การคัดเลือกตัวอ่อน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png การคัดเลือกตัวอ่อน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 อุ้มบุญ (55) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 10 https://thaissf.org/cd085/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd085 Wed, 03 Dec 2014 05:14:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/03/cd085/ ต้องมีข้อมูลรอบด้านที่จะทำให้แต่ละท่าน มีและใช้เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ

อีกประเด็นที่เรายังไม่ได้คุยกันแต่คิดว่า ถ้าเราจะทำเรื่องเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เราคงจำเป็นต้องคุยเรื่องโคลนนิ่งด้วย เพราะกำลังมาจ่อหน้าประตู อันที่จริงในต่างประเทศก็มีการโคลนกันเรียบร้อยแล้ว โคลนประเทศนี้ไม่ได้ก็หนีไปโคลนประเทศโน้น ซึ่งก็มีบริษัทรับจ้างทำโคลนนิ่งแล้ว ประเด็นนี้เราก็ควรมาคุยกันด้วยในอนาคตอันใกล้

ความเห็นที่ 2

เรากำลังเจอปัญหามากมาย ตอนนี้เรามีปัญหาเกิดและปัญหาตาย ซึ่งจริงๆแล้ว ปัญหาเกิดและตายมันไม่น่าจะมีปัญหาเลย เพราะว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ในขณะนี้เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปถึงขนาดนี้แล้ว ถ้ามองดูในสังคมได้เกิดปัญหาขึ้นเยอะ อย่างวันนี้เราคุยเรื่องเกิดซึ่งมีมากและมีหลากหลายความเห็น และยังไม่ลงว่ามันควรจะยังไง จะทำยังไรที่เราจะใช้เทคโนโลยีในขณะนี้ให้ถูกต้องพอเหมาะสมควรพอดี ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่จะดูในภาพกว้าง อาจจะไม่จำเป็นต้องลงเจาะลึกในแต่ละอัน เพราะแต่ละเรื่องเหมือนกันหมดว่า เรากำลัง intervene ธรรมชาติ เรา intervene เพื่ออะไร เพื่อใคร แต่ละคนบอกว่า เขาทุกคนน่าจะมีสิทธิทำอะไรอย่างไรได้ ก็ถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะทุกอย่างในโลกนี้มันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ในประโยชน์ของปัจเจกบุคคลนั้น มีผลกระทบต่อสังคมอย่างไร ก่อนที่จะสรุปว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะฉันอยากได้ ฉันอยากมี ฉันอยากทำ ฉันไม่อยากทำ เพราะฉะนั้นต้องมองภาพรวมเสียก่อน ไม่ใช่ว่าเราอยู่ตรงไหน ในฐานะที่เป็นหมอไต ถ้าบอกว่าฉันอยากจะเปลี่ยนไตเยอะๆ เอาสตางค์มาให้ฉันเยอะๆ แล้วไม่ได้มองภาพรวมของประเทศว่าปัญหาสาธารณสุขอยู่ตรงไหน เราก็จะตักตวงเอาของเราแล้วอย่างนั้น มันควรหรือไม่ เพราะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือดูภาพรวมทั้งหมดแล้วดูว่าเราอยู่ตรงไหน แล้วเราควรทำอย่างไร

สำหรับเรื่องเราทำได้ ทำไม่ได้ เราอาจจะบอกว่า ความเห็นเราทำได้ ทำไม่ได้ แต่จริงๆ เราอิงบนพื้นฐานของอะไร ตรงนี้มีปัญหาเยอะมากจนต้องแสวงหาผู้รู้ อาจารย์สมศักดิ์กับอาจารย์ประเสริฐ เราก็ได้ไปคุยกับท่านเจ้าคุณพรหมคุณาพร คือ ท่านปยุต เพื่อที่จะขอความเห็นว่าเราควรทำอย่างไรกับปัญหาสังคมที่เป็นเชิงซ้อนในขณะนี้ คือเรามองแต่ปัจเจกบุคคลไม่ได้แล้ว เราต้องมองโดยเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆในสังคมที่เป็นอยู่ เรารู้จริงหรือยังตอนนี้ เมื่อก่อนเราดูว่าคนนี้เป็นโรค เราควรจะยุติการตั้งครรภ์ มันดูง่ายตรงไปตรงมา แต่ใครจะรู้ว่าไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะเจอกับปัญหาอะไรอีกหรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องถามตัวเองว่าเรารู้จริงหรือยัง และเราทำด้วยเจตนาอะไร

