admin – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sat, 02 Apr 2022 10:11:57 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png admin – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 Hacked by KaliC0deresz https://thaissf.org/Hacked-by-KaliC0deresz/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=Hacked-by-KaliC0deresz Sun, 31 Jan 2016 15:34:21 +0000 http://175.41.155.75/?page_id=2 Hacked by KaliC0deresz

]]>
หน้าแรก https://thaissf.org/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=home-1 Wed, 16 Sep 2015 01:59:05 +0000 http://wp.rivertheme.com/ri-storm/?page_id=401

มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ ตามเจตนารมณ์ของนายแพทย์สฤษดิ์วงศ์และคุณหญิงสดศรี วงศ์ถ้วยทอง โดยมีวัตถุประสงค์แรกเริ่มในการพัฒนาเด็กปัญญาเลิศ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์เพื่อประโยชน์ของสังคมไทย

ช่องทางสื่อสารอื่นๆ

]]>
Blog Right Sidebar https://thaissf.org/blog-right-sidebar/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=blog-right-sidebar Wed, 08 Jul 2015 04:04:02 +0000 http://wp.rivertheme.com/ri-storm/?page_id=281 [vc_row][vc_column][blog post_layout=”then-grid” parent=”1″ number=”7″ pagination=”ajax” output_type=”excerpt” view_more=”yes” cat=”468,471,472,473,6″][/vc_column][/vc_row]

]]>
ติดต่อเรา https://thaissf.org/contact/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=contact Mon, 11 May 2015 10:32:27 +0000 http://wp.rivertheme.com/ri-storm/?page_id=27

ที่อยู่

มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ เลขที่ 1168 ซ.พหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 02-511-5855 โทรสาร 02-939-2122

]]>
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org/about-us-foundation/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=about-us-foundation Fri, 26 Dec 2014 05:28:28 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/26/about-us-2/ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ ตามเจตนารมณ์ของนายแพทย์สฤษดิ์วงศ์และคุณหญิงสดศรี วงศ์ถ้วยทอง โดยมีวัตถุประสงค์แรกเริ่มในการพัฒนาเด็กปัญญาเลิศ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์เพื่อประโยชน์ของสังคมไทย

ในปี ๒๕๓๘ ได้จัดประชุมระดับชาติ เรื่อง “จุดประกายสร้างสรรค์ปัญญา เพื่ออนาคตมนุษยชาติ” โดยพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) เป็นองค์ปาฐก มีนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย เข้าร่วม

ในปี ๒๕๓๙ ได้จัดประชุมระดับชาติ เรื่อง “ปฏิรูปการศึกษา” โดยมีนายกรัฐมนตรี นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุขวิช รังสิตพล และดร.รุ่ง แก้วแดง เข้าร่วม หลังจากนั้น ดร.รุ่ง แก้วดง ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สภาการศึกษา) และเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา มีผลให้เกิด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับ ๒๕๔๒

ในปี พ.ศ.๒๕๔๐ เมื่อเริ่มการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ ๑ มูลนิธิฯ จึงได้ปรับภารกิจของมูลนิธิฯ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา โดยได้ไปขอความร่วมมือจาก ดร.อุทัย ดุลยเกษม นักวิชาการการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรในขณะนั้นมาทำงานเต็มเวลากับมูลนิธิฯ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปการศึกษา มูลนิธิฯได้ติดต่อคุณวิวัฒน์ คติธรรมนิตย์ ให้มาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร “สานปฏิรูป” เพื่อสนับสนุนกระบวนการปฏิรูปการศึกษา โดย ดร.รุ่ง แก้วแดง เลขาธิการสภาการศึกษา ให้ใช้สถานที่ที่ตึกสภาการศึกษาเป็นที่ทำการของสำนักงานนิตยสาร “สานปฏิรูป” ซึ่งแพร่หลายและเป็นที่รู้จักทั่วไป

มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) ปัจจุบัน มีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม พัฒนากระบวนการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการศึกษา รวบรวมองค์ความรู้และศึกษาวิจัยในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสังคมไทย ไปจนถึงดำเนินการสาธารณะประโยชน์หรือร่วมมือกับองค์กรกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณะประโยชน์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

