การคัดเลือกทางพันธุกรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:54:10 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การคัดเลือกทางพันธุกรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม https://thaissf.org/cd087-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd087-2 Fri, 12 Dec 2014 00:48:27 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/12/cd087-2/ สูติแพทย์จะให้ความเห็นได้มากกว่า ด้วยเหตุผลหลายอย่างคือ มีความรู้ในด้านนี้ มีประสบการณ์เพราะเจอคนไข้ในเรื่องนี้มาก และสูติแพทย์เองก็อาจจะมีความกังวลอยู่ลึกๆ ว่า กลัวจะมีคนมาออกกฎหมายบังคับการกระทำของสูติแพทย์

ถ้าเราจะแบ่งสิ่งที่เราคุยกันเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรายละเอียดของประเด็นต่างๆ ก็จะเห็นว่า รายละเอียดของประเด็นต่างๆ นี้สรุปยากมาก แต่ก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่งว่าอาจจะมีกฎหมายในบางเรื่องก็ดี ในบางเรื่องก็ไม่น่ามีกฎหมาย บางเรื่องก็น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่ากติกาที่ทำโดยองค์กรที่ไม่ใช่กฎหมาย รูปธรรมก็คือองค์กรวิชาชีพ แต่ก็มีคนพูดกันมากกว่าองค์กรวิชาชีพแปลว่าอะไร ข้อเสนอที่อาจจะสำคัญก็คือว่าองค์กรวิชาชีพ แต่ก็ต้องมีสร้างกันเป็นส่วนร่วม นี่เป็นข้อสรุปทั่วไปในเชิงเนื้อหา

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่ว่าด้วยตัวกลไก ซึ่งก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจพอสมควรทีเดียว

ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก มีการพูดเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาแต่เราก็ไม่ได้พูดกันมาก คือว่าถ้าเราจะต้องมาออกกติกาของสังคมในเรื่องอย่างนี้ อะไรคือเหตุผลที่เราต้องออกกติกาสังคม ซึ่งเมื่อตกลงเพื่อจะให้มีกติกาอะไรบางอย่าง เราอาจมีเหตุผลไม่เหมือนกัน เป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน ซี่งบางทีเราควรจะต้องตกลงเรื่องเป้าหมายและเหตุผลกันก่อนดีกว่า เวลาที่เรามีกติกาเราจะได้ใช้ได้ถูก ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะใช้ผิดได้ เพราะเป้าหมายคนละแบบ

สำหรับเรื่องเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ ส่วนใหญ่เราจะพูดถึงเหตุผลของการพยายามที่จะให้เกิดกติกาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในสังคม เช่นใครควรจะมีสิทธิเป็นพ่อเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกัน จะนับกันอย่างไร จะแบ่งสมบัติกันอย่างไร เข้าใจว่าจะนับถือกันอย่างไรด้วย ประเด็นนี้ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วเรื่องสิทธิที่ภายใต้ประเด็นที่เราคุยกันนี้ อย่างในกรณีอุ้มบุญเป็นตัวอย่างกับที่ทางสภาที่พยายามร่างกฎหมายอยู่ในขณะนี้เป็นการมองสิทธิเพื่อความสุขของสังคมหรือเพื่อแก้ปัญหาของปัจเจก คือการที่เรานับพ่อแม่กัน แล้วบอกว่าคนนี้เป็นพ่อแม่ตามกฎหมายหรือเป็นพ่อแม่บุญธรรมเรื่องอุ้มบุญที่เราคุยกันแล้วเราต้องไปแก้กฎหมายเพื่อให้มีพ่อแม่ตามกฎหมาย เป็นพ่อแม่ทางพันธุกรรม เราใช้หลักความสัมพันธ์ที่เป็นความสุข หรือว่าความสุขในครอบครัวเกิดจากวิธีการอย่างอื่น ไม่ได้เกิดจากฐานะทางกฎหมายว่าใครเป็นพ่อแม่ใครตามกฎหมายหรือตามบุญธรรม กรณีเช่นนี้เพื่อให้เห็นว่าบางทีที่เราออกกฎหมายมาเราอาจจะแก้อะไรได้บางอย่าง แต่เราอาจจะแก้บางอย่างไม่ได้

