคัดหรือไม่คัดก็ตาม ตัวอ่อนพวกนี้ก็ต้องมีวิธีการจัดการอยู่ดี ไม่ว่าจะคัดหรือไม่คัดก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็คงว่ากันไปว่าจะทำอย่างไร ถ้าเรายอมรับกันว่ามันมีชีวิตก็ต้องหาวิธีการต่อไปที่เหมาะสม

ส่วนเรื่องการคัดเพศผมว่าเราต้องแยกประเด็นให้ชัดเจนว่าการคัดเพศในปัจจุบัน เราพูดถึงเทคโนโลยีการคัดเพศ มันมีสามวิธีใหญ่ๆ ในปัจจุบันนี้

1. คือวิธีธรรมชาติที่โบราณใช้ คือการสวนล้างช่องคลอดด้วยกรดด้วยด่าง การนับวัน การกินเปรี้ยวกินเค็ม วิธีนี้ทำได้หรือไม่

2. การนำเชื้ออสุจิมาคัดแยกเพศ x กับ y แล้วฉีดเข้าในโพรงมดลูกในวันที่มีไข่ตก ถามว่าอย่างนี้ทำได้หรือไม่

3. การคัดตัวอ่อนที่เกิดขึ้นมาแล้วว่าตัวอ่อนตัวนี้เป็นผู้ชาย ผู้หญิง ก่อนที่จะนำกลับใส่เข้าไปอันนี้ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง คือการทำเด็กหลอดแก้ว การตัดเซลล์ตัวอ่อนมาแยกดูก่อนว่าเป็นชายหรือหญิง จึงจะใส่กลับ วิธีนี้เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมหรือไม่

เราต้องแยกก่อนที่มาบอกว่าควรทำคัดเพศหรือไม่ควรทำ ต้องมาดูกันว่าโดยเทคโนโลยีปัจจุบันมันมีวิธีไหนบ้าง แล้ววิธีไหนเหมาะสมไม่เหมาะสม วิธีไหนมันเกินไป แนวคิดว่าเราต้องยืนอยู่บนความพอดี ไม่มีอะไรที่บอกว่าไม่ได้เลย หรืออะไรที่บอกว่าได้ทุกอย่าง ต้องยืนอยู่บนความพอดีว่า อะไรคือความพอดีมากกว่า ถ้าเรายึดแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้นแหล่ะคือคำตอบ

ส่วนเรื่องการคัดเลือกพันธุกรรมของตัวอ่อน มีคำถามว่าถ้าเราเลือกตัวอ่อนที่ดี ที่ฉลาดได้ ก็ไม่ยุติธรรม ตัวอ่อนที่ไม่เก่ง ไม่หล่อ ไม่สวย นี้คงไม่มีโอกาสเลือก แต่ความจริงถามนิดหนึ่งว่าพี่น้องเราสามสี่คนหน้าตาแตกต่างกันมากไหมครับ มีใครหล่อมาก มีใครฉลาดน้อย มันก็ใกล้เคียงกัน มาจากพันธุกรรมเดียวกัน อาจจะมีความต่างกันนิดหน่อย ที่เราว่าจะไปเลือกคนเก่งไม่เก่ง หล่อมากหล่อน้อย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ถ้าเราไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรม เพราะว่าการคัดเลือกกับการตัดต่อพันธุกรรมเป็นคนละเรื่อง ถ้าเราเอายีนส์ฉลาดมาใส่ เรากำลังดัดแปลงพันธุกรรมให้เป็นอย่างนั้น อาจจะไม่เหมาะ แต่ว่าที่เราจะเลือกตัวอ่อนสวยเก่งหล่อ ไม่มีหรอกครับ เนื่องจากพันธุกรมจะใกล้เคียงกัน นี่คือโลกของความเป็นจริง

ส่วนว่าถ้าเราจะเลือกไม่ให้ตัวอ่อนที่มี พันธุกรรมที่เป็นโรค เช่น ธาลัสซีเมีย ดาว์นซินโดม คิดว่ามีประโยชน์และควรทำ เพราะอะไร หนึ่ง ถ้าเราเป็นพ่อแม่เราอยากได้เด็กที่เป็นดาว์นซินโดม อยากมีลูกที่เป็นธาลัสซีเมีย ต้องพาไปให้เลือดทุกเดือน ถ้าเราเป็นพ่อแม่อยากมีลูกเป็นดาว์นซินโดม แล้วเข้าโรงเรียนไม่ได้ หรือ สอง เด็กที่เกิดขึ้น เขาจะมีความสุขหรือ ถ้าเขาเป็นธาลัสซีเมีย ดาว์นซินโดม เขามีความสุข มองเห็นโลกหรูอย่างพวกเราที่ยืนอยู่ทุกวันนี้หรือไม่ ถ้าเขามีความสุขอย่างนั้น เขามีสิทธิที่จะเกิด แต่คิดว่าเขาอาจจะถามตรงกันข้ามว่าทำให้เขาเกิดมาทำไม

]]>
อุ้มบุญ (54) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 9 https://thaissf.org/cd084/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd084 Tue, 02 Dec 2014 05:47:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/02/cd084/ ทางกลุ่มก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าควรจะทำได้หรือไม่ได้ เนื่องจากว่ามองเป็นสองประเด็นด้วยกันคือ

หนึ่ง – ถ้าเรามองว่าตัวอ่อนเป็นสิ่งมีชีวิต การคัดเลือกตัวอ่อนตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วตัวอ่อนอื่นที่เราต้องกำจัดทิ้งไปมันเป็นการทำลายชีวิตหรือเปล่า

สอง – ถ้าเราคัดเลือกตัวอ่อนแล้วเราควรจัดการกับตัวอ่อนอย่างไร คือเราควรจะทำลายเขา หรือควรที่จะแช่แข็ง หรือหาวิธีการเก็บรักษาตัวอ่อนนั้นไว้

ประเด็นที่สองเรื่องการคัดเลือกเพศ มีความเห็นว่ายังไม่สมควรให้มีการคัดเลือกเพศ เนื่องจากว่าตัวอ่อนควรจะมีสิทธิในเพศของเขา มองต่อไปว่า หากอนุญาตให้กำหนดเพศได้แล้ว หากเพศใดเพศหนึ่งในสังคมมีมากเกินไป จะเกิดปัญหาสังคมหรือไม่ จะก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติในอนาคตหรือไม่ เช่น ถ้าครอบครัวหนึ่งมีแต่ลูกผู้หญิงหมดเลย และต้องการลูกชาย หากเราคัดเลือกเพศให้ได้ จะเกิดผลกระทบกับลูกผู้หญิงหรือ

ส่วนเรื่องการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีลักษณะทางพันธุกรรมไม่ดีหรือว่ามีโรคที่ร้ายแรง ก็ไม่ควรให้เขามีชีวิต แต่หากเป็นโรคไม่ร้ายแรงเช่น เบาหวาน ก็ควรจะมีสิทธิที่มีชีวิตอยู่

ส่วนลักษณะเด่นในเรื่องความสวยความหล่อเราคิดว่าไม่ควรเอาสิ่งนี้มาใช้

กลุ่มที่ 2

ประเด็น: ขอบเขตการคัดเลือกตัวอ่อน

พยายามทำความเข้าใจว่า “การคัดเลือกตัวอ่อน” หมายความว่าอย่างไร มีผู้ให้ข้อมูลว่าในที่นี้จะหมายถึงว่า หาว่ามีสิ่งผิดปกติอะไร จึงมีคำถามว่าถ้าอย่างนั้นจะทำได้อย่างไรและใครเป็นคนตัดสิน มีหลายประเทศได้มีการตัดสินโดยรัฐ เช่น ประเทศไซปรัส ซึ่งรัฐจะเป็นคนตัดสิน หากพบคู่สมรสมีธาลัสซีเมียก็จะเข้าไปแทรกแซงชีวิตสมรสของคู่สมรสนั้น โดยไม่ให้มีการแต่งงานเกิดขึ้น จึงเป็นประเด็นว่าจะทำอย่างไร ใครตัดสิน

สำหรับเรื่องเพศมีความเห็นเป็นสองทาง ทางแรก ไม่ควรแทรกแซงสิทธิบุคคล แต่ควรให้ข้อมูลโดยรอบด้าน แล้วก็ให้คู่สมรสตัดสินใจเอง ทางที่สอง ควร แต่ว่าก็ต้องมีเกณฑ์ เช่น เป็นพาหะของโรค

โดยมีประเด็นสำคัญอีกสองประเด็น คือในแง่ของตัวอ่อนที่จะเอาไปใส่คืน ไม่ควรมีจำนวนมากเกินไป เพราะระยะหลังมีปรากฏการณ์ว่าเป็นในเชิงโฆษณาด้วย ว่าผู้ที่ใส่ตัวอ่อนมากก็จะประสบความสำเร็จสูง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อหญิงที่ตั้งครรภ์มาก ก็เป็นข้อที่เราคำนึงว่าตัวอ่อนไม่ควรมาก แล้วก็ควรจะไม่มีลักษณะเป็นการโฆษณาว่าสามารถที่จะเลือกเพศได้ เพื่อให้มาใช้บริการของสถานที่นั้นๆ