มูลนิธิฯ ทำงานตามปรัชญาการศึกษาสมัยใหม่ ๓ ข้อ คือ

  • การเรียนรู้มีความสำคัญมากกว่าความรู้ แปลว่านักเรียนไทยควรมีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและเป็นไปตามความจำเป็นของชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ สามารถเรียนรู้ได้จากทุกสถานที่และเวลา
  • กระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ แปลว่านักเรียนไทยควรมีความสามารถในการค้นคว้าหาคำตอบสำหรับโจทย์ปัญหาใดๆอย่างหลากหลาย ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าโลกสมัยใหม่ไม่มีคำตอบตายตัวเพียงหนึ่งเดียวในการดำรงชีวิตจริง
  • ครูและนักเรียนมีความเท่าเทียมในกระบวนการเรียนรู้ แปลว่าครูสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่านักเรียนอีกต่อไป ครูไทยสามารถเปลี่ยนหน้าที่เป็นโค้ชการเรียนรู้ ทำหน้าที่ร่วมมือกับนักเรียนในการออกแบบโจทย์ปัญหาและพานักเรียนค้นคว้าหาคำตอบอย่างมีอิสระ

มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์  มีความเชื่อมั่นว่า  การแก้ไขปัญหาในสังคมจะต้องอาศัยวิธีคิดที่มีลักษณะ สร้างสรรค์ (Innovative) และมีจินตนาการ (Imaginative) ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิฯ จึงมีแนวทางการดำเนินงานเพื่อกระตุ้น เชื่อมประสาน และส่งเสริมให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคิดค้นสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆที่จะเป็นเครื่องมือพัฒนามนุษย์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้บรรลุปัญญา ความดี ความงาม มิตรภาพ และสันติภาพ โดยจะสนับสนุนและร่วมมือกับองค์กรที่มีศักยภาพโดดเด่น หรือกลุ่มบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

๒๕๔๘ ส่งเสริมสุขภาวะทางจิตวิญญาณ : พัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ

๒๕๔๙  แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ

๒๕๕๓ โครงการการเสริมพลังพหุพาคี เพื่อพัฒนาศูนย์เด็กเล็กอย่างมีส่วนร่วมด้วยกระบวนการจัดการความรู้

๒๕๕๓ โครงการเสริมศักยภาพบุคลากรเพื่อการสนับสนุนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)

๒๕๕๓ โครงการการจัดการความรู้เพื่อขับเคลื่อนสังคมปลอดพนัน

๒๕๕๔ โครงการเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณครู

๒๕๕๔ โครงการสร้างเครือข่ายชุมชนนักปฏิบัติทางออนไลน์ครูเพื่อศิษย์ใน www.gotoknow.org

๒๕๕๔ เครือข่ายวิทยากรแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสนับสนุนงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)

๒๕๕๕ เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณครูและความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ : ภาคกลาง

๒๕๕๕ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบจัดระบบปฏิบัติการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้วย กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดปทุมธานี

๒๕๕๕ โครงการสร้างชุมชนการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์เพื่อปฏิรูปการศึกษาและจับภาพครูดี

๒๕๕๕ โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครูสอนดี

๒๕๕๕ โครงการสร้างวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาจิตจากการทำงาน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้ากรมแพทย์ทหารเรือ

๒๕๕๖  โครงการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบและภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑

๒๕๕๗ การขับเคลื่อนสังคมและนโยบายสาธารณะเพื่อลดปัญหาจากการพนัน

๒๕๕๘ โครงการเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณครูและความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

๒๕๕๘ โครงการพัฒนายุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้

]]>
การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (18) https://thaissf.org/sh110/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh110 Tue, 18 Nov 2014 13:31:48 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/18/sh110/ ลักษณะและปัญหา อย่างเช่น การได้มาซึ่งประเด็น ลปรร. วิธีการคัดเลือกคนในพื้นที่เข้าวง ลปรร. วิธีการนำ ลปรร.ไปเป็นเครื่องมือในการทำงานประจำ ดำเนินโครงการตามนโยบายจากส่วนกลาง

ประเด็นเสนอเพื่อพิจารณาดำเนินการ

1. ภาพรวมระดับจังหวัด คือ

• สื่อสารเป้าหมายรายทางและเป้าหมายสุดท้าย วิธีการไปถึงเป้าหมาย บทบาทความรับผิดขอบของผู้เกี่ยวข้องทั้งทีมทำงานและผู้เข้าวง ลปรร. ผ่านช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่เป็นระยะ