ตัวอย่างที่ยกมาในวันนี้ มี 2 ส่วน คือเรื่องตัวอ่อน กับเรื่องการเลือกพันธุกรรม ซึ่งตรงนี้นอกเหนือจากความพยายามที่จะพูดถึงกติกาอะไรบางอย่างเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมแล้ว ยังมีการตั้งคำถามกรายๆว่าเราควรจะมีกติกาหรือไม่ เพื่อให้สังคมมั่นใจว่าความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนี้จะก้าวไปพร้อมๆ กับสมดุลย์กับความสัมพันธ์ในสังคมเพราะถ้าเราไม่พูดถึงกติกาอะไรบางอย่างไว้ บางทีเวลาสังคมตามเทคโนโลยีไม่ทัน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเสมอคือสังคมปฏิเสธเทคโนโลยี ปฏิเสธความก้าวหน้าทางวิทยาการ เพราะว่าเราตามไม่ทัน เราจึงคิดว่าจัดการไม่ได้ เราในที่ว่านี้คือสังคม สังคมจัดการมันไม่ได้เทคโนโลยีนั้นก็จะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เราจึงควรตั้งกติกาไว้ก่อนจะดีหรือไม่ ถ้าเป้าหมายเป็นเช่นนี้เราจะต้องมีการใช้จินตนาการพอสมควรทีเดียว หลายอย่างเวลาที่ใครบอกว่าน่าจะเป็นเช่นนี้ อาจจะเป็นเช่นนี้ได้เราจะต้องมาคิดว่าเราจะมาจัดการกับมันอย่างไร คือถ้าเรามีเป้าหมายในการออกกติกาเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม การพยายามที่จะจินตนาการไปถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมก็อาจจะเป็นตัวสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการการคิดการพูดคุย ก็มีที่คุยกันว่าบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราฝันไปหรือเปล่าบางเรื่องเทคโนโลยีมันยังไปไม่ถึง บางท่านก็อาจจะเถียงอยู่กรายๆ ว่าบางเรื่องก็น่าคิดไว้ก่อนถึงแม้ว่าจะยังไม่เป็นจริงวันนี้แต่มันก็เป็นไปได้ก็ต้องคิดไว้ก่อนว่า เราจะมีกติกาหรือไม่มีกติกาเมื่อเวลานั้นมาถึงนั้น บางทีเราอาจจะต้องคิดกติกาไว้ก่อนเพราะว่าเราไม่อยากให้เทคโนโลยีถูกใช้ไปในทางพาณิชย์อย่างนี้ เป็นต้น การใช้ไปในทางพาณิชย์คือการใช้ไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือมีความคิดว่าจะต้องมีการแยก ART สำหรับบุคคลสำหรับปัจเจก หรือสำหรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

สำหรับผมแล้วประเด็นเรื่องเป้าหมายผมคิดว่าเรายังพูดกันไม่ชัดเจนพอว่า เรามาออกกติกาเพื่ออะไร จากที่ฟังมาวันนี้แต่ก็มีคนพูดถึงกันอยู่ นอกเหนือจากนั้นก็มีการพูดถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นอกเหนือจากเรื่องศีลธรรมอันดีของสังคม ก็จะมีการเสนอประเด็นเรื่องว่าออกกติกาเพื่อที่จะป้องกันการเอาไปถูกใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ที่เหลือก็เป็นหลักการทั่วไปที่พูดเมื่อไรก็คงถูกเมื่อนั้น คือว่ากติกาที่จะออกนี้ หลายคนเห็นตรงกันว่าจะต้องยืดหยุ่น ซึ่งทำให้เกิดข้อตามมาว่าออกเป็นกฎหมายแบบเข้าสภาต้องไม่ค่อยได้เรื่อง แต่ก็แยกยากมากว่าอะไรที่ควรเป็นกฎหมายสภาอะไรควรจะเป็นอย่างอื่น เหตุผลที่ว่าควรจะยืดหยุ่นก็เพราะว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็ว ค่านิยมของสังคมก็เปลี่ยนไปด้วย เราไม่รู้หรอกว่าครอบครัวที่อาจมีค่านิยมที่ไม่มีลูก และถ้าถึงวันนั้นแล้ว ART ก็อาจจะหมดความหมาย กติกาควบคุม ART อาจไม่จำเป็น คนที่ไม่มีลูกอาจจะเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุด และคุณหมอสูติฯที่มีเทคโนโลยีก็อาจจะตกงานไปโดยปริยายก็ได้ แต่สิ่งที่พูดนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้ง่ายๆ

เรื่องที่สามที่ชัดเจนมาก และมีการคุยกันมากก็คือ แพทยสภาอาจจะเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องทำหน้าที่นี้ แต่แพทยสภาคงต้องทำงานแบบสร้างการมีส่วนร่วม สำหรับผมที่เป็นกรรมการแพทยสภาเก่า และเป็นหมอที่ติดตามการคัดเลือกแพทยสภาในช่วงหลังๆนี้ ผมคิดว่าโจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ยากที่สุด เพราะทุกวันนี้ในแพทยสภาเวลาเลือกกรรมการแพทย์สภามักจะพูดถึงปัญหาของวิชาชีพเสียส่วนมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะวิชาชีพถูกรุมเร้าด้วยปัญหาที่สังคมไม่เข้าใจวิชาชีพอยู่มาก และวิชาชีพก็ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่สังคมอยู่มากเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะให้แพทยสภาเป็นผู้ทำกติกากลางที่เอาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมนี้กลไกของแพทย์สภาจะต้องดีมาก แต่ดูเหมือนข้อสรุปนี้ชัดเจนทั้งเช้าและบ่ายก็จะมีการพูดพาดพิงถึงประเด็นนี้อยู่เป็นระยะๆ ก็คงจะต้องฝากไปที่แพทยสภา