ในเรื่องการคัดเลือกพันธุกรรม เห็นว่า ควรแทรกแซงได้เฉพาะกรณีโรคที่ร้ายแรงมาก แต่จำเป็นต้องมีเกณฑ์บางอย่าง

ในเรื่องยีนส์เด่น ไม่ควรกระทำ

ในตอนท้ายได้ปรึกษาหารือกันว่าในการคัดเลือกพันธุกรรม ควรคำนึงถึงเด็กด้วย เพราะว่ามีกลุ่มที่จะพูดถึงว่าให้น้องสามารถที่จะช่วยพี่ได้ อันนี้ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่คำนึงถึงตัวเด็ก

กลุ่มที่ 3

ประเด็น: ขอบเขตการคัดเลือกตัวอ่อน

เห็นว่าควรทำได้ แต่ต้องมีข้อจำกัด โดยแบ่งเป็นสองกรณี คือ

กรณีที่เป็นโรคพันธุกรรมที่ส่งผ่านโครโมโซมเพศ (sex link) เพื่อเลี่ยงกรณีเด็กอาจจะเป็นโรค

แต่ในส่วนการเลือกเพศด้วยเหตุผลทางสังคมหรือของครอบครัว แบ่งเป็น 2 กลุ่มทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเห็นว่า สิทธิของผู้หญิงและผู้ชายควรเท่าเทียมกันที่จะเกิด แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยเห็นว่าขึ้นกับพื้นฐานครอบครัว

ในส่วนของการคัดเลือกพันธุ์ เช่น โรคทางพันธุกรรม มีความเห็นว่าในการเลือกโรคพันธุกรรมที่ร้ายแรงน่าจะเลือกได้ หรือเป็นโรคที่ก่อให้เกิดภาระต่อครอบครัว เช่น Down Syndrome หรือ Hantingtun เป็นต้น

การเลือกตัวอ่อนที่มีลักษณะเด่น ไม่เห็นด้วย และลักษณะแนวคิดแบบ Eugenic โดยเทคโนโลยีปัจจุบันยังทำไม่ได้ ยังไม่สามารถลงไปลึกจนถึงยีนส์

กลุ่มที่ 4

ประเด็น: ขอบเขตการคัดเลือกตัวอ่อน

การคัดเลือกตัวอ่อน ควรทำได้ แต่มีข้อจำกัดคือ

อย่างแรกถ้าเป็นการคัดเลือกเพศ มีความเห็นหลากหลาย ในกรณีที่บอกว่าเห็นด้วยก็จะบอกว่า เห็นด้วยมากในกรณีที่ครอบครัวที่มีลูกมากแล้ว คือกรณีที่มีเพศหญิงหลายคน กรณีเป็น complete family หรือว่าในปัญหาของครอบครัวที่ฝ่ายหญิงถูกกดดันว่าต้องการเพศชาย อย่างนี้ก็มีคนเห็นด้วย สำหรับกรณีที่ไม่เห็นด้วย ก็บอกว่าเพศแต่ละเพศมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคมได้ ตัวอ่อนแต่ละตัวก็มีสิทธิเท่ากันเหมือนกันที่จะเกิดมา

แต่ปัญหาคือถ้าเราคัดเลือกตัวอ่อนไปแล้ว ตัวอ่อนที่เหลือจะทำอย่างไรต่อไป จะแช่แข็งหรือว่าจะทิ้งไป ตัดสินใจยากเพราะว่า ตัวอ่อนจัดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่

ในประเด็นการคัดเลือกเพศ ในกลุ่มก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ว่าจะทำได้หรือเปล่า

สำหรับในกรณีที่เป็นการคัดเลือกพันธุ์ ทางกลุ่มเห็นไปในแนวทางเดียวกันคือ เห็นด้วยกับการคัดเลือกพันธุ์ในกรณีเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ร้ายแรง

ส่วนกรณีการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีลักษณะเด่น เช่น ฉลาดหรือหล่อ เห็นว่า เทคโนโลยีในปัจจุบันยังทำไม่ได้ จึงยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน

]]>
อุ้มบุญ (53) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 8 https://thaissf.org/cd083/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd083 Mon, 01 Dec 2014 05:28:09 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/01/cd083/ การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม

วันที่ 22 ตุลาคม 2547

จัดโดยโครงการชีวจริยธรรมกับการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่

เผยแพร่ 1 ธันวาคม 2557

 

ข้อสรุปประเด็นที่ 3 การตั้งครรภ์แทน

กลุ่มที่ 1

ประเด็น: ขอบเขตในการตั้งครรภ์แทน

การตั้งขอบเขตและกำหนดว่าจะต้องเป็นคู่สามีภรรยา อาจจะเกิดปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนภายหลัง เพราะฉะนั้นกลุ่มก็เห็นว่า เป็นคู่สมรสคู่ไหนก็ได้ที่แสดงความจำนงต้องการมีบุตร

ตามกฎหมายและข้อเท็จจริงในปัจจุบัน หลายคู่ที่เป็นสามีภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่มีบุตร ในกรณีเดียวกันว่าจำเป็นจะต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเห็นว่าไม่จำเป็น

ประเด็นว่าบุตรที่เกิดมาจะเกิดปัญหาหรือไม่ ในกลุ่มคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเพราะว่าอย่างไรก็ตามบุตรที่จะออกมาก็เป็นบุตรที่มีบิดามารดาตามกฎหมายอยู่แล้ว ตามสูติบัตรก็ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

ประเด็น: คุณสมบัติของผู้รับตั้งครรภ์

คุณสมบัติของผู้ตั้งครรภ์ หากกำหนดให้เป็นญาติสนิทก็ค่อนข้างจำกัดมาก อาจเกิดปัญหาขึ้นได้ คุณสมบัติของผู้รับตั้งครรภ์ควรจะต้องมีการประเมินว่าคนคนนั้นมีคุณสมบัติเหมาะสม เช่น มีปัญหาสภาพจิตหรือไม่ จึงต้องควรมีองค์กรหรือหน่วยงานมาทำหน้าที่ประเมินคุณสมบัติของผู้รับตั้งครรภ์เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อมาในอนาคต

ประเด็น: บิดา-มารดาตามกฎหมายและการใช้อำนาจปกครองตามกฎหมาย

ควรต้องเป็นการแสดงเจตจำนงตั้งแต่เริ่มต้นที่จะมีการทำการตั้งครรภ์แทน คือมีการ เช่น สัญญาหรือมีข้อตกลงที่มีกฎหมายรองรับ ดังนั้นจึงควรมีกฎหมายรองรับในเรื่องการแสดงเจตคติของคนที่แสดงเจตจำนงว่าจะทำการตั้งครรภ์แทน

กลุ่มที่ 9

ประเด็น: ขอบเขตในการตั้งครรภ์แทน

เงื่อนไขที่ 1 ควรจำกัดเฉพาะคู่สามีภรรยา จะโดยกฎหมายหรือโดยข้อเท็จจริงก็ได้ และเงื่อนไขที่ 2 คู่สามีภรรยาควรจะต้องมีข้อบกพร่องที่ทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้ตามธรรมชาติ

ในประเด็นที่จะอนุญาตให้ผู้ที่มีสามีภรรยาที่เป็นเพศเดียวกัน หรือสาวโสด ที่อยากจะมีคนตั้งครรภ์แทนให้ยังไม่อยากให้เปิดโอกาสเพราะว่าเมื่อเปิดช่องตรงนั้นแล้วจะควบคุมได้ยาก และหากยึดหลักของธรรมชาติที่ว่าเราจำกัดเฉพาะคู่สามีภรรยา ชายหญิงที่ธรรมชาติควรจะมีบุตรได้ แต่เนื่องจากธรรมชาติไม่มีจึงต้องมาทดแทนด้วยเทคโนโลยี แต่คนที่เป็นผู้ชายผู้ชาย หรือผู้หญิงผู้หญิง ซึ่งโดยธรรมชาติจะไม่เกิดบุตรอยู่แล้ว ก็ไม่คิดว่าเทคโนโลยีนี้ควรจะมาช่วย

ประเด็น: คุณสมบัติของผู้รับตั้งครรภ์

คุณสมบัติของผู้ที่จะมาตั้งครรภ์แทน เนื่องจากโดยเหตุผลที่ไม่อยากให้มีการทำสัญญาจ้างที่มีค่าตอบแทนเป็นเงินทอง ซึ่งเรื่องของธุรกิจ จึงจำกัดให้ในกลุ่มของคนที่เป็นญาติพี่น้องเท่านั้น ซึ่งญาติพี่น้องก็ควรจะเป็น level เดียวกัน คือ พี่หรือน้อง