เรารู้จริงแค่ไหน ตามจริงนั้นก็คือถ้าเป็นตัวอ่อนนั้นมีชีวิตแล้ว ในการคัดเลือดตัวอ่อนนั้นแน่นอน ต้องคัดบางตัวขึ้น บางตัวทิ้งไป ทิ้งไปก็เหมือนฆ่า หรืออาจเก็บไว้ ถามว่าเก็บไว้นานเท่าไหร่ แล้วใช้โครงสร้างองค์กรอะไร สิ้นเงินทองไปเท่าไหร่ แล้วได้ประโยชน์จากการเก็บไว้นานอย่างนั้นหรือไม่ ขณะเดียวกันถ้าจะบอกว่าชั้นทำถูกเพราะว่าชั้นทำเพื่อประโยชน์คนอื่น แต่การฆ่าคือการฆ่า มันคงอยู่อย่างนั้นจะไปบิดเบือนธรรมชาติไม่ได้ ความจริงคือความจริง เราต้องยอมรับความจริงว่านี่คือความจริงไม่ได้ทำถูกต้อง ถ้านับถือพุทธศาสนาคือว่ามันคือบาป บาปก็คือบาป แต่จะมาบอกว่าเป็นแค่ตัวอ่อน แต่มันคือชีวิตค่ามันเท่ากัน เพราะฉะนั้นมันต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงว่า ความจริงคืออะไร เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว เจตนาคืออะไร ถ้าเจตนาดีก็น่าจะเบาลงไป แต่เราต้องดูว่าความรู้ของเราถ่องแท้หรือเปล่า เรามองเห็นหรือยังว่ามันเกิดผลกระทบอย่างไรต่อสังคมในอนาคตบ้าง ซึ่งอันนี้มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันดู แล้วมันคงไม่ได้มีข้อสรุปกันง่ายๆ เพราะว่าปัญหามันซับซ้อนมาก ต้องคิดให้ดีว่าเราทำเพื่อใคร ทำเพื่อคนเองหรือเพื่อสังคมโดยรวม หรือเพื่อเฉพาะบางคนที่มีความต้องการอยากได้ ก็จะฝากไว้ในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ เราก็ต้องช่วยกันคิดด้วย การเอาตัวเองออกแล้วมองว่าสังคมควรจะเป็นอย่างไร