ประเด็นต่อมาคือประเด็นรายละเอียดบางประเด็น ประเด็นหนึ่งก็คือประเด็นว่าด้วยตัวอ่อนกับความเป็นทรัพย์สินที่มีชีวิต ผมไม่ทราบว่าแปลว่าอะไร แต่เข้าใจเอาเองว่าเราต้องการการไปตีความหรือคิดถึงฐานะของตัวอ่อนในบริบทใหม่ ตอนที่ผมได้คุยกับหรือตอนที่ได้ยินนักกฎหมายพูดถึงเรื่อง ตัวอ่อน กับ แนวคิดเรื่องทรัพย์สินมีชีวิตนี้ ผมรู้สึกว่าแปลกดี เพราะเรามีแค่ 2 อย่างคือ ความเป็นคน กับ ความเป็นทรัพย์สิน และตัวอ่อนก็เป็นอะไรตรงกลาง เราจึงต้องอิงคน หรือ อิงทรัพย์สิน เพราะกฎหมายไม่มีวิธีจัดการกับชีวิต แต่นี้ไม่นับข้อเท็จจริงว่าตัวอ่อนคือชีวิตหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องเข้าไปช่วยกันคิด แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าการเสนอว่า ตัวอ่อนนี้เป็น potential life นี้เป็นข้อเสนอวิธีมองที่น่าสนใจมาก แต่คงต้องการการเอาไปตีความอีกมากว่าแปลว่าอะไร ทำลายได้หรือไม่ ซื้อขายได้หรือไม่ เรียกร้องมูลค่าได้หรือไม่ เป็นประเด็นทางวิชาการที่ท้าทายและเป็นเรื่องที่สังคมอาจจะต้องเข้าไปคุยกันต่อ

อีกประเด็นหนึ่งก็เป็นอีกประเด็นที่หลายคนพูดขึ้นมาในที่ประชุม และเป็นประเด็นที่จะต้องคุยกันต่ออีกมากคือการเข้าถึงเทคโนโลยี ทั้ง 2 ประเด็น คือ (1) ถึงมีปัญญาจะซื้อบริการก็ไม่ควรจะขายบริการให้กับคนบางประเภท ซึ่งมีการพูดกันอยู่มากในที่ประชุม และ (2) เทคโนโลยีเช่นนี้ควรจะเปิดเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้อาจารย์แสวงบอกไว้ว่าในการวิจัยของอาจารย์พบชัดเจนว่าเรื่องนี้ ไม่ควรที่จะเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่ไม่มีใครยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันในที่ประชุม แต่เข้าใจว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นประเด็นสำคัญในอนาคตต่อไปก็ได้

ในที่สุดข้อสรุปที่สำคัญที่สุดก็คือ การช่วยไปทำให้สังคมได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ให้มากกว่านี้ เรื่องนี้ก็มีการอ้างถึง มสช. มากผมจึงขออนุญาตเล่าให้ฟังว่ามูลนิธิฯ โดยโครงการชีวจริยธรรมนี้คงจะมีความสามารถที่จะสร้างให้เกิดการพูดคุยเรื่องนี้ต่อเนื่องได้อีกแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เราจะดีใจมาก ถ้าแพทยสภาจะเข้ามาดูแลนับจากวันนี้ต่อไป หมายถึงว่าถ้าแพทยสภาสามารถที่จะจัดเวทีเปิดวงให้คนมาคุยกัน ซึ่งก็แน่นอนว่าเราจะนำเรื่องนี้เสนอแพทยสภา จากที่ประชุมวันนี้ผมเข้าใจว่ากลไกอื่นๆ อย่างรัฐสภาเองก็คงจะพยายามทำเพราะก็มีคนที่ร่างกฎหมายนี้อยู่ และพยายามที่จะเปิดเวทีนี้อยู่ตามสมควร การเสนอไปถึงขั้นว่าสิ่งที่ควรทำอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่การมาจัดคุยกันเฉยๆ ก็คือการจัดทำ ศัพทานุกรม ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ควรจะทำเพราะก็มีหลายท่านที่ท้วงติงการใช้ถ้อยคำ ซึ่งสำคัญมากคือต้องหาวิธีบอกให้คนเข้าใจหรือมีภาพที่เหมาะสมกับความเป็นจริง อย่างเช่น คำว่า “ตัวอ่อน”

จากการประชุมนี้จะเห็นได้ว่ามีรายละเอียดข้อเสนอแนะมากมายว่าอะไรตรงไหนควรออกเป็นกฎกติกาแบบไหนอย่างไรต่อไป และขอไม่สรุปในส่วนนั้น

จึงขอสรุปไว้เช่นนี้ ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมกัน และหวังว่าจะมีกลไกอื่นๆ ในสังคมมาช่วยกันดูแลเรื่องนี้ต่อไป และทำให้การคิดการวางกติกาเรื่องนี้เกิดเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์มากขึ้นในระยะยาว

]]>
อุ้มบุญ (56) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 11 https://thaissf.org/cd086/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd086 Thu, 04 Dec 2014 02:16:49 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/04/cd086/ นอกเหนือจากคุณสมบัติทางจิตใจและร่างกายที่พร้อมที่จะตั้งครรภ์ได้แล้ว น่าจะเป็นเรื่องของผู้ที่เป็นเจ้าของไข่กับสเปิร์ม และผู้ที่จะรับตั้งครรภ์ ว่าเขามีความสัมพันธ์กับอย่างไร เขามีความพอใจกันและกันหรือไม่

ประเด็นต่อไป เป็นกรณี หญิงรักหญิง ชายรักชาย ที่อยากจะมีลูก เห็นว่าขณะนี้สังคมไทยไม่พร้อมเนื่องจากยังมีความเข้าใจผิดติดค้างในสังคมเยอะ ว่าการที่เป็นคนรักเพศเดียวกันนั้นเป็นโรค เพราะฉะนั้นโอกาสที่เด็กมีชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้จะได้รับการเลือกปฏิบัติ จึงยังไม่ควรต้องเสี่ยงให้เด็กต้องมาเจอกับการเลือกปฏิบัติ