มีคนเสนอว่าให้คุณแม่สามีหรือหลาน คิดว่าไม่เหมาะสม ทางสังคมอาจจะมีปัญหา จึงควรจำกัดองในกลุ่มญาติที่เป็น level เดียวกัน คือ พี่หรือน้อง ส่วนกรณีที่ไม่มีพี่น้องจะทำอย่างไรดี ก็จะมีข้อถกเถียงอยู่เหมือนกัน แต่หากไม่มีพี่น้องตั้งครรภ์ให้ ก็สามารถใช้ช่องทางอื่น เช่น มีบุตรบุญธรรมทดแทนได้

ประเด็น: บิดา-มารดาตามกฎหมายและการใช้อำนาจปกครองตามกฎหมาย

คนที่เป็นบิดามารดาตามกฎหมาย เห็นพ้องว่าน่าจะดูที่เจตนาหรือ original intention ว่าในเริ่มต้นที่จะมีการทำอุ้มบุญนี้เกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากมีสามีภรรยาที่ต้องการจะเป็นพ่อแม่แล้วก็มีผู้ตั้งครรภ์แทน เราก็ควรให้สิทธิตามกฎหมายกับเจตนาซึ่งเริ่มต้น

ดังนั้นผู้ที่มาตั้งครรภ์แทนถ้าในเจตนาเริ่มต้นไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแม่ ก็ไม่ควรมีสิทธิ กลับมาดูที่เจตนา คราวนี้ถามว่าบิดามารดาตามที่กฎหมายรับรองควรจะมีได้มากกว่า 1 คู่หรือไม่ พิจารณาโดยธรรมชาติของมนุษย์ก็จะมีพ่อแม่ได้คู่เดียวเท่านั้น ก็ไม่ควรจะเปิดโอกาสให้มีได้มากกว่า 1 คู่ ถึงแม้จะมีความเห็นว่าถ้ามีพ่อแม่มากกว่า 1 คู่อาจจะมีประโยชน์ในเรื่องการ support ทางสังคมหรือเศรษฐกิจต่างๆ จะทำให้เป็นประโยชน์แก่เด็กมากขึ้น แต่เห็นว่าการให้ความช่วยเหลือก็สามารถช่วยได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องเป็นพ่อแม่ตามกฎหมาย พ่อแม่ที่มีสิทธิตามกฎหมายควรมีได้เพียง 1 คู่เท่านั้น เพื่อให้เหมือนธรรมชาติ

กลุ่มที่ 7

ประเด็น: ขอบเขตในการตั้งครรภ์แทน

ขอบเขตการตั้งครรภ์แทนมองไปที่ผู้หญิงก่อนเลย โดยขอแยกเป็นสองกรณีคือ

กรณี 1 ผู้หญิงไข่ปกติคือมีไข่แต่มดลูกผิดปกติ

กรณี 2 ผู้หญิงมีทั้งไข่และมดลูกที่ปกติ แต่ไม่ต้องการตั้งครรภ์เอง อยากจะให้คนอื่นตั้งครรภ์ให้

กรณีที่ 1 เมื่อหญิงคนหนึ่งกับสามีอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน แต่ไม่สามารถมีลูกได้เพราะปัญหาทางด้านสุขภาพด้วยที่ตนเองไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ตรงนี้ถามว่าใครจะเป็นผู้มีสิทธิตัดสินใจว่า คนคนนี้ควรใช้การตั้งครรภ์แทน ทางกลุ่มได้แตกประเด็นเป็นหลายอย่าง บางท่านเห็นว่าการที่คนเราจะอยากมีลูกเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าไม่สามารถมีลูกได้เพราะมดลูกตัวเองไม่ดี มันไม่ใช่ความผิดของเขา เขาควรจะสามารถเลือกให้คนอื่นตั้งครรภ์แทน แต่บางคนในกลุ่มเห็นว่าจำเป็นที่เราต้องมีกลุ่มคนหรือคนนอกมาดูว่าสามีภรรยาดังกล่าวอยากจะตั้งครรภ์โดยอุ้มบุญ โดยจะต้องมองลึกลงไปถึงคุณสมบัติต่างๆ เช่น อยู่กินกันมานานแค่ไหน มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูเด็กได้มากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงสิทธิต่างๆ ของเด็กที่จะเกิดขึ้นมา ตรงนี้ก็มีการพูดคุยกันแต่ก็ยังไม่มีข้อสรุป

กรณีที่ 2 คือกรณีที่ผู้หญิงไข่ปกติมดลูกปกติ แต่ไม่อยากท้องเอง เช่น ไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้จดทะเบียน ไม่อยากตั้งครรภ์ กรณีนี้คือมีความเห็นเดียวกันว่า ไม่ควรทำ แต่เหตุผลไม่ชัดเจน

ประเด็นต่อไปเป็นเรื่องของคู่สามีภรรยาต้องตามกฎหมายหรือไม่ ชัดเจนว่า ไม่จำเป็น ขอแค่เป็นสามีภรรยา

ประเด็นต่อไปคือ ข้อมูลความรู้ของเรื่องอุ้มบุญและเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งต่อแม่ผู้ที่เป็นผู้บริจาคไข่ และต่อผู้ที่รับไข่ องค์ความรู้เหล่านี้เห็นว่า ควรจะมาจากหลายๆ แหล่ง ไม่ว่าจะเป็นทางวิชาการแพทย์เอง ทางราชวิทยาลัยหรือผู้ที่เคยทำการอุ้มบุญมาแล้ว ทั้งผู้ที่ให้เขาอุ้มและอุ้มเองด้วย ให้คนกลุ่มนี้มารวมกันเพื่อจะได้สร้างสรรค์ความรู้เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการอื่นได้ทราบความทุกข์ ผลดีผลเสียต่างๆ

ประเด็น: คุณสมบัติของผู้รับตั้งครรภ์

คุณสมบัติของผู้รับตั้งครรภ์ เรามองอยู่สองอย่างคือ ผู้รับการตั้งครรภ์ที่เป็นญาติ กับบุคคลภายนอกไปเลย ซึ่งเห็นว่าทั้งสองส่วนน่าจะทำได้ แต่คงต้องไปที่ผู้มารับตั้งครรภ์ คือผู้ที่จะรับอุ้มบุญ ต้องให้รู้ด้วยว่า การรับอุ้มบุญมีความเสี่ยงต่างๆ ในการตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้นทางกลุ่มเห็นว่า ควรจะมีระบบระเบียบแบบแผนที่จะดูว่า คนที่จะมารับอุ้มบุญ สุขภาพร่างกายเป็นอย่างไร อุ้มได้ไหม ไม่มีโรคประจำตัว คืออาจจะต้องตรวจร่างกายต่างๆ

คุณสมบัติประการที่สอง มีผู้เสนอว่าน่าจะเป็นผู้ที่เคยมีลูกแล้ว เพราะเห็นว่าคนที่ยังไม่เคยมีลูกไม่เคยแต่งงาน อาจจะเกิดปัญหาในอนาคต หรือแม้แต่คนที่แต่งงานมาแล้ว ก็อาจจะมีปัญหาได้เช่นกัน อย่างไรก็ดีควรจะมีแนวปฏิบัติในเรื่องนี้

กลุ่มที่ 4

ประเด็น: ขอบเขตในการตั้งครรภ์แทน

เห็นด้วยในเรื่องการตั้งครรภ์แทนได้

แต่น่าจะให้เปลี่ยนบิดามารดาตามกฎหมายเป็นเจ้าของไข่ที่บริจาคให้ โดยคิดว่ากรณีนี้น่าจะมีกฎหมายรองรับ ให้ชัดเจนว่าสามารถทำได้ โดยก่อนที่จะตั้งครรภ์แทน ควรทำข้อตกลงระหว่างคนที่จะอุ้มบุญกับคนที่เป็นเจ้าของไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีสามีภรรยาที่มีปัญหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์จริงๆ ตามธรรมชาติ และแม้ว่าได้รับการรักษาก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ

]]>
อุ้มบุญ (52) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 7 https://thaissf.org/cd082/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd082 Sat, 29 Nov 2014 06:55:32 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/29/cd082/ ระหว่าง ยายได้หลาน กับ ย่าได้หลาน ยายจะพูดได้ว่า “หลานยายซิหลานข้า หลานย่าไม่แน่ว่าหลานใคร” ซึ่งต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ทุกอย่างมันก็ไม่แน่ “หลานยายก็ไม่แน่ว่าหลานข้า หลานย่ายิ่งไม่รู้หลานใคร” แล้วในที่สุดก็เกิดข้อโต้เถียงว่าลูก