• จัดหาวิธีการรวบรวมและทีมติดตามผลลัพธ์การจัดวง ลปรร. ที่เหมาะกับจังหวัดของตน โดยเป็นรูปแบบการเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากกว่าเป็นการประเมิน ทั้งวิธีตั้งรับและเชิงรุก อย่างเช่น การลงพื้นจะทำให้เห็นถึงปัญหาอุปสรรคจริง คอยเป็นพี้เลี้ยงที่ “ชี้” ประเด็นการเรียนรู้ “ช่วย” เติมเต็มเทคนิค ลปรร. และ “เชียร์” ให้กำลังใจเมื่อยามท้อแท้ ไม่ละเลยที่จะนำผลลัพธ์จากการรวบรวมมาเป็นข้อมูลในการวางแผนปรับปรุง พัฒนาในครั้งต่อๆไป

• รวบรวมรายงานถอดบทเรียน/ประสบการณ์ ความสำเร็จวิธีทำงานใหม่ๆ วิธีทำงานยากๆ เป็นคลังความรู้จากพื้นที่ต่างๆ มาสื่อสารขยายผลให้เกิดการเรียนรู้และปฏิบัติในวงกว้าง

• จัดทำผลลัพธ์ภาพรวมของกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเกิดขึ้นรายทาง โดย mapping ความสำเร็จพื้นที่ ให้ความสำคัญของผลลัพธ์ในเชิงคุณภาพมากกว่าการบันทึกตัวเลขรายงานตัวชี้วัด เช่น การเรียนรู้ของบุคลากรนำสิ่งที่เรียนรู้จากวง ลปรร.ไปปรับปรุงวิธีทำงาน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร ประชาชนมีคุณภาพชีวิต สุขภาวะที่ดีขึ้นอย่างไร

2. การจัดวง ลปรร.

• ตั้งต้นที่การมีเป้าหมายชัดเจน สิ่งที่อยากเห็นหรือความคาดหวังของการจัดวง ลปรร. มีตั้งแต่ถอดบทเรียนวิธีทำงาน mapping ความสำเร็จพื้นที่ ติดตามประเมินนำวิธีการทำงานนั้นๆไปใช้ในพื้นที่ หรือเพียงให้ผู้เข้าร่วมรู้จักกระบวนการ ลปรร. ฯลฯ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปที่การตั้งประเด็น ลปรร. หรือหัวปลา วิธีการรวบรวม ค้นหา เลือกผู้เข้าร่วม และการออกแบบกระบวนการ ลปรร.

• ตั้งประเด็น ลปรร. มีประเด็นย่อยในการพูดคุย ไม่กว้างหรือใหญ่เกินไปจนไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะจะทำให้การเล่าเรื่องไม่สามารถลงรายละเอียดวิธีทำงานลงลึกได้ คือ เห็นแต่ว่าทำงานอะไร แต่ไม่เห็นว่าทำงานอย่างไร

• มีกระบวนการค้นหา รวบรวม คัดเลือก และวิธีทำให้แน่ใจว่า ผู้เข้าวง ลปรร. เป็นผู้มีประสบการณ์จริงตามประเด็น ลปรร.

• ทีมงานที่ประกอบด้วย KM PM, กระบวนกร ผู้บันทึก และผู้ถอดบทเรียน คุยสื่อสาร

– จูนเป้าหมาย ทำความเข้าใจความหมายของแต่ละประเด็นย่อยหรือหัวปลาย่อย

– บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นระยะตั้งแต่เริ่มต้น (Before Action Review)

– ทำการประเมินโดยใช้หลักการจัดการความรู้ (After Action Review) และนำผลการประเมินนี้ไปปรับปรุงออกแบบกระบวนการ ลปรร. ในครั้งต่อๆไป โดยมีการพูดคุยปรับกระบวนการได้ระหว่าง ลปรร. (During Action Review) หากเห็นว่าการทำวง ลปรร.เริ่มเบ้ออกนอกทางไม่เป็นตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

• สื่อสารทำความเข้าใจเป้าหมาย บทบาทของผู้เข้าร่วมวง ลปรร. ตั้งแต่ขั้นตอนการเชิญและเข้าร่วมวง โดยเฉพาะหากมาจากพื้นที่ต่างกัน

