การคัดเลือกพันธุกรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การคัดเลือกพันธุกรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 อุ้มบุญ (54) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 9 https://thaissf.org/cd084/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd084 Tue, 02 Dec 2014 05:47:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/02/cd084/ ทางกลุ่มก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าควรจะทำได้หรือไม่ได้ เนื่องจากว่ามองเป็นสองประเด็นด้วยกันคือ

หนึ่ง – ถ้าเรามองว่าตัวอ่อนเป็นสิ่งมีชีวิต การคัดเลือกตัวอ่อนตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วตัวอ่อนอื่นที่เราต้องกำจัดทิ้งไปมันเป็นการทำลายชีวิตหรือเปล่า

สอง – ถ้าเราคัดเลือกตัวอ่อนแล้วเราควรจัดการกับตัวอ่อนอย่างไร คือเราควรจะทำลายเขา หรือควรที่จะแช่แข็ง หรือหาวิธีการเก็บรักษาตัวอ่อนนั้นไว้

ประเด็นที่สองเรื่องการคัดเลือกเพศ มีความเห็นว่ายังไม่สมควรให้มีการคัดเลือกเพศ เนื่องจากว่าตัวอ่อนควรจะมีสิทธิในเพศของเขา มองต่อไปว่า หากอนุญาตให้กำหนดเพศได้แล้ว หากเพศใดเพศหนึ่งในสังคมมีมากเกินไป จะเกิดปัญหาสังคมหรือไม่ จะก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติในอนาคตหรือไม่ เช่น ถ้าครอบครัวหนึ่งมีแต่ลูกผู้หญิงหมดเลย และต้องการลูกชาย หากเราคัดเลือกเพศให้ได้ จะเกิดผลกระทบกับลูกผู้หญิงหรือ

ส่วนเรื่องการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีลักษณะทางพันธุกรรมไม่ดีหรือว่ามีโรคที่ร้ายแรง ก็ไม่ควรให้เขามีชีวิต แต่หากเป็นโรคไม่ร้ายแรงเช่น เบาหวาน ก็ควรจะมีสิทธิที่มีชีวิตอยู่

ส่วนลักษณะเด่นในเรื่องความสวยความหล่อเราคิดว่าไม่ควรเอาสิ่งนี้มาใช้

กลุ่มที่ 2

ประเด็น: ขอบเขตการคัดเลือกตัวอ่อน

พยายามทำความเข้าใจว่า “การคัดเลือกตัวอ่อน” หมายความว่าอย่างไร มีผู้ให้ข้อมูลว่าในที่นี้จะหมายถึงว่า หาว่ามีสิ่งผิดปกติอะไร จึงมีคำถามว่าถ้าอย่างนั้นจะทำได้อย่างไรและใครเป็นคนตัดสิน มีหลายประเทศได้มีการตัดสินโดยรัฐ เช่น ประเทศไซปรัส ซึ่งรัฐจะเป็นคนตัดสิน หากพบคู่สมรสมีธาลัสซีเมียก็จะเข้าไปแทรกแซงชีวิตสมรสของคู่สมรสนั้น โดยไม่ให้มีการแต่งงานเกิดขึ้น จึงเป็นประเด็นว่าจะทำอย่างไร ใครตัดสิน

สำหรับเรื่องเพศมีความเห็นเป็นสองทาง ทางแรก ไม่ควรแทรกแซงสิทธิบุคคล แต่ควรให้ข้อมูลโดยรอบด้าน แล้วก็ให้คู่สมรสตัดสินใจเอง ทางที่สอง ควร แต่ว่าก็ต้องมีเกณฑ์ เช่น เป็นพาหะของโรค

โดยมีประเด็นสำคัญอีกสองประเด็น คือในแง่ของตัวอ่อนที่จะเอาไปใส่คืน ไม่ควรมีจำนวนมากเกินไป เพราะระยะหลังมีปรากฏการณ์ว่าเป็นในเชิงโฆษณาด้วย ว่าผู้ที่ใส่ตัวอ่อนมากก็จะประสบความสำเร็จสูง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อหญิงที่ตั้งครรภ์มาก ก็เป็นข้อที่เราคำนึงว่าตัวอ่อนไม่ควรมาก แล้วก็ควรจะไม่มีลักษณะเป็นการโฆษณาว่าสามารถที่จะเลือกเพศได้ เพื่อให้มาใช้บริการของสถานที่นั้นๆ