สำหรับประเด็นการคัดเลือกตัวอ่อนการคัดเลือกเพศจะทำได้หรือไม่ ผู้หญิง-ผู้ชาย นี่คือประเด็นหนึ่งที่โต้เถียง ถ้าจะตอบเร็วทำไม่ได้ก็จบ แต่ถ้าทำได้ต้องหาเหตุผล ส่วนที่ 2 ก็คือโรคทางพันธุกรรมบางอย่างซึ่งในอดีตตรงนี้ไม่ชัดเจน แต่ขณะนี้ชัดเจนมากขึ้นแล้ว สามารถจะรู้ได้ว่าจะเป็นอย่างไร ทำได้หรือไม่ จะ คัดเลือกโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง และเลยไปถึงเรื่องคัดเลือกตัวอ่อนที่มีลักษณะเด่น ต้องการแบบนี้ทำได้หรือไม่ ประเด็นเรื่องคัดเลือกตัวอ่อนมีเรื่องนี้ที่สำคัญ อยากจะฟังความเห็นที่หลากหลายด้วย

รศ.ดาราพร ถิรวัฒน์

ในประเด็นการตั้งครรภ์แทนหรือการอุ้มบุญ เป็นปัญหาเพราะมีงานเขียนในเรื่องนี้มาก นับเป็นพันขึ้นไป ที่เป็นงานเขียนเรื่องการอุ้มบุญและมีปัญหาในทางกฎหมาย คือเรื่องนี้จะเป็นปัญหาที่กระทบกับ จริยธรรมและสถาบันครอบครัวค่อนข้างมากกว่า 3 เรื่องแรก เพราะ 3 เรื่องแรกเป็นเรื่องชาย-หญิง ปัญหาเรื่องสถาบันครอบครัวอาจจะไม่ถูกกระทบเท่าไร แต่กฎหมายเกิดช่องว่างว่าไม่มีการรองรับเท่านั้น

แต่ในเรื่องการตั้งครรภ์แทน สถาบันครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันหลักจะถูกกระทบมากเพราะมีบุคคลที่จะมารับตั้งครรภ์แทนนั้น หญิงอื่นเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง หรืออีกกรณีหนึ่งซึ่งหากผู้รับตั้งครรภ์แทนมีสามีก็จะเหมือนเป็น 2 คู่ ดังนั้นสิทธิซ้อนของในเรื่องการเป็นบิดามารดาก็จะเกิดปัญหาซ้ำซ้อนขึ้นมา ในกรณีจะเป็นใครจะเป็นบิดามารดาตามกฎหมาย เพราะในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของเรานั้น การรับรู้บิดามารดา เรารับรู้ในทางธรรมชาติ คือหญิงที่จะเป็นมารดานั้นจะต้องเป็นผู้ตั้งครรภ์เอง ดังนั้นการมีเทคโนโลยีเข้ามาในเรื่องความก้าวหน้านั้นการที่จะให้ผู้มีบุตรยากสามารถมีบุตรได้โดยการตั้งครรภ์แทนก็สามารถทำได้ ในทางเทคโนโลยีบอกได้ว่าสามารถทำได้ แต่เปอร์เซ็นต์ของการทำแล้ว จะสำเร็จได้เท่าไรเป็นอีกปัญหาหนึ่ง แต่ปัญหาว่าทำได้หรือไม่ในทางการแพทย์เราบอกได้ว่าเด็กที่เกิดมาเป็นลูกของใครทางพันธุ์กรรม แต่ในทางกฎหมายไปดูเรื่องการคลอดแบบปกติหรือตามธรรมชาติเป็นมารดาตามกฎหมาย ดังนั้นจึงเกิดการขัดกันในทางกฎหมายขึ้นมาว่ากฎหมายควรจะยอมรับความเป็นธรรมชาติในที่นี้คลุมไปถึงทางพันธุกรรมได้ด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องการตีความว่าการเป็นบิดามารดาตามธรรมชาติที่กฎหมายแพ่งรองรับอยู่จะคลุมไปถึงการเป็นบิดามารดาทางพันธุกรรมได้หรือไม่ เพราะว่าถ้าได้ในกรณีนี้มันจะเกิดสิทธิซ้อนขึ้นมาเหมือนเด็กมีบิดามารดา 2 คู่ ซึ่งก็จะเกิดปัญหาการใช้อำนาจปกครองซึ่งในการใช้อำนาจปกครองบิดามารดาจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วม มันก็เกิดปัญหาในบางกรณีเช่นกันว่าใช้อำนาจบอกให้เด็กที่อยู่ในอำนาจปกครองทำอะไรหรือให้อำนาจในกรณีนี้แก่บิดามารดา 2 คนจะทำด้วยกัน บางครั้งก็ตกลงกันไม่ได้ในบางเรื่องยิ่งให้มี 2 คู่ยิ่งไปกันใหญ่

ดังนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องในทางข้อกฎหมาย ซึ่งกฎหมายในส่วนนี้ก็ต้องพิจารณาว่าประเทศของเราจะวางหลักในเรื่องนี้อย่างไร เพราะว่าในงานวิจัยมองเห็นว่าโลกของเรานี้นะบบกฎหมายแม้จะต่างกันแต่ก็มีแนวโน้มเรื่องของการรับบิดามารดาทางพันธุกรรมให้เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับในสังคมหรือระบบกฎหมายหรือในประเทศนั้นจะมีการยอมรับในเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ในส่วนของเอกสารที่เราค้นพบหรือสามารถจะนำมาเสนอในงานวิจัยอันนี้ได้

ปัญหาอีกอันหนึ่งคือเรื่องสิทธิของตัวเด็กที่เกิดขึ้นจากการอุ้มบุญจะโยงไปถึงว่า เด็กควรจะได้รับรู้หรือไม่ว่าในกรณีที่เขามีมารดาอุ้มบุญก็ดี หรือกรณีที่มีบิดาทางพันธุกรรมก็ดีว่าเป็นใคร อันนี้เป็นตัวเด็กเองที่ควรจะได้รับความคุ้มครองในด้านสิทธิตรงนี้หรือไม่ อันนี้จะเป็นเรื่องกระทบถึงข้อมูลข่าวสาวว่าในระยะไหนที่เด็กเขาควรจะรู้หรือจะต้องอยู่ในอายุแค่ไหนที่เขาควรจะได้รับทราบ ในเรื่องของจิตวิทยา ในเรื่องของการที่เขาจะต้องรับรู้ถึงต้นกำเนิดของเขาว่ามันเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่ ในส่วนนี้ถ้าสภาพจิตใจเด็ก ถ้าเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรทำไมเขาจะต้องรับรู้ เพราะฉะนั้นในบางเรื่องความจริงที่ไม่ควรบอกก็เป็นเรื่องที่ไม่ต้องบอกก็ได้ ไม่ใช่เรื่องความจริงทุกเรื่องจะต้องเปิดเผย ที่ในทางปรัชญาเขามีการพูดเหมือนกันว่าความจริงทุกเรื่องไม่จำเป็นต้องเปิดเผยหมดทุกเรื่อง

ในเรื่องของสิทธิของเด็กก็เป็นปัญหาอยู่ เหมือนกับว่าในกรณีดังกล่าวในเรื่องการตั้งครรภ์แทนจะก่อให้เกิดปัญหาหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องใหญ่ๆนั้นคือผู้รับตั้งครรภ์แทนควรจะเป็นใคร ควรจำกัดหรือไม่ หรือจะเป็นใครก็ได้แล้วแต่การวินิจฉัยของแพทย์ว่ามีความเหมาะสมกับสภาพที่จะเป็นผู้ตั้งครรภ์ได้แล้วก็สามารถเข้ามา สมัครเข้ามาเป็นผู้ตั้งครรภ์แทนสำหรับคู่สมรสที่เขามีปัญหาการมีบุตร ซึ่งเรื่องนี้จะเปิดหรือไม่ หรือว่าจะจำกัดผู้ที่รับตั้งครรภ์ให้เป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับตัวของคู่สมรสหรือไม่ เป็นเรื่องคุณสมบัติ ถ้าเรายอมรับให้ทำได้ ก็จะมีปัญหาต่อมาว่าคุณสมบัติของผู้รับตั้งครรภ์ควรจะเป็นอย่างไร ถ้าเรายอมรับตรงนี้ก็จะโยงไปอีกเรื่องหนึ่งคือความรับผิดชอบของตัวผู้รับตั้งครรภ์หรือความรับผิดชอบของคู่สมรสที่ต้องการมีบุตรก็ดีที่ทำเองไม่ได้นั้น ถ้าเด็กที่ออกมาเกิดมีความพิการ หรือมีสภาพที่ไม่ครบ หรือมีอะไรบางอย่างที่มันไม่ถูกต้องใจกัน หรือแม้เด็กออกมาแล้วจะปฏิเสธไม่เอาได้หรือไม่ ดังนั้นเด็กคนนี้ที่เกิดมาแล้วเป็นภาระของใคร อันนี้ก็จะเกิดปัญหาว่าถ้าเรายอมรับให้มีโอกาสการตั้งครรภ์แทนนั้น ก็จะมีปัญหาลูกโซ่ที่ตามมา เพราะฉะนั้นในบางประเทศเขาตัดตั้งแต่ต้นลมเลย คือห้ามไม่ให้ทำเพราะเขาเห็นว่ามีปัญหาเยอะ ในหลายประเทศนั้นได้มีการประชุมเหมือนกับเราที่ทำอย่างนี้ว่าในเรื่องนี้ที่ทางการแพทย์ทำได้แน่นอน ผลสำเร็จมีแต่ว่าเมื่อมากลั่นกรองกันแล้วในปางประเทศเห็นว่ามันเกิดปัญหาแล้วมันเป็นลูกโซ่มาก แล้วมันต้องมีข้อยกเว้น ยกเว้น ยกเว้นไปเรื่อย ๆ งั้นเขาเลยตัดตั้งแต่ต้นลมเลยว่าหากเกิดปัญหาเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบอย่างนี้ตัดเลย อันนี้เราได้ศึกษาเน้นถึงในบางประเทศที่ตัดเลยไม่ให้ทำ อันนี้ไม่ได้หมายความถึงว่าประเทศนั้น ๆ วิทยาศาสตร์ไม่เจริญก้าวหน้า เป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้ามากในวงการแพทย์เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี แต่ว่าโอกาสในการทำเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่งานวิจัยแบบนี้ก็จะช่วยให้เราเห็นว่าในโลกของเราในเรื่องนี้ไม่ได้มีไม้บรรทัดอันเดียว ขึ้นอยู่กับสังคมของประเทศนั้นว่าจะมีการยอมรับมากน้อยแค่ไหน