อย่างไรก็ดีเสนอให้เราจะขับเคลื่อนต่อไปอย่างไรในภาพรวม คิดว่าเราไม่ควรจะคุยในเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ควรมีมิติทางสังคม วัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องและยังไม่ไปพร้อม ถามว่าแล้วเราจะเคลื่อนต่อไปอย่างไร ก็คงต้องเอาสมอง เอาเวลา เอาเงินทุน สารพัดไปลงให้กับกิจกรรมด้านสังคมและวัฒนธรรม ให้มากกว่าเรื่องการทำงานด้านเทคโนโลยี

ประเด็นสุดท้าย คือในการที่จะพิจารณาการใช้ ART นี้ต่อไป ควรแยกพิจารณาในสองเรื่องใหญ่คือ ART เพื่อประโยชน์ของบุคคล กับ ART เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

ความเห็นที่ 7

เกี่ยวกับเรื่องอุ้มบุญ ในประเทศอังกฤษ หลังจากคลอดแล้ว จะมีสูติบัตรใบใหม่ให้สำหรับพ่อแม่ทางพันธุกรรมให้ โดยไม่ต้องรับบุตรบุญธรรม

เกี่ยวกับการเลือกเพศบุตร เพิ่มเติมข้อมูล สืบเนื่องมาจากการจัดประชุมสถาบันที่ให้บริการ ART 30 แห่งทั่วประเทศ ได้พิจารณาเรื่องควรจะให้บริการเลือกเพศบุตรโดยสาเหตุทางสังคมหรือไม่ พอจะสรุปความได้ดังนี้

1. ถ้าการปล่อยให้เลือกเพศบุตรจะก่อให้เกิด sex discrimination หมายถึงผู้ชาย-ผู้หญิงไม่เท่าเทียมกันหรือไม่ มีความเห็นแย้งว่า ถ้ามีลูกชาย 1 คน ต้องการลูกสาว เราก็เลือกลูกสาวให้เขา คงไม่ใช่ sex discrimination แต่ว่าเขาต้องการ balance family เพราะยุคปัจจุบันคงไม่มีใครอยากมีลูก 7 คนไม่ได้เพศตามที่ต้องการ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีเทคโนโลยีในมือที่จะเลือกเพศบุตรได้ แล้วทำไมเราถึงไม่ยอมให้เขาใช้เทคโนโลยีอันนั้น

2. ในประเด็นถ้าเลือกเพศแล้วทำให้สัดส่วนเพศ (sex ratio) ของประชากรเปลี่ยนไป ประเด็นนี้ก็ไม่จริง เพราะมีผลวิจัยโดยการคำนวณสถิติแล้วว่า ถ้าปล่อยให้มีการเลือกเพศเสรีด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ สัดส่วนเพศก็จะไม่เปลี่ยน เพราะคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีมีจำนวนน้อย และคนที่มาเลือกโดยเฉลี่ยก็จะมีเลือกชายกลุ่มหนึ่ง หญิงกลุ่มหนึ่ง ก็จะสมดุลไปในที่สุด

ถัดไปคือการทำลายตัวอ่อน ประเด็นคือถ้าเราเลือกเพศบุตรได้แล้ว ตัวอ่อนที่เหลืออยู่จะทำอย่างไร ไปทิ้งไว้ไหน ถ้าเป็นคนที่ดำเนินการในเรื่องนี้อยู่จะตอบทันทีว่า การทำลายตัวอ่อนนี้เกิดขึ้นเกือบทุกวันอยู่แล้วในห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน ไม่สามารถแช่แข็งตัวอ่อนได้ตลอดไป ก็ต้องทำลายกันอยู่ดี เพราะว่าไม่มีใครสามารถเก็บตัวอ่อนไว้ได้ หรือในกระบวนการอย่างนี้ มันมีเกิดแก่เจ็บตาย

การทำลายตัวอ่อนเป็นเรื่องธรรมดาปกติใน ART อยู่แล้ว ถ้ายอมให้มีการแช่แข็งตัวอ่อนก็แน่นอนว่าต้องมีการทำลายตัวอ่อน แม้กระทั่งเป็นตัวอ่อนที่ปกติ ไม่ใช่ตัวอ่อนผิดปกติ เพราะฉะนั้นก็มีบางประเทศที่ห้ามแช่แข็งตัวอ่อนเลย คือไม่ยอมให้มีการฆ่าตัวอ่อน ถ้าพูดอย่างนั้นคือต่อไปต้องมีการออกกฎว่าห้ามแช่แข็งตัวอ่อน คือจะไม่มีฆ่าตัวอ่อนเลย แต่ว่าจะทำให้การทำงานยากขึ้น คนไข้เวลาทำกระตุ้นไข่ทำเด็กหลอดแก้ว เสียค่าใช้จ่ายมาก ถ้ามีตัวอ่อนเกินแล้วเราแช่แข็งได้ ก็จะทำให้โอกาสท้องเขาสูงขึ้น เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ถ้าเราไม่ยอมอย่างนั้นก็จะมีผลเสียมหาศาลเช่น