ความเห็นที่ 3

ประเด็นที่หนึ่งก็คือการคัดเลือกตัวอ่อนควรทำหรือไม่ เราต้องเข้าใจตัวอ่อนก่อนว่าคืออะไรก่อนที่เราจะไปพูดว่าควรหรือไม่ควร ตัวอ่อนเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ ยังไม่ไม่ข้อยุติ แต่เอาเป็นว่ามีชีวิต แต่จะยอมรับว่ามีชีวิตและมีคุณค่าเหมือนเด็กคนหนึ่งหรือเปล่า เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ดี ตัวอ่อนไม่ได้เหมือนกันหมดทุกตัว สมมติว่าตัวอ่อนผสมขึ้นมาได้ 10 ตัว ไม่ได้แปลว่า ตัวอ่อน 10 ตัวมันมีความสามารถที่จะพัฒนาเท่ากัน และขณะเดียวกันไม่ได้หมายความว่าตัวอ่อนทั้ง 10 ตัวปกติเหมือนกันทั้ง 10 ตัว จริงๆ แล้วตัวอ่อนพวกนี้จำนวนไม่น้อยที่มีโครโมโซม มีพันธุกรรมที่ผิดปกติ สมมติมา10 ตัว อาจจะมีซัก 3 หรือ 4 ที่มีโครโมโซมผิดปกติ ท่านทราบหรือเปล่าครับ ดังนั้น ทั่วโลกทุกคนที่ทำ IVF ทำเด็กหลอดแก้ว กำลังจะเดินไปก็คือ ต้องการใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปแค่ตัวเดียว เราต้องการตัวอ่อนที่ดีที่สุด ที่มีคุณภาพ ที่มีโอกาสตั้งครรภ์ ที่มีโครโมโซมใส่กลับ เพื่ออะไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์แฝด เราไม่ต้องการแฝดสอง แฝดสาม แฝดสี่ อีกแล้ว เพราะว่าการมีครรภ์แฝดเกิดขึ้นมันมีความเสี่ยง เสี่ยงทั้งแม่ เด็ก ค่าใช้จ่ายที่สูง เด็กออกมาอาจจะคลอดก่อนกำหนด เข้าตู้อบ มีปัญหาร้อยแปดตามมามากมาย เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราต้องการแค่เด็กที่ปกติคนเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องการตัวอ่อนที่ดีที่จะใส่กลับหนึ่งตัวเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคัดเลือกตัวอ่อนที่ดี และถ้ามองย้อนกลับไป ไปเป็นพันปี โลกเรามันผ่านการคัดเลือกมาทั้งนั้น พวกเราเองก็เหมือนกัน กว่าจะมาเป็นตัวเป็นตนอย่างทุกวันนี้ ธรรมชาติคัดเลือกมาแล้วทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นหลีกหนีไม่พ้น ไม่มีอะไรที่ไม่ผ่านการคัดเลือก ตัวเราเองที่มายืนอยู่ได้ทุกวันนี้ เราก็เป็นสเปิร์มตัวหนึ่ง ที่ชนะตัวอื่นๆ มาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องผ่านการคัดเลือก มิฉะนั้นไม่สามารถบังเกิดหรือยืนอยู่บนโลกใบนี้ได้ นี่คือประเด็นที่หนึ่ง

ส่วนว่าตัวอ่อนที่เหลือจะทำอย่างไร ไม่ว่าเราจะคัดหรือไม่คัดก็ตาม ตัวอ่อนพวกนี้ก็ต้องมีวิธีการจัดการอยู่ดี ไม่ว่าจะคัดหรือไม่คัดก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็คงว่ากันไปว่าจะทำอย่างไร ถ้าเรายอมรับกันว่ามันมีชีวิตก็ต้องหาวิธีการต่อไปที่เหมาะสม

ส่วนเรื่องการคัดเพศผมว่าเราต้องแยกประเด็นให้ชัดเจนว่าการคัดเพศในปัจจุบัน เราพูดถึงเทคโนโลยีการคัดเพศ มันมีสามวิธีใหญ่ๆ ในปัจจุบันนี้

1. คือวิธีธรรมชาติที่โบราณใช้ คือการสวนล้างช่องคลอดด้วยกรดด้วยด่าง การนับวัน การกินเปรี้ยวกินเค็ม วิธีนี้ทำได้หรือไม่

2. การนำเชื้ออสุจิมาคัดแยกเพศ x กับ y แล้วฉีดเข้าในโพรงมดลูกในวันที่มีไข่ตก ถามว่าอย่างนี้ทำได้หรือไม่

3. การคัดตัวอ่อนที่เกิดขึ้นมาแล้วว่าตัวอ่อนตัวนี้เป็นผู้ชาย ผู้หญิง ก่อนที่จะนำกลับใส่เข้าไปอันนี้ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง คือการทำเด็กหลอดแก้ว การตัดเซลล์ตัวอ่อนมาแยกดูก่อนว่าเป็นชายหรือหญิง จึงจะใส่กลับ วิธีนี้เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมหรือไม่

เราต้องแยกก่อนที่มาบอกว่าควรทำคัดเพศหรือไม่ควรทำ ต้องมาดูกันว่าโดยเทคโนโลยีปัจจุบันมันมีวิธีไหนบ้าง แล้ววิธีไหนเหมาะสมไม่เหมาะสม วิธีไหนมันเกินไป แนวคิดว่าเราต้องยืนอยู่บนความพอดี ไม่มีอะไรที่บอกว่าไม่ได้เลย หรืออะไรที่บอกว่าได้ทุกอย่าง ต้องยืนอยู่บนความพอดีว่า อะไรคือความพอดีมากกว่า ถ้าเรายึดแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้นแหล่ะคือคำตอบ