]]>
อุ้มบุญ (51) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 6 https://thaissf.org/cd081/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd081 Sat, 29 Nov 2014 06:35:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/29/cd081/ “ตาย” ตามกฎหมายในพจนานุกรมไม่เหมาะสำหรับที่แพทย์จะมาใช้ในเรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะที่เทคโนโลยีมันไปไกลกว่านั้นมาก ขณะนี้คำว่าตายจะมีคำจำกัดความเพิ่มขึ้นแล้วว่า หมายถึงสมองตายด้วย การมีคำจำกัดความดังนั้นจึงมีผลทางกฎหมายโดยทางอ้อมเพราะฉะนั้นกฎหมายเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ จึงเห็นด้วยว่าถ้าออกกฎหมา ยแบบพระราชบัญญัติ จะมีปัญหาตามมามาก

อีกประการหนึ่งคือ เรื่องการฟ้องร้อง มีกรณีที่มีการฟ้องร้องต่อแพทยสภาแล้วคือใช้เทคโนโยีช่วยการเจริญพันธุ์ มีปัญหาจริยธรรมคือใช้ฮอร์โมนเร่งการตกไข่ในปริมาณที่สูงเกินขนาด และขาดการควบคุมจนเกิดโรคแทรกซ้อนที่ค่อนข้างรุนแรง ในกรณีนี้แพทยสภาตัดสินลงโทษ และเมื่อเร็วๆ นี้มี เรื่องเสนอผลงานทางวิชาการ อ้างว่าที่ทำมาอัตราความสำเร็จสูงมากประมาณ 2 เท่า กว่าอัตราทั่วไป ในกรณีนี้การนำเสนอที่พยายามบอกว่าอัตราความสำเร็จสูงจะมีลักษณะเป็นการโฆษณาจูงใจ เข้าข่ายคดีมีมูล

ความเห็น 10

ประเด็นสำคัญเห็นด้วยกับเรื่องความเท่าเทียมและเรื่องคนยากจนที่จะเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาด้วย แต่เห็นว่าในสังคมไทยในขณะนี้ออกกฎหมายช้าเกินไป เพราะเนื่องจากว่าประชาชนถูกกระบวนการอย่างทำให้เสียหายหรือถูกหลอก เวลาเดินทางไปเก็บข้อมูลกับชาวบ้านมีชาวบ้านที่บังเอิญรวย เค้ามีลูกพอแล้วที่เชียงใหม่ทำหมันแล้วเค้าไม่มีลูกชายพอมีสตางค์ก็เลยไปแกะหมันและก็ไปทำกิฟท์จะเอาลูกชาย ดิฉันถามว่าแน่ใจได้อย่างไรว่าจะได้ลูกชาย เขาบอกว่า หมอสัญญากับเขาว่า ถ้าไม่ได้ลูกชายหมอจะส่งให้เรียนจบมหาวิทยาลัย แต่อย่างไรก็แล้วแต่นี่เป็นคำสัญญาหลอกๆ จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกใช้เพื่อนำประโยชน์เข้าตัวมาก และมีการผิดพลาดจำนวนมากซึ่งไม่มีการบันทึกไว้ ผลความล่าช้าต่างๆ ไม่ได้ให้ภาพในด้านที่ไม่สำเร็จและทำความเสียหายให้กับประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเวทีอย่างนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ว่าเราจะได้เกณฑ์หรือไม่ได้เกณฑ์ สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญและอยากจะให้เป็นเป้าหมายหลักของเวทีนี้ด้วยว่า เป็นการลงทุนทางปัญญาสังคม อย่าไปคิดว่าเรื่องพวกนี้ซับซ้อนยุ่งยากในการที่จะสื่อสารกับประชาชนได้ทราบ เราน่าจะมีความสามารถที่จะย่อยเรื่องพวกนี้ไปสู่สาธารณะมากๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจแล้วรู้ว่าเรามีทางเลือกหรือไม่มีทางเลือกอะไรบ้าง ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ประเทศไทยจะเผชิญกับกระแสความรู้ที่มันซับซ้อนมากขึ้น แล้วเราจะทำอะไรไม่ได้เลยอย่าง GMO เป็นต้น จึงเสนอว่าเราต้องทำอย่างนี้แล้วพยายามย่อยให้กับประชาชน

ความเห็นที่ 11

อยากให้ทำความเข้าใจว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ออกมา และที่ยกมาส่วนใหญ่เป็นตัวอย่างของผู้ไม่ปฏิบัติตามมากกว่า อีกแพทย์ที่ปฎิบัติตามกฎเกณฑ์จะไม่เป็นข่าว เวลาพิจารณาจึงไม่ควรให้พอมีเรื่องๆหนึ่งขึ้นมาก็ต้องหากฎเกณฑ์มาจำกัดหรือแก้เเรื่องนั้น เลยกลายเป็นให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วยจำนวนมาก

จริงๆ ก็เป็นอย่างตัวอย่างที่ยกมาว่า ชาวบ้านไม่รู้จริงๆ ว่ามีประกาศแพทยสภาและราชวิทยาลัย แม้ว่ามีออกมาชัดเจนว่า เวลาก่อนจะทำต้องขอความยินยอม ( inform consent) และต้องอ่านในรายละเอียดให้เข้าใจ ซึ่งควรจะมีหมด ทุกขั้นตอนจะทำอย่างไร อัตราความสำเร็จเท่าไร ผลเสียมีอะไร ก่อนลงนาม แล้วจึงค่อยทำให้ ไม่ใช่ไปหลอกชาวบ้าน กรณีตัวอย่างที่ยกมาเป็นข้อยกเว้น

เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ที่สร้างจะเป็นกฎเกณฑ์ที่เป็นขั้นตอน ว่าถึงจุดไหนควรจะทำอย่างไร ไม่ใช่ไปเอาเรื่องที่คนฟ้อง 1 เรื่อง แล้วก็เราก็เอากฎเกณฑ์มาว่าตรงนี้ต้องบังคับหมด มีเป็นขั้นตอน

ข้อชี้แจง

ประเด็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีตัวกฎหมายมาคุม เป็นเพราะว่าระบบกฎหมายต่างกัน โดย อเมริกาและอังกฤษ เป็นระบบ common law ซึ่งไม่มีตัวบทอ้างอิง ในภาคพื้นยุโรปเป็นระบบ civil law จะอิงประมวลกฎหมาย นี่คือความต่างกัน ในอเมริกามีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นก็จะดูคำพิพากษาว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร กฎเกณฑ์ทางกฎหมายเป็นอีกแบบหนึ่ง

ในประเทศเราเป็น civil law เหมือนภาคพื้นยุโรป ถ้าเราจะทำอะไรแล้วไม่มีกฎเกณฑ์อิงเลย และเราไม่มีคำพิพากษาอ้างด้วยเพราะเรื่องอย่างนี้ยังไม่มี เพราะฉะนั้นเวลาเป็นคดีจะยากมาก ถ้าถามว่าอันนี้อิงหลักเกณฑ์อะไร เราเป็นประเทศ civil law เราควรต้องยึดแนวนี้