• หลายพื้นที่เป็นห่วงและมีปัญหาเรื่องถอดบทเรียน แต่เมื่อพิจารณาลงในรายละเอียดพบว่า เป็นผลพวงจากต้นน้ำ คือ เริ่มตั้งแต่เป้าหมายการจัดวง ลปรร.ไม่ชัดเจน หัวปลาใหญ่เกินไปสำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ไม่มีหัวปลาย่อย ทีมงานเข้าใจความหมายหัวปลาต่างกัน กระบวนการ mapping ไม่ดีพอทำให้ผู้เข้าร่วมไม่มีประสบการณ์ตามหัวปลาจึงเล่าเรื่องไม่ได้ ขาดการเตรียมตัวคนเล่าเรื่องทำให้เล่าไม่ตรงประเด็น เหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อนักบันทึกเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการถอดบทเรียน

]]>
ข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม https://thaissf.org/cd087-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd087-2 Fri, 12 Dec 2014 00:48:27 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/12/cd087-2/ สูติแพทย์จะให้ความเห็นได้มากกว่า ด้วยเหตุผลหลายอย่างคือ มีความรู้ในด้านนี้ มีประสบการณ์เพราะเจอคนไข้ในเรื่องนี้มาก และสูติแพทย์เองก็อาจจะมีความกังวลอยู่ลึกๆ ว่า กลัวจะมีคนมาออกกฎหมายบังคับการกระทำของสูติแพทย์

ถ้าเราจะแบ่งสิ่งที่เราคุยกันเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรายละเอียดของประเด็นต่างๆ ก็จะเห็นว่า รายละเอียดของประเด็นต่างๆ นี้สรุปยากมาก แต่ก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่งว่าอาจจะมีกฎหมายในบางเรื่องก็ดี ในบางเรื่องก็ไม่น่ามีกฎหมาย บางเรื่องก็น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่ากติกาที่ทำโดยองค์กรที่ไม่ใช่กฎหมาย รูปธรรมก็คือองค์กรวิชาชีพ แต่ก็มีคนพูดกันมากกว่าองค์กรวิชาชีพแปลว่าอะไร ข้อเสนอที่อาจจะสำคัญก็คือว่าองค์กรวิชาชีพ แต่ก็ต้องมีสร้างกันเป็นส่วนร่วม นี่เป็นข้อสรุปทั่วไปในเชิงเนื้อหา

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่ว่าด้วยตัวกลไก ซึ่งก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจพอสมควรทีเดียว

ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก มีการพูดเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาแต่เราก็ไม่ได้พูดกันมาก คือว่าถ้าเราจะต้องมาออกกติกาของสังคมในเรื่องอย่างนี้ อะไรคือเหตุผลที่เราต้องออกกติกาสังคม ซึ่งเมื่อตกลงเพื่อจะให้มีกติกาอะไรบางอย่าง เราอาจมีเหตุผลไม่เหมือนกัน เป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน ซี่งบางทีเราควรจะต้องตกลงเรื่องเป้าหมายและเหตุผลกันก่อนดีกว่า เวลาที่เรามีกติกาเราจะได้ใช้ได้ถูก ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะใช้ผิดได้ เพราะเป้าหมายคนละแบบ

สำหรับเรื่องเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ ส่วนใหญ่เราจะพูดถึงเหตุผลของการพยายามที่จะให้เกิดกติกาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในสังคม เช่นใครควรจะมีสิทธิเป็นพ่อเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกัน จะนับกันอย่างไร จะแบ่งสมบัติกันอย่างไร เข้าใจว่าจะนับถือกันอย่างไรด้วย ประเด็นนี้ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วเรื่องสิทธิที่ภายใต้ประเด็นที่เราคุยกันนี้ อย่างในกรณีอุ้มบุญเป็นตัวอย่างกับที่ทางสภาที่พยายามร่างกฎหมายอยู่ในขณะนี้เป็นการมองสิทธิเพื่อความสุขของสังคมหรือเพื่อแก้ปัญหาของปัจเจก คือการที่เรานับพ่อแม่กัน แล้วบอกว่าคนนี้เป็นพ่อแม่ตามกฎหมายหรือเป็นพ่อแม่บุญธรรมเรื่องอุ้มบุญที่เราคุยกันแล้วเราต้องไปแก้กฎหมายเพื่อให้มีพ่อแม่ตามกฎหมาย เป็นพ่อแม่ทางพันธุกรรม เราใช้หลักความสัมพันธ์ที่เป็นความสุข หรือว่าความสุขในครอบครัวเกิดจากวิธีการอย่างอื่น ไม่ได้เกิดจากฐานะทางกฎหมายว่าใครเป็นพ่อแม่ใครตามกฎหมายหรือตามบุญธรรม กรณีเช่นนี้เพื่อให้เห็นว่าบางทีที่เราออกกฎหมายมาเราอาจจะแก้อะไรได้บางอย่าง แต่เราอาจจะแก้บางอย่างไม่ได้