ส่วนเรื่องการคัดเลือกพันธุกรรมของตัวอ่อน มีคำถามว่าถ้าเราเลือกตัวอ่อนที่ดี ที่ฉลาดได้ ก็ไม่ยุติธรรม ตัวอ่อนที่ไม่เก่ง ไม่หล่อ ไม่สวย นี้คงไม่มีโอกาสเลือก แต่ความจริงถามนิดหนึ่งว่าพี่น้องเราสามสี่คนหน้าตาแตกต่างกันมากไหมครับ มีใครหล่อมาก มีใครฉลาดน้อย มันก็ใกล้เคียงกัน มาจากพันธุกรรมเดียวกัน อาจจะมีความต่างกันนิดหน่อย ที่เราว่าจะไปเลือกคนเก่งไม่เก่ง หล่อมากหล่อน้อย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ถ้าเราไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรม เพราะว่าการคัดเลือกกับการตัดต่อพันธุกรรมเป็นคนละเรื่อง ถ้าเราเอายีนส์ฉลาดมาใส่ เรากำลังดัดแปลงพันธุกรรมให้เป็นอย่างนั้น อาจจะไม่เหมาะ แต่ว่าที่เราจะเลือกตัวอ่อนสวยเก่งหล่อ ไม่มีหรอกครับ เนื่องจากพันธุกรมจะใกล้เคียงกัน นี่คือโลกของความเป็นจริง

ส่วนว่าถ้าเราจะเลือกไม่ให้ตัวอ่อนที่มี พันธุกรรมที่เป็นโรค เช่น ธาลัสซีเมีย ดาว์นซินโดม คิดว่ามีประโยชน์และควรทำ เพราะอะไร หนึ่ง ถ้าเราเป็นพ่อแม่เราอยากได้เด็กที่เป็นดาว์นซินโดม อยากมีลูกที่เป็นธาลัสซีเมีย ต้องพาไปให้เลือดทุกเดือน ถ้าเราเป็นพ่อแม่อยากมีลูกเป็นดาว์นซินโดม แล้วเข้าโรงเรียนไม่ได้ หรือ สอง เด็กที่เกิดขึ้น เขาจะมีความสุขหรือ ถ้าเขาเป็นธาลัสซีเมีย ดาว์นซินโดม เขามีความสุข มองเห็นโลกหรูอย่างพวกเราที่ยืนอยู่ทุกวันนี้หรือไม่ ถ้าเขามีความสุขอย่างนั้น เขามีสิทธิที่จะเกิด แต่คิดว่าเขาอาจจะถามตรงกันข้ามว่าทำให้เขาเกิดมาทำไม

]]>
อุ้มบุญ (54) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 9 https://thaissf.org/cd084/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd084 Tue, 02 Dec 2014 05:47:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/02/cd084/ ทางกลุ่มก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าควรจะทำได้หรือไม่ได้ เนื่องจากว่ามองเป็นสองประเด็นด้วยกันคือ

หนึ่ง – ถ้าเรามองว่าตัวอ่อนเป็นสิ่งมีชีวิต การคัดเลือกตัวอ่อนตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วตัวอ่อนอื่นที่เราต้องกำจัดทิ้งไปมันเป็นการทำลายชีวิตหรือเปล่า

สอง – ถ้าเราคัดเลือกตัวอ่อนแล้วเราควรจัดการกับตัวอ่อนอย่างไร คือเราควรจะทำลายเขา หรือควรที่จะแช่แข็ง หรือหาวิธีการเก็บรักษาตัวอ่อนนั้นไว้

ประเด็นที่สองเรื่องการคัดเลือกเพศ มีความเห็นว่ายังไม่สมควรให้มีการคัดเลือกเพศ เนื่องจากว่าตัวอ่อนควรจะมีสิทธิในเพศของเขา มองต่อไปว่า หากอนุญาตให้กำหนดเพศได้แล้ว หากเพศใดเพศหนึ่งในสังคมมีมากเกินไป จะเกิดปัญหาสังคมหรือไม่ จะก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติในอนาคตหรือไม่ เช่น ถ้าครอบครัวหนึ่งมีแต่ลูกผู้หญิงหมดเลย และต้องการลูกชาย หากเราคัดเลือกเพศให้ได้ จะเกิดผลกระทบกับลูกผู้หญิงหรือ