ในเรื่องการคัดเลือกพันธุกรรม เห็นว่า ควรแทรกแซงได้เฉพาะกรณีโรคที่ร้ายแรงมาก แต่จำเป็นต้องมีเกณฑ์บางอย่าง

ในเรื่องยีนส์เด่น ไม่ควรกระทำ

ในตอนท้ายได้ปรึกษาหารือกันว่าในการคัดเลือกพันธุกรรม ควรคำนึงถึงเด็กด้วย เพราะว่ามีกลุ่มที่จะพูดถึงว่าให้น้องสามารถที่จะช่วยพี่ได้ อันนี้ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่คำนึงถึงตัวเด็ก

กลุ่มที่ 3

ประเด็น: ขอบเขตการคัดเลือกตัวอ่อน

เห็นว่าควรทำได้ แต่ต้องมีข้อจำกัด โดยแบ่งเป็นสองกรณี คือ

กรณีที่เป็นโรคพันธุกรรมที่ส่งผ่านโครโมโซมเพศ (sex link) เพื่อเลี่ยงกรณีเด็กอาจจะเป็นโรค

แต่ในส่วนการเลือกเพศด้วยเหตุผลทางสังคมหรือของครอบครัว แบ่งเป็น 2 กลุ่มทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเห็นว่า สิทธิของผู้หญิงและผู้ชายควรเท่าเทียมกันที่จะเกิด แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยเห็นว่าขึ้นกับพื้นฐานครอบครัว

ในส่วนของการคัดเลือกพันธุ์ เช่น โรคทางพันธุกรรม มีความเห็นว่าในการเลือกโรคพันธุกรรมที่ร้ายแรงน่าจะเลือกได้ หรือเป็นโรคที่ก่อให้เกิดภาระต่อครอบครัว เช่น Down Syndrome หรือ Hantingtun เป็นต้น

การเลือกตัวอ่อนที่มีลักษณะเด่น ไม่เห็นด้วย และลักษณะแนวคิดแบบ Eugenic โดยเทคโนโลยีปัจจุบันยังทำไม่ได้ ยังไม่สามารถลงไปลึกจนถึงยีนส์

กลุ่มที่ 4

ประเด็น: ขอบเขตการคัดเลือกตัวอ่อน

การคัดเลือกตัวอ่อน ควรทำได้ แต่มีข้อจำกัดคือ

อย่างแรกถ้าเป็นการคัดเลือกเพศ มีความเห็นหลากหลาย ในกรณีที่บอกว่าเห็นด้วยก็จะบอกว่า เห็นด้วยมากในกรณีที่ครอบครัวที่มีลูกมากแล้ว คือกรณีที่มีเพศหญิงหลายคน กรณีเป็น complete family หรือว่าในปัญหาของครอบครัวที่ฝ่ายหญิงถูกกดดันว่าต้องการเพศชาย อย่างนี้ก็มีคนเห็นด้วย สำหรับกรณีที่ไม่เห็นด้วย ก็บอกว่าเพศแต่ละเพศมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคมได้ ตัวอ่อนแต่ละตัวก็มีสิทธิเท่ากันเหมือนกันที่จะเกิดมา

แต่ปัญหาคือถ้าเราคัดเลือกตัวอ่อนไปแล้ว ตัวอ่อนที่เหลือจะทำอย่างไรต่อไป จะแช่แข็งหรือว่าจะทิ้งไป ตัดสินใจยากเพราะว่า ตัวอ่อนจัดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่

ในประเด็นการคัดเลือกเพศ ในกลุ่มก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ว่าจะทำได้หรือเปล่า

สำหรับในกรณีที่เป็นการคัดเลือกพันธุ์ ทางกลุ่มเห็นไปในแนวทางเดียวกันคือ เห็นด้วยกับการคัดเลือกพันธุ์ในกรณีเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ร้ายแรง

ส่วนกรณีการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีลักษณะเด่น เช่น ฉลาดหรือหล่อ เห็นว่า เทคโนโลยีในปัจจุบันยังทำไม่ได้ จึงยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน

]]>
อุ้มบุญ (6) สถานการณ์และสภาพปัญหาของการปฏิสนธิเทียม (ต่อ) https://thaissf.org/cd036/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd036 Tue, 09 Sep 2014 01:46:14 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/09/cd036/ ดังเคยมีรายงานทางการแพทย์ (อ้างถึงรายงานของ Hansen, M., Kurinczuk, J. J., Bower, C. & Webb, S. New Engl. J. Med. 346, pp. 725-730 (2002)) ที่กล่าวถึงความเสี่ยงของการใช้เทคโนโลยี IVF และ ICSI (intracytoplasmic sperm injection)ว่า เด็กที่เกิดด้วยวิธี IVF ร้อยละ 9 (จำนวน 75 ราย จากจำนวนทั้งหมด 837 ราย) และเด็กที่ใช้ ICSI ร้อยละ 8.6 (จำนวน 26 จากจำนวนทั้งหมด 301 ราย) พบว่า มีความผิดปกติเมื่อคลอดออกมา หรือตรวจพบความผิดปกติหรือความสัมพันธ์กับโรคบางอย่าง6   เพราะฉะนั้นในการใช้ความรู้จากวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งอาจมีทั้งคุณและโทษ ผู้ที่เกี่ยวข้องจำต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงข้อพิจารณาด้านต่างๆให้ครบถ้วนจึงจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อสังคมและมนุษยชาติ

3. ผลกระทบต่อสังคมและกฎหมาย

เนื่องด้วยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ความเป็นมนุษย์” และ “การดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์” อย่างยิ่ง ดังนั้นการที่สามี ภรรยาคู่หนึ่งตัดสินใจพึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ดังกล่าว เพื่อช่วยก่อกำเนิดทารกอันเป็นทายาทของตนนั้น จึงมิใช่กรณีที่จะส่งผลอันจำกัดแต่เฉพาะครอบครัวสามีภรรยาคู่นั้นเท่านั้น หากแต่ส่งผลกระทบไปสู่สังคมโดยรวม และหมายความรวมถึงสถาบันทางวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวด้วย ผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ที่มีต่อสังคมอาจมีทั้งด้านที่เป็นประโยชน์และด้านที่เป็นโทษ โดยหากสามารถใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อพัฒนา สนับสนุน และเกื้อกูลสังคมของ “ความเป็นมนุษย์” และ “การดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์” ได้อย่างเหมาะสมแล้ว ย่อมจะทำให้สังคมครอบครัวมีความอบอุ่น เข้มแข็ง ซึ่งย่อมส่งผลต่อความมั่นคงและความสงบสุขของสังคมโดยรวมด้วย แต่หากการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมิได้คำนึงถึงขอบเขตความเหมาะสมซึ่งยืนอยู่บนพื้นฐานเพื่อการบำบัดรักษาความบกพร่องของสามีภรรยาผู้ต้องการมีบุตรแล้ว ย่อมส่งผลกระทบทางลบต่อสังคมเช่นกัน โดยเฉพาะประเด็นการลดคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ปัญหาที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ที่ไม่มีการควบคุมที่เหมาะสมต่อสังคมนั้น อาจกระทบต่อสถานะความเป็นบิดามารดาและบุตร กล่าวคือ การกำหนดสถานะความเป็นบิดามารดาและบุตรนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงตามธรรมชาติ ซึ่งย่อมประกอบขึ้นด้วยกระบวนการปฏิสนธิและการให้กำเนิดที่เป็นไปตามกระบวนการตามธรรมชาติ บิดามารดาเป็น ผู้ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และมารดาเป็นผู้อุ้มครรภ์และให้กำเนิด แต่เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถนำเอาเชื้อพันธุ์ของชายและหญิงออกมาทำการปฏิสนธิได้ภายนอกร่างกาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาคือ หากเชื้อพันธุ์ที่ใช้ในการปฏิสนธิเทียมนั้นมิใช่ของสามีและภรรยา กล่าวคือ เป็นเชื้อพันธุ์ที่ได้จากการบริจาค เด็กที่กำเนิดขึ้นมาจะเป็นบุตรโดยชอบของใครปัญหาจะทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นหากเป็นกรณีมารดาอุ้มบุญ ซึ่งจะกลายเป็นการชั่งน้ำหนักหรือการให้ความสำคัญระหว่างลักษณะทางพันธุกรรมที่เด็กคนนั้นได้รับจากเจ้าของเชื้อพันธุ์ และการอุ้มครรภ์ ซึ่งรวมถึงการดูแลขณะตั้งครรภ์ และการให้กำเนิดว่าใครจะเป็นบิดามารดาที่แท้จริงโดยเฉพาะทางฝ่ายมารดาที่เป็นเจ้าของเชื้อพันธุ์และมารดาผู้อุ้มครรภ์

การใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ดังกล่าว หากมิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการบำบัดรักษาความบกพร่องทางกายภาพของคู่สามีภรรยาที่ต้องการมีบุตรแล้ว ย่อมก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย อาทิ บุคคลรักร่วมเพศต้องการมีบุตร หญิงโสดที่มิได้แต่งงานหรือมีคู่สมรสต้องการมีบุตร รวมถึงกรณีหญิงต้องการมีบุตรโดยที่คู่สมรสได้เสียชีวิตไปก่อนหน้าแล้ว และกรณีคู่สมรสที่ไม่สามารถมีความสัมพันธ์กันได้ตามปกติ เช่น คู่สามีภรรยาที่อยู่ห่างกันโดยระยะทาง หรือกรณีที่คู่สมรสได้รับโทษจำคุกในเรือนจำ โดยจะเห็นได้ว่ากรณีทั้งหลายข้างต้นมิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาความผิดปกติในการมีบุตรของคู่สมรส แต่กลับตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความต้องการ” มีบุตรเท่านั้น

นอกจากปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้ว เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ยังสามารถกำหนดลักษณะรวมทั้งเพศของเด็กที่จะเกิดขึ้นได้ หรือที่เรียกว่า “การคัดเลือกพันธุกรรม” ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบตามมา หากการคัดเลือกดังกล่าว มิได้เพียงมุ่งประสงค์เพื่อให้เด็กที่เกิดมามีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงเท่านั้น แต่ยังก้าวไปไกลจนถึงการกำหนดคัดเลือกคุณลักษณะ สติปัญญาของเด็กที่จะเกิดมาด้วย ซึ่งถือเป็นการท้าทายต่อธรรมชาติแห่งความแตกต่างของมนุษย์อย่างยิ่ง

จากประเด็นการคัดเลือกพันธุกรรมดังกล่าว กรณีจะเป็นอย่างไร หากเด็กที่เกิดขึ้นมิได้เป็นไปตามความคาดหวังไว้ กล่าวคือ มีคุณลักษณะที่ด้อย หรือมีร่างกายที่พิการ หรือมีสติปัญญาที่ไม่สมประกอบ ซึ่งอาจไม่เป็นที่ต้องการของคู่สมรส และมารดาอุ้มครรภ์แทนด้วย เด็กผู้นั้นย่อมต้องตกเป็นภาระในการอุปการะของรัฐตามสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ รวมทั้งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและการฟ้องร้องเป็นคดีความ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องแพทย์ผู้ทำการปฏิสนธิเทียมให้คู่สมรส รวมทั้งระหว่างคู่สมรสกับหญิงที่อุ้มครรภ์แทนด้วย

สำหรับผลกระทบที่มีต่อกฎหมายนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ ผลกระทบที่มีต่อการปรับใช้กฎหมายปัจจุบัน และกฎหมายที่จะต้องบัญญัติเพื่อรองรับเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ในอนาคต

สำหรับกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น ต่างตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิสนธิและการให้่กำเนิดตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป้นการกำหนดสถานะของบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตรความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตร ดังปัญหาทั้งหลายที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นอาทินั้น ต่างแสดงให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมและไม่สามารถปรับใช้ได้ของกฎหมายที่มีอยู่ประกอบกับยังไม่มีกฎหมายเพื่อรองรับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวให้ดำเนินไปได้อย่างเหมาะสม ชอบด้วยศีลธรรมและเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์แห่งการเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อช่วยบำบัดรักษาความผิดปกติในการเจริญพันธู์ของคู่สมรสที่ต้องการมีบุตร โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคงและเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวผลกระทบดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นความจำเป็นในการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายในเรื่องนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้7 ดังตัวอย่างของต่างประเทศที่แม้มีแนวทางที่แตกต่างกันออกไปบ้างแต่ก็บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับรองรับความก้าวหน้าทางการแพทย์8

———————————————–

6 กรุณาดูรายละเอียดของผลของรายงานการศึกษาอื่น ๆ ใน WINSTON, Robert M.L. and HARDY, Kate, “Are we ignoring potential dangers of in vitro fertilization and related treatment?” (in fertility supplement to Nature Cell Biology & Nature Medicine) (Nature Publishing Group, October 2002), pp.14-18.

7 Alexander N.HECHT,”The Wild Wild West: Inadequate regulation of assisted reproductive technology”, Houston Journal of Health Law and Policy, 2001, pp.227-232.

8 Kathryn VENTURATOS LORIO,” The process of regulating assisted reproductive technologies: What we can learn from our neigbors: what translates and what does not.”, Loyola Law Review, Summer, 1999,pp.247-268.

]]>