ผู้ดำเนินรายการสรุป

ช่วงเช้าทุกท่านคงได้เห็นว่าเราก็มีโอกาสทั้งแสดงความเห็นตรงข้ามกันอย่างไรก็ได้ แต่ว่าก็น่าจะได้ความรู้และข้อมูลเพิ่มเติมด้วย จากหลายๆฝ่ายไม่ว่าฝ่ายนักกฎหมาย ฝ่ายนักวิชาชีพ ฝ่ายคนดูแลกติกากลาง รวมถึงพวกเราที่อาจจะไม่ได้มีส่วนรับรู้ ความรู้ที่มันสลับซับซ้อน แต่ก็อยากจะเห็นอะไรที่ดีขึ้นสำหรับสังคม และทุกท่านก็คงจะเห็นอีกประเด็นหนึ่งว่า เวลาที่เราบอกว่าเราอยากจะเห็นกติกา กติกามีได้หลายแบบ ผมหวังว่าบ่ายนี้เราลงไปใน 2 ประเด็นตัวอย่าง ถ้าเป็นไปได้ เราจะช่วยกันเสนอดูว่าเราอยากเห็นกติกาหน้าตาเป็นอย่างไร กติกาควรจะเขียนว่าอย่างไร แล้วควรจะเขียนอยู่ตรงไหน พอจะมีความรู้เท่าที่เราพอจะมีประสบการณ์ อาจจะช่วยทำให้การทำงานตรงนี้ มันเคลื่อนต่อไปได้มากกว่าเรื่องหลักการทั่วไป เรื่องหลักการทั่วๆไปก็มีประโยชน์มากเลย ว่ากลไกลควรจะเป็นอย่างไร กลไกไหนควรเป็นทางออก ทางเลือกซึ่งเราก็ได้คุยกัน โดยใช้ 2 ประเด็นแรกของเช้านี้ ก็หวังว่าบ่ายนี้เราคงลงได้อีก 2 ประเด็น จนกระทั่งได้แนวทางอย่างที่เรียนนะครับว่าทุกท่านเป็นผู้ที่จะเอาของพวกนี้ไปใช้ประโยชน์

]]>
อุ้มบุญ(50)การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 5 https://thaissf.org/cd080/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd080 Fri, 28 Nov 2014 05:29:37 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/28/cd080/ แม้ครอบครัวที่เป็นต้นแบบก็ปัจจุบันก็ไม่ได้แข็งแรง ในแง่ของคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายหรือคู่สมรสที่ไม่ได้ถูกต้องตามกฎหมายว่าควรจะมีสิทธิด้วยหรือไม่ ก็คิดว่าก็ควรมีสิทธิ แต่ว่าต้องมีเงื่อนไขคือ เช่น จะต้องมีผู้ให้ปรึกษาเข้าร่วม อาจจะมีนักสังคม จิตแพทย์ เข้ามาช่วย ดิฉันคิดว่าผู้ที่เป็นเพศเดียวกันก็อาจปรับใช้เงื่อนไขนี้ เป็นการเปิดโอกาส

ข้อชี้แจง

ขอชี้แจงอยู่สองเรื่องคือ

เรื่องที่ 1 เรื่องกรรมการในร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ซึ่งสำนักงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กและเยาวชนฯ ร่าง ไว้ มาตราหนึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ เรียกว่า คชจพ. ประกอบด้วย นายกแพทยสภาเป็นประธาน ประธานราชวิทยาลัยสูตินารีแพทย์ เป็นรองประธาน ประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์หรือผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกระทรวงพัฒนาสังคม ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์ ผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ผู้แทนกรรมการสตรีและครอบครัว เป็นกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการเจริญพันธุ์ จำนวน 2 คน ด้านเวชพันธุศาสตร์จำนวน 1 คน ด้านปรัชญาและจริยศาสตร์ 1 คน ด้านกฎหมาย 1 คน ด้านสิทธิเด็ก 1 คน ด้านกิจการสตรี 1 คน และผู้อำนวยการกองโรคศิลปะเป็นเลขานุการ

วรรคสอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรค 1 ต้องเป็นสตรีไม่น้อยกว่า 3 คน เพราะเขาบอกว่า ผู้ชายไม่ค่อยรู้เรื่องก็เลยเขียนไปแบบนี้ นี่คือโครงสร้างล่าสุดที่อยู่ในร่างเรื่องหนึ่งที่จะชี้แจง

เรื่องที่สอง ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หมอมีสิทธิปฏิเสธหรือไม่ถ้ามีผู้มาขอรับบริการเรื่องนี้ คณะวิจัยได้พูดถึงประเด็นนี้ในหน้า 13 ว่า สิทธิต่างๆ ที่จะเป็นสิทธิในรัฐธรรมนูญก็ตาม สิทธิของผู้ป่วยก็ตาม เป็นการรับรองสิทธิทั่วไปที่ประชาชนพึงได้รับจากบริการทางการแพทย์ แต่ทั้งนี้หากมีความแตกต่างได้ตามสถานภาพของบุคคล และลักษณะโรคภัยในแต่ละกรณี ซึ่งการขอรับบริการในกรณีมีบุตรยาก โดยใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ไม่อาจถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนจะได้รับเหมือนกันทุกกรณี เพราะว่าไม่ใช่กรณีที่จะเปรียบเทียบได้กับการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นอาการของโรคโดยแท้ ดังนั้นหากมีการรับรองสิทธิในเรื่องนี้เพื่อไม่ให้เกิดภาระแก่รัฐ ในการให้สวัสดิการเพื่อการรักษาพยาบาลจนเกินขอบเขต ก็จำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขที่เคร่งครัดและจำกัดกรณีไว้เท่าที่จำเป็น อีกทั้งต้องจำกัดขอบเขตของภาระที่รัฐจะให้การสนับสนุนในระดับที่สมเหตุสมผล

ความเห็น 7

องค์กรที่กำกับดูแลโดยตั้งคณะกรรมการขึ้น มีความเห็นว่า ต้องถามตัวเองก่อนว่ามันถึงเวลาหรือยัง โครงสร้างองค์กร (infrastructure) ของเรามีความพร้อมหรือไม่ ถ้าดูตัวอย่างจากประเทศที่ดำเนินการก่อนหน้าประเทศไทย อย่างเช่น อังกฤษ ก่อนที่เขาจะมี HEFA (Human Embryo and Fertilization Association) (check) ใช้เวลา 10 กว่าปี โดยมีแนวปฏิบัติ (guideline) มาก่อน เมื่อทุกอย่างพร้อม มีคนรู้เรื่องเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และตั้ง HEFA ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย การตั้งองค์กรเช่นนี้ เช่น ปัจจุบันนี้HEFA ใช้เงินหกล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเข้ามาควบคุมดูแล ซึ่งไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เงินนี้เอามาจากคนไข้ โดยทุกคนที่จะทำ ART จะ ต้องจ่าย HEFA license fee โดยคนไข้เป็นคนจ่าย เพราะฉะนั้นอยากให้เข้าใจว่าทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย การที่เราตั้งคนขึ้นมาทำก็ต้องมีค่าใช้จ่าย

อีกเรื่องหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลง การออกเป็นกฎหมายและการจะเปลี่ยนสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้ยากมาก และข้อกำหนดต่างๆในกฎหมายบางครั้งไม่ได้ดูแนวปฏิบัติ เช่น ในอิตาลี ถ้ากระตุ้นไข่ได้ 10 ใบ เก็บไข่ได้ 3 ใบ ถ้าเก็บใบที่ 4 ก็ผิดกฎหมาย

ในหลายประเทศรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงิน แต่ในประเทศไทย ผู้ป่วยเองเป็นผู้จ่ายเงิน การที่จะไปออกกฏหมายบังคับในสิ่งที่เราไม่ได้ให้ คือคนไข้จ่ายเงินเองหมดแต่เราไปบีบบังคับเขาว่า ไอ้โน่นห้ามไอ้นี่ห้ามทำแล้วเราให้เขาทำอะไรบ้าง ปัจจุบันคนรวยเท่านั้นที่ทำ ART คนจนทำไม่ได้

ปัญหารีบด่วนควรไปแก้กฎหมายตรงนี้ก่อนหรือไม่ว่า เราควรให้เท่าเทียมกันว่าคนไม่มีสตางค์สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ก่อนหรือไม่ ทำไมเราจึงต้องรีบออกกฎหมายควบคุมเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ มีความเห็นว่าเรายังไม่มีความพร้อม ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมามาก ถ้าคนไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แล้วจะออกกฎหมายควบคุมเทคโนโลยี จะมีปัญหาผลพวงตามมา ในเยอรมันคนชอบพูด เยอรมันสร้างตัวอ่อนได้ไม่เกิน2-3 ตัว ตัวที่เหลือเลี่ยงไปหมดบอกว่าตัวอ่อน2 pn (อธิบายเพิ่ม) ไม่ใช่ตัวอ่อน