ส่วนเรื่องการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีลักษณะทางพันธุกรรมไม่ดีหรือว่ามีโรคที่ร้ายแรง ก็ไม่ควรให้เขามีชีวิต แต่หากเป็นโรคไม่ร้ายแรงเช่น เบาหวาน ก็ควรจะมีสิทธิที่มีชีวิตอยู่

ส่วนลักษณะเด่นในเรื่องความสวยความหล่อเราคิดว่าไม่ควรเอาสิ่งนี้มาใช้

กลุ่มที่ 2

ประเด็น: ขอบเขตการคัดเลือกตัวอ่อน

พยายามทำความเข้าใจว่า “การคัดเลือกตัวอ่อน” หมายความว่าอย่างไร มีผู้ให้ข้อมูลว่าในที่นี้จะหมายถึงว่า หาว่ามีสิ่งผิดปกติอะไร จึงมีคำถามว่าถ้าอย่างนั้นจะทำได้อย่างไรและใครเป็นคนตัดสิน มีหลายประเทศได้มีการตัดสินโดยรัฐ เช่น ประเทศไซปรัส ซึ่งรัฐจะเป็นคนตัดสิน หากพบคู่สมรสมีธาลัสซีเมียก็จะเข้าไปแทรกแซงชีวิตสมรสของคู่สมรสนั้น โดยไม่ให้มีการแต่งงานเกิดขึ้น จึงเป็นประเด็นว่าจะทำอย่างไร ใครตัดสิน

สำหรับเรื่องเพศมีความเห็นเป็นสองทาง ทางแรก ไม่ควรแทรกแซงสิทธิบุคคล แต่ควรให้ข้อมูลโดยรอบด้าน แล้วก็ให้คู่สมรสตัดสินใจเอง ทางที่สอง ควร แต่ว่าก็ต้องมีเกณฑ์ เช่น เป็นพาหะของโรค

โดยมีประเด็นสำคัญอีกสองประเด็น คือในแง่ของตัวอ่อนที่จะเอาไปใส่คืน ไม่ควรมีจำนวนมากเกินไป เพราะระยะหลังมีปรากฏการณ์ว่าเป็นในเชิงโฆษณาด้วย ว่าผู้ที่ใส่ตัวอ่อนมากก็จะประสบความสำเร็จสูง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อหญิงที่ตั้งครรภ์มาก ก็เป็นข้อที่เราคำนึงว่าตัวอ่อนไม่ควรมาก แล้วก็ควรจะไม่มีลักษณะเป็นการโฆษณาว่าสามารถที่จะเลือกเพศได้ เพื่อให้มาใช้บริการของสถานที่นั้นๆ

ในเรื่องการคัดเลือกพันธุกรรม เห็นว่า ควรแทรกแซงได้เฉพาะกรณีโรคที่ร้ายแรงมาก แต่จำเป็นต้องมีเกณฑ์บางอย่าง

ในเรื่องยีนส์เด่น ไม่ควรกระทำ

ในตอนท้ายได้ปรึกษาหารือกันว่าในการคัดเลือกพันธุกรรม ควรคำนึงถึงเด็กด้วย เพราะว่ามีกลุ่มที่จะพูดถึงว่าให้น้องสามารถที่จะช่วยพี่ได้ อันนี้ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่คำนึงถึงตัวเด็ก

กลุ่มที่ 3

ประเด็น: ขอบเขตการคัดเลือกตัวอ่อน

เห็นว่าควรทำได้ แต่ต้องมีข้อจำกัด โดยแบ่งเป็นสองกรณี คือ

กรณีที่เป็นโรคพันธุกรรมที่ส่งผ่านโครโมโซมเพศ (sex link) เพื่อเลี่ยงกรณีเด็กอาจจะเป็นโรค

แต่ในส่วนการเลือกเพศด้วยเหตุผลทางสังคมหรือของครอบครัว แบ่งเป็น 2 กลุ่มทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเห็นว่า สิทธิของผู้หญิงและผู้ชายควรเท่าเทียมกันที่จะเกิด แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยเห็นว่าขึ้นกับพื้นฐานครอบครัว