ประเด็นต่อไปเรื่องห้ามวิธีเลือกเพศบุตรโดยการทำเด็กหลอดแก้ว ทำไมจึงไม่ห้ามวิธีอื่นล่ะ ทำไมจึงไม่ห้ามแยกสเปิร์ม คือถ้าห้ามควรห้ามทุกวิธี ซึ่งทำได้ยาก นอกจากนี้เราไปห้ามวิธีที่ได้ผล เรารู้อยู่ว่าวิธีเดียวในปัจจุบันที่ได้ผลในการคัดเลือกเพศบุตร ถ้าเราไปห้ามวิธีที่ได้ผล แล้วยอมให้เขาทำวิธีไม่ได้ผล ก็จะทำให้เสียเศรษฐกิจ แล้วก็ถ้าเขาไม่ทำในเมืองไทย เขาก็ไปทำที่อื่น และสุดท้ายเหมือนกันการทำแท้งเราปฏิเสธว่า เราไม่มีการเลือกเพศบุตรและออกกฎหมายห้ามเลือกเพศบุตร คิดว่าเราห้ามกฎหมายแล้วคนเขาจะทำตาม สุดท้ายก็ยังคงมีการเลือกเพศบุตรอย่างนี้อยู่ แต่ถ้าเราเปิด น่าจะมีประโยชน์ เพราะเราสามารถควบคุมได้ ทำให้การบริการมีคุณภาพมากขึ้น

]]>
อุ้มบุญ(48) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 3 https://thaissf.org/cd078/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd078 Thu, 27 Nov 2014 06:04:18 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/27/cd078/ ทั้งนักกฎหมายที่ยังมีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่เพียงพอ และด้านแพทย์เองก็มีข้อจำกัดด้านกฎหมาย

แม้ว่าส่วนใหญ่ ที่ประชุมเห็นว่าตัวอ่อนเป็นทรัพย์สิน แต่เป็นทรัพย์สินที่สามารถพัฒนาเป็นชีวิตได้แต่ยังไม่เสนอคำจำกัดความที่ชัดเจนว่า ทรัพย์สินที่สามารถพัฒนาเป็นชีวิตได้มีความหมายอย่างไร แต่ควรจะมีข้อกำหนดเฉพาะในเรื่องทรัพย์สินที่สามารถพัฒนาเป็นชีวิตได้แตกต่างกับข้อกำหนดเรื่องทรัพย์สินทั่วไปด้วย

สำหรับในกลุ่มที่มีความชัดเจนทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เสนอไว้ชัดเชนว่า ตัวอ่อนในระยะ Blastocyst เป็นระยะที่เป็นกลุ่มของเซลล์ยังไม่พัฒนาจนเป็นอวัยวะชัดเจน น่าจะถือว่าเป็นเนื้อเยื่อ ซึ่งควรได้รับความคุ้มครองในระดับของการคุ้มครองเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ

3. ที่ประชุมได้เสนอเงื่อนไขสำหรับการจัดการไข่ เชื้ออสุจิ และไข่ที่ผสมแล้ว เช่น

3.1 อำนาจัดการ:บุคคลที่ควรเป็นผู้มีสิทูธิ์เหนือไข่ เชื้ออสุจิ ควรเป็นเจ้าของไข่และเชื้ออสุจิโดยควรแสดงเจตจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนไว้ล่วงหน้าก่อนบริจาค ถึงวัตถุประสงค์ เงื่อนไขในการใช้และการทำลาย

สำหรับไข่ที่ผสมแล้ว มีความเห็นว่าเจ้าของไข่และอสุจิที่นำมาผสมกันนั้นมีความเป็นเจ้าของร่วมกัน อย่างไรก็ดีมีเหตุผลเพิ่มเติมที่เห็นว่าเนื่องจากไข่ที่ผสมแล้วมี “ความสามารถที่จะพัฒนาเป็นมนุษย์” ควรมีสิทธิเท่าเทียมกับมนุษย์อื่น ๆ ดังนั้นในกรณีที่ไม่สามารถแสดงเจตจำนงได้เอง จึงต้องให้เจ้าของไข่และเชื้ออสุจิ ในฐานะบิดา-มารดา ทางพันธุกรรม เป็นผู้แสดงเจตนารมณ์แทน

อย่างไรก็ดี มีความเห็นแย้งในเรื่องอำนาจจัดการว่าสามารถมอบให้ผู้อ่านได้หรือไม่ โดยอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาว่า เด็กไม่ใช่ทรัพย์สิน การโอนอำนาจปกครองไม่สามารถทำโดยการทำเป็นหนังสือเท่านั้น แต่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายด้วย อย่างไรก็ดีประเด็นนี้ ที่ประชุมไม่ได้อภิปรายต่อ

นอกจากนี้ ได้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่ได้แสดงเจตนารมณ์เป็นการบริจาคแล้ว เจ้าของไข่หรือเชื้ออสุจิ น่าจะไม่มีสิทธิเหนือไข่-เชื้ออสุจินั้นแล้ว สถาบันที่ดำเนินการดังกล่าวควรตั้งกรรมการขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดูแลจัดการอย่างเหมาะสมต่อไป

3.2 เงื่อนไขการใช้ไข่-อสุจิและไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว ที่ประชุมมีข้อเสนอ เช่น

3.2.1 ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค โดยทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ ซึ่งในทางปฏิบัติขณะนี้ ผู้บริจาคต้องแสดงเจตนารมณ์ในเรื่องดังกล่าวไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะในกรณีผู้บริจาคเสียชีวิต

3.2.2 ควรให้แพทยสภาออกข้อกำหนดที่ชัดเจนถึงเงื่อนไขในการบริจาคและมีข้อกำหนดในการดำเนินการที่ชัดเจน