การออกกฎหมายในต่างประเทศบางที่ก็มีปัญหาเยอะมาก สิ่งที่เขาทำคืหนีไปรับบริการในประเทศใกล้เคียง เช่นเราบอกว่าเราไม่มีคาสิโนในไทยแล้วข้ามไปปอยเปต ถ้าบังคับเข้มงวดเกินไป ก็จะไปใช้บริการ ART โน่นไปอยู่ปอยเปต ข้ามพรมแดนไปนิดเดียว ประเทศไทยต้องการเป็น medical hub หรือไม่ คือถ้าเป็น medical hub เราควรออกกฏหมายขณะนี้หรือไม่ และถ้าเราออกกฎหมายเข้มงวดเกินไป การแพทย์จะหยุดพัฒนา แพทย์คือคนที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้ถูกซื้อตัว ขณะนี้ก็หายไปเยอะแล้ว ถ้ากฎหมายออกมาอีก และเข้มงวดเกินไปก็จะทำงานไม่ได้

การออกกฎหมายคุมเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เป็นดาบ 2 คมจริงๆ เพราะควรจะต้องระมัดระวัง คืออย่าก้าวกระโดดเร็วเกินไป การออกกฎหมายเห็นว่าต้องมีเวลาที่เหมาะสม และพร้อมทุกฝ่าย ทุกคนพร้อมไหมพร้อมจะไปด้วยกันหรือยัง ถ้าเรายังไม่พร้อมผมว่าเสี่ยงมาก จะออกตอนนี้ ขอบคุณครับ

ความเห็น 8

ประเด็นที่ 1 การคุ้มครองตัวอ่อนน่าจะมองไปถึงไข่และอสุจิด้วย ควรจะคุ้มครองในลักษณะคล้ายกัน ทั้งในเรื่องการบริจาค การใช้ ไข่หรือสเปิร์มของผู้บริจาค

ประเด็นที่ 2 การออกกฎหมายมาควบคุมคงเป็นเพียงแต่เป็นกรอบคุ้มครองสิทธิ์ คงตีกรอบว่ามาตรฐานเกี่ยวกับวิชาชีพ ซึ่งกฎหมายคงไม่ลงในรายละเอียด และอาจจะโอนให้แพทยสภาเป็นคนออกกฎระเบียบต่างๆ

กฎหมายน่าจะออก อย่างกว้างๆ ในขณะเดียวกันก็รับรองสิทธิหรือกำหนดหน้าที่ เช่น การสมรสไปขอให้คนอื่นตั้งครรภ์หรือมีกระบวนการตั้งครรภ์ขึ้นมาแล้วไม่รับผิดชอบอย่างนี้กฎหมายอาจจะบังคับว่าให้มีหน้าที่รับผิดชอบเด็กที่จะเกิดมานี้จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะหรือพิการ พิการก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบส่วนอำนาจหน้าที่หรือการใช้อำนาจปกครอง ซึ่งก็เป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่งอยู่แล้วคือ หมายความว่ากฎหมายที่ออกคงไม่ใช่ไปควบคุมละเอียดยิบ

]]>
อุ้มบุญ(48) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 3 https://thaissf.org/cd078/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd078 Thu, 27 Nov 2014 06:04:18 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/27/cd078/ ทั้งนักกฎหมายที่ยังมีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่เพียงพอ และด้านแพทย์เองก็มีข้อจำกัดด้านกฎหมาย

แม้ว่าส่วนใหญ่ ที่ประชุมเห็นว่าตัวอ่อนเป็นทรัพย์สิน แต่เป็นทรัพย์สินที่สามารถพัฒนาเป็นชีวิตได้แต่ยังไม่เสนอคำจำกัดความที่ชัดเจนว่า ทรัพย์สินที่สามารถพัฒนาเป็นชีวิตได้มีความหมายอย่างไร แต่ควรจะมีข้อกำหนดเฉพาะในเรื่องทรัพย์สินที่สามารถพัฒนาเป็นชีวิตได้แตกต่างกับข้อกำหนดเรื่องทรัพย์สินทั่วไปด้วย

สำหรับในกลุ่มที่มีความชัดเจนทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เสนอไว้ชัดเชนว่า ตัวอ่อนในระยะ Blastocyst เป็นระยะที่เป็นกลุ่มของเซลล์ยังไม่พัฒนาจนเป็นอวัยวะชัดเจน น่าจะถือว่าเป็นเนื้อเยื่อ ซึ่งควรได้รับความคุ้มครองในระดับของการคุ้มครองเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ

3. ที่ประชุมได้เสนอเงื่อนไขสำหรับการจัดการไข่ เชื้ออสุจิ และไข่ที่ผสมแล้ว เช่น

3.1 อำนาจัดการ:บุคคลที่ควรเป็นผู้มีสิทูธิ์เหนือไข่ เชื้ออสุจิ ควรเป็นเจ้าของไข่และเชื้ออสุจิโดยควรแสดงเจตจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนไว้ล่วงหน้าก่อนบริจาค ถึงวัตถุประสงค์ เงื่อนไขในการใช้และการทำลาย

สำหรับไข่ที่ผสมแล้ว มีความเห็นว่าเจ้าของไข่และอสุจิที่นำมาผสมกันนั้นมีความเป็นเจ้าของร่วมกัน อย่างไรก็ดีมีเหตุผลเพิ่มเติมที่เห็นว่าเนื่องจากไข่ที่ผสมแล้วมี “ความสามารถที่จะพัฒนาเป็นมนุษย์” ควรมีสิทธิเท่าเทียมกับมนุษย์อื่น ๆ ดังนั้นในกรณีที่ไม่สามารถแสดงเจตจำนงได้เอง จึงต้องให้เจ้าของไข่และเชื้ออสุจิ ในฐานะบิดา-มารดา ทางพันธุกรรม เป็นผู้แสดงเจตนารมณ์แทน

อย่างไรก็ดี มีความเห็นแย้งในเรื่องอำนาจจัดการว่าสามารถมอบให้ผู้อ่านได้หรือไม่ โดยอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาว่า เด็กไม่ใช่ทรัพย์สิน การโอนอำนาจปกครองไม่สามารถทำโดยการทำเป็นหนังสือเท่านั้น แต่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายด้วย อย่างไรก็ดีประเด็นนี้ ที่ประชุมไม่ได้อภิปรายต่อ

นอกจากนี้ ได้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่ได้แสดงเจตนารมณ์เป็นการบริจาคแล้ว เจ้าของไข่หรือเชื้ออสุจิ น่าจะไม่มีสิทธิเหนือไข่-เชื้ออสุจินั้นแล้ว สถาบันที่ดำเนินการดังกล่าวควรตั้งกรรมการขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดูแลจัดการอย่างเหมาะสมต่อไป

3.2 เงื่อนไขการใช้ไข่-อสุจิและไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว ที่ประชุมมีข้อเสนอ เช่น

3.2.1 ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค โดยทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ ซึ่งในทางปฏิบัติขณะนี้ ผู้บริจาคต้องแสดงเจตนารมณ์ในเรื่องดังกล่าวไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะในกรณีผู้บริจาคเสียชีวิต

3.2.2 ควรให้แพทยสภาออกข้อกำหนดที่ชัดเจนถึงเงื่อนไขในการบริจาคและมีข้อกำหนดในการดำเนินการที่ชัดเจน

3.3 การใช้/ทำลายไข่ที่ผสมแล้วเพื่อการวิจัย ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าน่าจะสามารถนำไปใช้ได้เพื่อประโยชน์สำหรับการพัฒนาการรักษา อย่างไรก็ดี ในการทำวิจัยในลักษณะดังกล่าว โดยการวิจัยจะต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาการศึกษาวิจัยในคน หรือคณะกรรมการจริยธรรมของสถาบันที่เกี่ยวข้องซึ่งจะพิจารณาประเด็นจริยธรรมสำหรับการศึกษาวิจัยเรื่องนั้น ๆ อยู่แล้ว

ประเด็นที่ 3: การตั้งครรภ์แทน

ความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางกฎหมายในกรณีการตั้งครรภ์แทน

ที่ประชุมไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางกฎหมายสำหรับกรณีตั้งครรภ์แทน แต่เห็นว่าควรมีข้อกำหนดหรือข้อกฎหมายที่กำหนดหน้าที่และรับรองสิทธิที่ชัดเจนในเรื่องนี้ โดยส่วนใหญ่เห็นว่าควรจะอนุญาตให้มีการตั้งครรภ์แทน โดยการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่สามารถรับบริการนี้ รวมถึง คุณสมบัติของผู้ที่จะมาตั้งครรภ์แทน แต่ห้ามมิให้มีการทำเป็นการค้า