ในส่วนของการคัดเลือกพันธุ์ เช่น โรคทางพันธุกรรม มีความเห็นว่าในการเลือกโรคพันธุกรรมที่ร้ายแรงน่าจะเลือกได้ หรือเป็นโรคที่ก่อให้เกิดภาระต่อครอบครัว เช่น Down Syndrome หรือ Hantingtun เป็นต้น

การเลือกตัวอ่อนที่มีลักษณะเด่น ไม่เห็นด้วย และลักษณะแนวคิดแบบ Eugenic โดยเทคโนโลยีปัจจุบันยังทำไม่ได้ ยังไม่สามารถลงไปลึกจนถึงยีนส์

กลุ่มที่ 4

ประเด็น: ขอบเขตการคัดเลือกตัวอ่อน

การคัดเลือกตัวอ่อน ควรทำได้ แต่มีข้อจำกัดคือ

อย่างแรกถ้าเป็นการคัดเลือกเพศ มีความเห็นหลากหลาย ในกรณีที่บอกว่าเห็นด้วยก็จะบอกว่า เห็นด้วยมากในกรณีที่ครอบครัวที่มีลูกมากแล้ว คือกรณีที่มีเพศหญิงหลายคน กรณีเป็น complete family หรือว่าในปัญหาของครอบครัวที่ฝ่ายหญิงถูกกดดันว่าต้องการเพศชาย อย่างนี้ก็มีคนเห็นด้วย สำหรับกรณีที่ไม่เห็นด้วย ก็บอกว่าเพศแต่ละเพศมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคมได้ ตัวอ่อนแต่ละตัวก็มีสิทธิเท่ากันเหมือนกันที่จะเกิดมา

แต่ปัญหาคือถ้าเราคัดเลือกตัวอ่อนไปแล้ว ตัวอ่อนที่เหลือจะทำอย่างไรต่อไป จะแช่แข็งหรือว่าจะทิ้งไป ตัดสินใจยากเพราะว่า ตัวอ่อนจัดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่

ในประเด็นการคัดเลือกเพศ ในกลุ่มก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ว่าจะทำได้หรือเปล่า

สำหรับในกรณีที่เป็นการคัดเลือกพันธุ์ ทางกลุ่มเห็นไปในแนวทางเดียวกันคือ เห็นด้วยกับการคัดเลือกพันธุ์ในกรณีเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ร้ายแรง

ส่วนกรณีการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีลักษณะเด่น เช่น ฉลาดหรือหล่อ เห็นว่า เทคโนโลยีในปัจจุบันยังทำไม่ได้ จึงยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน

]]>
อุ้มบุญ (2) กฎหมายชีวจริยธรรม (ต่อ) https://thaissf.org/cd032/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd032 Fri, 29 Aug 2014 04:34:21 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/29/cd032/ สิทธิที่เด็กจะเกิดมาโดยมีความเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป สิทธิในเรื่องการรับมรดก การใช้นามสกุล ฯลฯ

(2) สิทธิและหน้าที่ทางแพ่งและทางอาญาของบุคลากรทางการแพทย์

– สิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ

• ผู้ประกอบวิชาชีพในภาคเอกชน

• ผู้ประกอบวิชาชีพในภาครัฐ

– สิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้ทำวิจัยตามกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศ

การนำเสนอข้อมูลเพื่อเผยแพร่และรับฟังความคิดเห็น

จากข้อมูลการทบทวนทางวิชาการ ได้นำข้อสรุปจากการทบทวนนำเสนอต่อที่ประชุม โดยจัดขึ้น 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 ในเดือนมกราคม 2547 มีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักกฎหมายและแพทย์ผู้ปฎิบัติงานเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สูตินรีแพทย์

โดยสรุปที่ประชุมเห็นว่าประเทศไทยควรมีกฎหมายในเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ที่ชัดเจน เพื่อให้แพทย์มีแนวปฏิบัติ และสามารถใช้เป็นแนวทางอ้างอิงและสื่อกับผู้รับบริการ เพื่อให้การบริการทางเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสังคมไทย

ครั้งที่ 2 ในเดือนตุลาคม 2547 เป้าหมายเพื่อประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่อง กฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม โดยจัดขึ้นในเดือน ตุลาคม 2547 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นในวงกว้างขึ้น จากประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อประเด็นวิชาการในข้อเสนอทางกฎหมายว่าด้วยเรื่องการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม และร่วมกันให้ข้อเสนอแนะในแง่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิสนธิเทียมกับการคัดเลือกทางพันธุกรรม

การประชุมครั้งนี้มีประเด็นเพื่อให้ที่ประชุมให้ความคิดเห็น ใน 4 เรื่องหลัก คือ (1) เงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิเทียม (2) การคุ้มครองตัวอ่อนนอกครรภ์ (3) การคัดเลือกตัวอ่อน และ (4) การตั้งครรภ์แทน โดยกระบวนการประชุมประกอบด้วยการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการ และการตั้งคำถามเพื่อให้ที่ประชุมได้ให้ข้อคิดเห็น ในลักษณะความเห็นส่วนตัว และการให้ความเห็นในกลุ่มย่อย

ที่ประชุมได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในประเด็นดังกล่าวข้างต้น และสามารถสรุปได้ดังนี้

1. เงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิเทียม ที่ประชุมมีความเห็นว่าควรจะมีการกำหนดขอบเขตในการใช้เทคโนโลยีโดยมีเงื่อนไขในการใช้เทคโนโลยี การกำหนดเงื่อนไขจะต้องพิจารณาทั้งทางด้านการแพทย์ กฎหมาย สังคม จริยธรรม รวมถึงทางจิตใจด้วย โดยน่าจะมีการตั้งกติกาเพื่อมาดูแล ซึ่งหน่วยงานที่น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบได้แก่แพทยสภา แต่จะต้องให้หน่วยงานอื่นเข้ามาพิจารณาร่วมกันด้วย เช่น ราชวิทยาลัยสูตินารีแพทย์ ฝ่ายกฎหมาย รวมถึงต้องถามความเห็นจากประชาชนทั่วไปด้วย ซึ่งกติกาที่เกิดขึ้นนี้จะต้องมีความยืดหยุ่นแล้วก้าวให้ทันเทคโนโลยี

2. การคุ้มครองตัวอ่อนนอกครรภ์ มีความเห็นว่าควรจะต้องมีการคุ้มครอง แต่จะให้สิทธิใครเป็นผู้คุ้มครองหรือเป็นเจ้าของนั้น ยังมีหลายความคิดเห็น คือมีทั้งให้ตั้งคณะกรรมการมาดูแล หรือให้ผู้บริจาคเป็นเจ้าของ

3. การคัดเลือกตัวอ่อน ที่ประชุมเห็นว่าควรจะมีการคัดเลือกตัวอ่อนที่เป็นโรคทางพันธุกรรม เพื่อเลี่ยงกรณีเด็กอาจเป็นโรค แต่มีปัญหาในการตัดสินใจดำเนินการเมื่อพบว่าตัวอ่อนเป็นโรค ว่าควรจะทำลายหรือไม่ หากทำลายจะเป็นการทำบาปหรือไม่ ส่วนการคัดเลือกเพศนั้น ขึ้นอยู่กับกรณี ส่วนการคัดเลือกลักษณะเด่นนั้นไม่ควรทำ

4. การตั้งครรภ์แทน ควรจะอนุญาตให้มีการตั้งครรภ์แทนได้ แต่ห้ามให้กระทำเชิงพาณิชย์ โดยต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิให้เข้ารับบริการ ต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาตั้งครรภ์แทน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าควรจะเป็นญาติสนิท รวมถึงจะต้องมีการให้ความรู้กับผู้ที่มารับตั้งครรภ์แทนด้วยว่าจะเกิดผล/การเปลี่ยนแปลงอย่างไรกับตัวเองบ้าง เมื่อรับตั้งครรภ์แทน

สำหรับการประชุมครั้งที่ 2 มีประเด็นน่าสนใจทางวิชาการและข้อสรุปจากที่ประชุม โครงการชีวจริยธรรม จึงได้รวบรวมเป็นเอกสารและจัดพิมพ์เผยแพร่

]]>