3.3 การใช้/ทำลายไข่ที่ผสมแล้วเพื่อการวิจัย ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าน่าจะสามารถนำไปใช้ได้เพื่อประโยชน์สำหรับการพัฒนาการรักษา อย่างไรก็ดี ในการทำวิจัยในลักษณะดังกล่าว โดยการวิจัยจะต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาการศึกษาวิจัยในคน หรือคณะกรรมการจริยธรรมของสถาบันที่เกี่ยวข้องซึ่งจะพิจารณาประเด็นจริยธรรมสำหรับการศึกษาวิจัยเรื่องนั้น ๆ อยู่แล้ว

ประเด็นที่ 3: การตั้งครรภ์แทน

ความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางกฎหมายในกรณีการตั้งครรภ์แทน

ที่ประชุมไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางกฎหมายสำหรับกรณีตั้งครรภ์แทน แต่เห็นว่าควรมีข้อกำหนดหรือข้อกฎหมายที่กำหนดหน้าที่และรับรองสิทธิที่ชัดเจนในเรื่องนี้ โดยส่วนใหญ่เห็นว่าควรจะอนุญาตให้มีการตั้งครรภ์แทน โดยการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่สามารถรับบริการนี้ รวมถึง คุณสมบัติของผู้ที่จะมาตั้งครรภ์แทน แต่ห้ามมิให้มีการทำเป็นการค้า

ประเด็นที่ 4: การคัดเลือกตัวอ่อน

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการคัดเลือกตัวอ่อน

ข้อสรุป

1.การคัดเลือกตัวอ่อนเพื่อป้องกันโรคทางกรรมพันธุ์ รวมไปถึงการคัดเลือกเพศเพื่อป้องกันโรคทางกรรมพันธุ์ที่ร้ายแรง และถ่ายทอดไปเฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง เป็นกรณีที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ดี ที่ประชุมไม่ได้นำเสนอ/พิจารณาโดยละเอียดว่า โรคทางพันธุกรรมที่ร้ายแรงที่สามารถคัดเลือกตัวอ่อนทิ้งได้ ควรเป็นโรคใด หรือก่อให้เกิดผลเช่นใด

2.การคัดเลือกเพศ ที่ประชุมมีความเห็นแตกต่างกันไป ส่วนที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากคำนึงถึงเรื่องการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ และปัญหาทางสังคม ในส่วนที่เห็นด้วย ใช้ข้อพิจารณาจากเหตุผลของครอบครัว เช่น มีลูกเพศใดเพศหนึ่งมาแล้วหลายคน ต้องการอีกเพศ เป็นเหตุผลที่ยอมรับได้

3.การคัดเลือกตัวอ่อนที่เลือกเฉพาะตัวอ่อนที่มีลักษณะดี/เด่น เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ

]]>
อุ้มบุญ (25) ข้อพิจารณาและผลกระทบทางการวิจัยทางการแพทย์และเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ต่อ) https://thaissf.org/cd055/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd055 Mon, 20 Oct 2014 01:48:02 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/20/cd055/ ตรวจวินิจฉัยป้องกันทารกไม่ให้เกิดมาพร้อมกับโรคทางพันธุกรรม ในทางปฏิบัติแพทย์จะเลือกนำตัวอ่อนเฉพาะที่ตรวจไม่พบโรคทางพันธุกรรมนั้นๆ ใส่กลับเข้าไปในร่างกาย และด้วยวิธีดังกล่าวยังสามารถใช้ในการตรวจคัดเลือกเพศของตัวอ่อนได้ไปพร้อมกัน

ประเด็นพิจารณา

แพทยสภามีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมของตัวอ่อน ให้กระทำได้เฉพาะเพื่อวินิจฉัยโรคตามความจำเป็นและสมควร และไม่ให้ดำเนินการเพื่อคัดเลือกเพศ และการคัดเลือกเพศสามารถกระทำได้ด้วยวิธีง่ายและค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่การดำเนินการดังกล่าวยังคงมีข้อถกเถียงเชิงจริยธรรมว่าสมควรดำเนินการหรือไม่

ตัวอย่างการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายในต่างประเทศ

ในการบัญญัติกฎหมายของประเทศต่างๆ อาจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจะไม่อนุญาตให้ดำเนินการวิจัยใดๆ กับตัวอ่อน เช่น เยอรมัน นอรเวย์ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่อนุญาตให้ทำการวิจัยได้ภายใต้วัตถุประสงค์ที่ไม่ฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี และอยู่ภายใต้การควบคุมแลขององค์กรที่ได้รับมอบหมาย กลุ่มตัวอย่างกฎหมายของประเทศเหล่านี้ เช่น

1. สหราชอาณาจักร

ในปี 1990 ได้ตรากฎหมาย Human Fertilisation and Embryology Act (HFE) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมีข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการจัดการตัวอ่อนและเซลล์สืบพันธุ์ เช่น เงื่อนไขการเก็บรักษา โดยกำหนดให้เก็บรักษาเซลล์สืบพันธุ์ ไม่เกิน 10 ปี เก็บรักษาตัวอ่อนไม่เกิน 5 ปี เป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่างหญิง-ชาย-ตัวอ่อน-ผู้บริจาค การตั้งครรภ์แทน เป็นต้น