ประเด็นที่ 4: การคัดเลือกตัวอ่อน

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการคัดเลือกตัวอ่อน

ข้อสรุป

1.การคัดเลือกตัวอ่อนเพื่อป้องกันโรคทางกรรมพันธุ์ รวมไปถึงการคัดเลือกเพศเพื่อป้องกันโรคทางกรรมพันธุ์ที่ร้ายแรง และถ่ายทอดไปเฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง เป็นกรณีที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ดี ที่ประชุมไม่ได้นำเสนอ/พิจารณาโดยละเอียดว่า โรคทางพันธุกรรมที่ร้ายแรงที่สามารถคัดเลือกตัวอ่อนทิ้งได้ ควรเป็นโรคใด หรือก่อให้เกิดผลเช่นใด

2.การคัดเลือกเพศ ที่ประชุมมีความเห็นแตกต่างกันไป ส่วนที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากคำนึงถึงเรื่องการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ และปัญหาทางสังคม ในส่วนที่เห็นด้วย ใช้ข้อพิจารณาจากเหตุผลของครอบครัว เช่น มีลูกเพศใดเพศหนึ่งมาแล้วหลายคน ต้องการอีกเพศ เป็นเหตุผลที่ยอมรับได้

3.การคัดเลือกตัวอ่อนที่เลือกเฉพาะตัวอ่อนที่มีลักษณะดี/เด่น เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ

]]>
อุ้มบุญ (47) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 2 https://thaissf.org/cd077/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd077 Sat, 22 Nov 2014 14:25:16 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/22/cd077/ เทคนิคที่จะมาใช้เพื่อการรักษาคู่สมรสที่มีบุตรยาก โดยความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เกี่ยวกับเซลล์สืบพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านไข่หรือเชื้ออสุจิ ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์หลายรูปแบบ คือ

1. การฉีดเชื้อหรือการผสมเทียม เป็นการนำเอาเชื้ออสุจิของฝ่ายชายฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง แล้วปล่อยให้มีการปฏิสนธิตามธรรมชาติ

2. เทคนิคการทำกิ๊ฟ (Gamete Intrafallopian Transfer GIFT) เป็นการนำไข่ของฝ่ายหญิงที่เก็บมาจากร่างกาย แล้วนำเอาไข่กับเชื้ออสุจิมาใส่เข้าไปพร้อมกันทางหลอดมดลูกโดยผ่านทางหน้าท้องและปล่อยให้ผสมกันทางธรรมชาติ

3. เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization&Embryo Transfer.IVF&ET) เป็นการเก็บไข่โดยใช้เข็มแทงผ่านช่องคลอดแล้วนำมาผสมกับเชื้ออสุจิในห้องทดลอง เมื่อผสมกันเรียบร้อยแล้วแบ่งตัวในระดับหนึ่งจึงย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูก

4. เทคนิคการทำอิกซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection: ICSI) จะทำในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิน้อยหรือไม่มีเลย ทำโดยการนำเชื้ออสุจิเพียงตัวเดียวมาฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง แล้วรอให้พัฒนาเป็นตัวอ่อนจึงจำใส่กลับเข้าไปในมดลูก

เทคนิคบางประการของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์นั้น หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมและจรรยาแพทย์รวมไปถึงกฎหมายพอสมควร เช่น

– การใช้เชื้ออสุจิ หรือไข่ที่ได้จากการบริจาค

– การคุ้มครองตัวอ่อนนอกครรภ์ เช่น เมื่อมีการผสมภายในห้องทดลองแล้วนำฉีดกลับเข้าไปในมดลูกเพียงตัวอ่อนเดียว ตัวอ่อนที่เหลือสามารถนำมาใช้ในการวิจัยได้หรือไม่ ตัวอ่อนที่เหลือเป็นของใคร

– การตั้งครรภ์แทนหรือการอุ้มบุญ

– การคัดเลือกตัวอ่อนก่อนการฝังตัว ทั้งการตรวจหาโรคที่เกิดจากพันธุกรรม การเลือกเพศ

จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ดังกล่าว ที่เป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกายเปิดโอกาสให้มีการคัดเลือกตัวอ่อนเพื่อหลีกเลี่ยงโรคที่ติดต่อทางพันธุกรรม รวมทั้งสามารถเลือกเพศของตัวอ่อนได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีประเด็นการใช้ประโยชน์จากตัวอ่อนที่เหลือจากการผสมเทียม ซึ่งของเขตทางจริยธรรมในเรื่องดังกล่าวยังไม่ชัดเจน และยากต่อการควบคุมทางกฎหมาย อีกทั้งยังในประเทศไทยเองก็ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับกำกับดูแลเรื่องดังกล่าว โครงการชีวจริยธรรมกับการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (Biotec) ได้เล็งเห็นความสำคัญของกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ จึงได้ดำเนินการให้ รศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส และ รศ.ดร.ดาราพร ถิระวัฒน์ ทำการรวมรวมและวิเคราะห์องค์ความรู้ในประเด็นและข้อเสนอแนะทางกฎหมายและจริยธรรมเกี่ยวกับการปฏิสนธิเทียม และการคัดเลือกทางพันธุกรรม จึงได้จัดการประชุมเพื่อเสนอเรื่องดังกล่าวต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อประเด็นต่าง ๆ โดยได้แบ่งการนำเสนอข้อมูลและการพิจารณาเป็น 4 หัวข้อหลักดังนี้

1. เงือนไขการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิเทียม

2. การคุ้มครองตัวอ่อนนอกครรภ์

3. การตั้งครรภ์แทน

4. การคัดเลือกตัวอ่อน

ข้อสรุปจากที่ประชุม

ประเด็นที่ 1: เงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิเทียม

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเงื่อนไขและขอบเขต ในการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิเทียมหรือการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แนวทางการกำหนดเงื่อนไข และหน่วยงานรับผิดชอบ

ข้อสรุป

1. ควรมีขอบเขตในการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เพื่อป้องกันการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตามมีความเห็นว่าควรจะมีทั้งข้อจำกัดและข้อยกเว้นในลักษณะที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และสอดคล้องกับแนวทางของสังคม

2. เงื่อนไข/ข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี ที่ประชุมเห็นว่า ควรพิจารณากำหนดไว้พิจารณาจากความเหมาะสมของสังคมและวัฒนธรรมของไทย แต่อย่างไรก็ดี ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการด้วย เงื่อนไขที่ควรกำหนดไว้ เช่น

ก. ส่วนใหญ่เห็นว่าควรกำหนดเงื่อนไขการใช้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เฉพาะคู่สมรสแต่ไม่ได้จำกัดเฉพาะคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น การให้บริการควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กที่จะเกิดมาเป็นสำคัญ สำหรับเงื่อนไขที่ได้มีการพิจารณาในส่วนของการตั้งครรภ์แทน ควรกำหนดเป็นเงื่อนไขสำคัญไว้ด้วยว่า คู่สมรสไม่สามารถมีบุตรได้ตามธรรมชาติ

ข. ในกระบวนการพิจารณาว่าผู้รับบริการควรได้รับบริการหรือไม่ อาจมีคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณาในด้านความจำเป็นและความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของคู่สมรส ซึ่งเป็นการให้ความเห็นนอกเหนือจากแพทย์ผู้ให้บริการ เพื่อเป็นการป้องกันแพทย์จากการถูกฟ้องร้องในเรื่องการปฏิเสธการรักษา และให้เกิดการมองอย่างรอบด้านมากขึ้น

ค. ในกรณีของการตั้งครรภ์แทน นอกจากคู่สมรสที่ขอรับบริการแล้ว ผู้รับตั้งครรภ์แทนก็ควรได้รับประเมินคุณสมบัติก่อนรับตั้งครรภ์ รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขในการตั้งครรภ์แทนเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ตั้งครรภ์แทนปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม หรืออาจก่ออันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้ แต่อย่างไรก็ดี การรับตั้งครรภ์แทนไม่ควรทำโดยมีเจตจำนงเพื่อการค้า

3. แม้ว่าที่จะประชุมจะเห็นว่า ขณะนี้แพทยสภาเป็นองค์กรสำคัญที่ดูแลในเรื่องดังกล่าว แต่เงื่อนไขและข้อกำหนดเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ และเป็นมุมมองจากวิชาชีพเพียงด้านเดียวแพทยสภาพอาจทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางประสานงานไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่จำกัดเฉพาะองค์กรวิชาชีพ แต่อาจจัดตั้งเป็นคณะกรรมการกลางที่ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ ทั้งสังคม จริยธรรม และกฎหมาย รวมถึงผู้มีส่วนได้เสีย เข้าร่วมเป็นกรรมการ เพื่อให้ข้อกำหนดที่ครอบคลุมในประเด็นต่าง ๆ อย่างกว้างขวา และเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุก ๆ ฝ่าย นอกจากนี้ แพทยสภาพควรเผยแพร่หลักเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

]]>