ข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำไข่ที่มีการปฏิสนธิแล้วไปใช้ เพื่อวัตถุประสงค์การวิจัยถูกพิจารณาแยกต่างหากจากการนำไปใช้เพื่อการเจริญพันธุ์ ซึ่งกฎหมายอังกฤษเปิดช่องว่างสำหรับการวิจัยค่อนข้างมาก โดยกำหนดให้เสนอโครงร่างการวิจัยต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ให้รายละเอียดถึงวิธีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเซลล์สืบพันธุ์หรือตัวอ่อนที่จะนำไปใช้ ถ้าผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหน่วยงานก็สามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการที่ได้เสนอนั้นเท่านั้น ดังนั้นขณะนี้จึงอาจมีการทดลองนำอสุจิของมนุษย์ผสมกับไข่ของสัตว์ เพื่อศึกษาภายใต้เงื่อนไขที่ต้องทำลายทิ้งเมื่อเสร็จสิ้นการวิจัย

2. สหรัฐอเมริกา

จากข้อมูลจนถึงปี 2000 ยังไม่มีกฎหมายของรัฐบาลกลางว่าด้วยเรื่องการจัดการเซลล์สืบพันธุ์หรือตัวอ่อน แต่มีกฎหมายกำหนดวิธีปฏิบัติไว้ในบางรัฐ เช่น รัฐฟลอริด้า และรัฐนิวแฮมเชียร์ และตามกฎหมายยังไม่กำหนดระยะเวลาการเก็บรักษา การดำเนินการต่อเซลล์สืบพันธุ์และตัวอ่อนให้เป็นไปตามข้อตกลงของปัจเจกบุคคล ในข้อกำหนดจริยธรรมวิชาชีพแพทย์ (Code Medical Ethics) ให้ชายที่เป็นเจ้าของอสุจิและหญิงที่เป็นเจ้าของไข่มีอำนาจเหนือตัวอ่อนที่แช่แข็ง การบริจาคเซลล์สืบพันธุ์สามารถทำได้โดยไม่หวังค่าตอบแทน ตัวอ่อนที่ถูกนำไปใช้เพื่อการวิจัยแล้วต้องไม่ถูกนำไปฝังเพื่อให้เจริญเติบโต

3. ฝรั่งเศส

Law of Bioethics ปี 1994 อนุญาตให้ทำลายตัวอ่อนที่เก็บไว้เกินกว่า 5 ปี แต่ให้เก็บตัวอ่อนที่คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่แสดงความจำนงที่จะเก็บไว้ โดยจะต้องไม่นำไปใช้ประโยชน์สำหรับคู่สมรสอื่น รวมถึงการวางข้อกำหนดการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวอ่อน

นอกจากนี้ ประเด็นที่ในระดับนานาชาติกำลังถกเถียงกันได้แก่ประเด็นการทำสำเนามนุษย์ โดยองค์การ สหประชาชาติ กำลังพยายามยกร่างปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยการโคลนนิ่งมนุษย์ ซึ่งท่าทีของประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายที่สนับสนุนการห้ามทำสำเนามนุษย์โดยเด็ดขาด ซี่งมีอิตาลี คอสตาริกา และสหรัฐอเมริกา เป็นกลุ่มนำ และอีกฝ่ายเป็นฝ่ายที่สนับสนุนให้สามารถทำสำเนามนุษย์เพื่อการรักษา (Therapeutic cloning) ได้ กลุ่มนี้ได้แก่ เบลเยียม ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร สำหรับประเทศไทย ในการประชุมคณะทำงานเพื่อดำเนินการยกร่างปฎิญญาสหประชาชาติว่าด้วยการโคลนนิ่งมนุษย์ และคณะกรรมการหกของสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญที่ 59 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประเทศไทยลงคะแนนเสียงในฝ่ายที่เห็นว่าการห้ามหรืออนุญาตการทำสำเนามนุษย์ แต่เปิดช่องให้ไทยสามารถอนุญาตการทำสำเนามนุษย์เพื่อการรักษาได้

ในกรณีของการตั้งครรภ์แทน ได้มีข้อกำหนดในหลายประเทศ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความแตกต่างกันในหลายมลรัฐ โดยส่วนใหญ่เห็นว่าสัญญาให้การตั้งครรภ์แทน โดยเฉพาะเมื่อมีค่าตอบแทน ไม่สามารถบังคับใช้ได้ และบางรัฐถือเป็นความผิดอาญา เจ้าของอสุจิและหญิงตั้งครรภ์ยังมีสิทธิในการเลี้ยงดูเด็กเท่าๆ กัน แต่โดยคำตัดสินของศาลฎีกาแล้ว มีแนวโน้มที่จะให้สิทธิเลี้ยงดูแก่บิดาเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก โดยให้สิทธิในการเยี่ยมเยียนเด็กแก่หญิงที่ตั้งครรภ์แทนในฐานะมารดา

ในประเทศฝรั่งเศส มีความเห็นคล้ายๆ กันว่าการทำสัญญาเพื่อตั้งครรภ์แทนกระทบต่อความเป็นมนุษย์และความสัมพันธ์ของบุคคล เสื่อมเสียและก่อให้เกิดอันตรายต่อสถาบันครอบครัว จึงไม่อาจบังคับใช้ได้

]]>
อุ้มบุญ (2) กฎหมายชีวจริยธรรม (ต่อ) https://thaissf.org/cd032/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd032 Fri, 29 Aug 2014 04:34:21 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/29/cd032/ สิทธิที่เด็กจะเกิดมาโดยมีความเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป สิทธิในเรื่องการรับมรดก การใช้นามสกุล ฯลฯ

(2) สิทธิและหน้าที่ทางแพ่งและทางอาญาของบุคลากรทางการแพทย์

– สิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ

• ผู้ประกอบวิชาชีพในภาคเอกชน

• ผู้ประกอบวิชาชีพในภาครัฐ

– สิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้ทำวิจัยตามกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศ

การนำเสนอข้อมูลเพื่อเผยแพร่และรับฟังความคิดเห็น

จากข้อมูลการทบทวนทางวิชาการ ได้นำข้อสรุปจากการทบทวนนำเสนอต่อที่ประชุม โดยจัดขึ้น 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 ในเดือนมกราคม 2547 มีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักกฎหมายและแพทย์ผู้ปฎิบัติงานเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สูตินรีแพทย์

โดยสรุปที่ประชุมเห็นว่าประเทศไทยควรมีกฎหมายในเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ที่ชัดเจน เพื่อให้แพทย์มีแนวปฏิบัติ และสามารถใช้เป็นแนวทางอ้างอิงและสื่อกับผู้รับบริการ เพื่อให้การบริการทางเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสังคมไทย

ครั้งที่ 2 ในเดือนตุลาคม 2547 เป้าหมายเพื่อประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่อง กฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม โดยจัดขึ้นในเดือน ตุลาคม 2547 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นในวงกว้างขึ้น จากประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อประเด็นวิชาการในข้อเสนอทางกฎหมายว่าด้วยเรื่องการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม และร่วมกันให้ข้อเสนอแนะในแง่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิสนธิเทียมกับการคัดเลือกทางพันธุกรรม

การประชุมครั้งนี้มีประเด็นเพื่อให้ที่ประชุมให้ความคิดเห็น ใน 4 เรื่องหลัก คือ (1) เงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิเทียม (2) การคุ้มครองตัวอ่อนนอกครรภ์ (3) การคัดเลือกตัวอ่อน และ (4) การตั้งครรภ์แทน โดยกระบวนการประชุมประกอบด้วยการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการ และการตั้งคำถามเพื่อให้ที่ประชุมได้ให้ข้อคิดเห็น ในลักษณะความเห็นส่วนตัว และการให้ความเห็นในกลุ่มย่อย

ที่ประชุมได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในประเด็นดังกล่าวข้างต้น และสามารถสรุปได้ดังนี้

1. เงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิเทียม ที่ประชุมมีความเห็นว่าควรจะมีการกำหนดขอบเขตในการใช้เทคโนโลยีโดยมีเงื่อนไขในการใช้เทคโนโลยี การกำหนดเงื่อนไขจะต้องพิจารณาทั้งทางด้านการแพทย์ กฎหมาย สังคม จริยธรรม รวมถึงทางจิตใจด้วย โดยน่าจะมีการตั้งกติกาเพื่อมาดูแล ซึ่งหน่วยงานที่น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบได้แก่แพทยสภา แต่จะต้องให้หน่วยงานอื่นเข้ามาพิจารณาร่วมกันด้วย เช่น ราชวิทยาลัยสูตินารีแพทย์ ฝ่ายกฎหมาย รวมถึงต้องถามความเห็นจากประชาชนทั่วไปด้วย ซึ่งกติกาที่เกิดขึ้นนี้จะต้องมีความยืดหยุ่นแล้วก้าวให้ทันเทคโนโลยี

2. การคุ้มครองตัวอ่อนนอกครรภ์ มีความเห็นว่าควรจะต้องมีการคุ้มครอง แต่จะให้สิทธิใครเป็นผู้คุ้มครองหรือเป็นเจ้าของนั้น ยังมีหลายความคิดเห็น คือมีทั้งให้ตั้งคณะกรรมการมาดูแล หรือให้ผู้บริจาคเป็นเจ้าของ

3. การคัดเลือกตัวอ่อน ที่ประชุมเห็นว่าควรจะมีการคัดเลือกตัวอ่อนที่เป็นโรคทางพันธุกรรม เพื่อเลี่ยงกรณีเด็กอาจเป็นโรค แต่มีปัญหาในการตัดสินใจดำเนินการเมื่อพบว่าตัวอ่อนเป็นโรค ว่าควรจะทำลายหรือไม่ หากทำลายจะเป็นการทำบาปหรือไม่ ส่วนการคัดเลือกเพศนั้น ขึ้นอยู่กับกรณี ส่วนการคัดเลือกลักษณะเด่นนั้นไม่ควรทำ

4. การตั้งครรภ์แทน ควรจะอนุญาตให้มีการตั้งครรภ์แทนได้ แต่ห้ามให้กระทำเชิงพาณิชย์ โดยต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิให้เข้ารับบริการ ต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาตั้งครรภ์แทน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าควรจะเป็นญาติสนิท รวมถึงจะต้องมีการให้ความรู้กับผู้ที่มารับตั้งครรภ์แทนด้วยว่าจะเกิดผล/การเปลี่ยนแปลงอย่างไรกับตัวเองบ้าง เมื่อรับตั้งครรภ์แทน

สำหรับการประชุมครั้งที่ 2 มีประเด็นน่าสนใจทางวิชาการและข้อสรุปจากที่ประชุม โครงการชีวจริยธรรม จึงได้รวบรวมเป็นเอกสารและจัดพิมพ์เผยแพร่

]]>