ตัวอย่างที่ยกมาในวันนี้ มี 2 ส่วน คือเรื่องตัวอ่อน กับเรื่องการเลือกพันธุกรรม ซึ่งตรงนี้นอกเหนือจากความพยายามที่จะพูดถึงกติกาอะไรบางอย่างเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมแล้ว ยังมีการตั้งคำถามกรายๆว่าเราควรจะมีกติกาหรือไม่ เพื่อให้สังคมมั่นใจว่าความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนี้จะก้าวไปพร้อมๆ กับสมดุลย์กับความสัมพันธ์ในสังคมเพราะถ้าเราไม่พูดถึงกติกาอะไรบางอย่างไว้ บางทีเวลาสังคมตามเทคโนโลยีไม่ทัน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเสมอคือสังคมปฏิเสธเทคโนโลยี ปฏิเสธความก้าวหน้าทางวิทยาการ เพราะว่าเราตามไม่ทัน เราจึงคิดว่าจัดการไม่ได้ เราในที่ว่านี้คือสังคม สังคมจัดการมันไม่ได้เทคโนโลยีนั้นก็จะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เราจึงควรตั้งกติกาไว้ก่อนจะดีหรือไม่ ถ้าเป้าหมายเป็นเช่นนี้เราจะต้องมีการใช้จินตนาการพอสมควรทีเดียว หลายอย่างเวลาที่ใครบอกว่าน่าจะเป็นเช่นนี้ อาจจะเป็นเช่นนี้ได้เราจะต้องมาคิดว่าเราจะมาจัดการกับมันอย่างไร คือถ้าเรามีเป้าหมายในการออกกติกาเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม การพยายามที่จะจินตนาการไปถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมก็อาจจะเป็นตัวสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการการคิดการพูดคุย ก็มีที่คุยกันว่าบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราฝันไปหรือเปล่าบางเรื่องเทคโนโลยีมันยังไปไม่ถึง บางท่านก็อาจจะเถียงอยู่กรายๆ ว่าบางเรื่องก็น่าคิดไว้ก่อนถึงแม้ว่าจะยังไม่เป็นจริงวันนี้แต่มันก็เป็นไปได้ก็ต้องคิดไว้ก่อนว่า เราจะมีกติกาหรือไม่มีกติกาเมื่อเวลานั้นมาถึงนั้น บางทีเราอาจจะต้องคิดกติกาไว้ก่อนเพราะว่าเราไม่อยากให้เทคโนโลยีถูกใช้ไปในทางพาณิชย์อย่างนี้ เป็นต้น การใช้ไปในทางพาณิชย์คือการใช้ไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือมีความคิดว่าจะต้องมีการแยก ART สำหรับบุคคลสำหรับปัจเจก หรือสำหรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

สำหรับผมแล้วประเด็นเรื่องเป้าหมายผมคิดว่าเรายังพูดกันไม่ชัดเจนพอว่า เรามาออกกติกาเพื่ออะไร จากที่ฟังมาวันนี้แต่ก็มีคนพูดถึงกันอยู่ นอกเหนือจากนั้นก็มีการพูดถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นอกเหนือจากเรื่องศีลธรรมอันดีของสังคม ก็จะมีการเสนอประเด็นเรื่องว่าออกกติกาเพื่อที่จะป้องกันการเอาไปถูกใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ที่เหลือก็เป็นหลักการทั่วไปที่พูดเมื่อไรก็คงถูกเมื่อนั้น คือว่ากติกาที่จะออกนี้ หลายคนเห็นตรงกันว่าจะต้องยืดหยุ่น ซึ่งทำให้เกิดข้อตามมาว่าออกเป็นกฎหมายแบบเข้าสภาต้องไม่ค่อยได้เรื่อง แต่ก็แยกยากมากว่าอะไรที่ควรเป็นกฎหมายสภาอะไรควรจะเป็นอย่างอื่น เหตุผลที่ว่าควรจะยืดหยุ่นก็เพราะว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็ว ค่านิยมของสังคมก็เปลี่ยนไปด้วย เราไม่รู้หรอกว่าครอบครัวที่อาจมีค่านิยมที่ไม่มีลูก และถ้าถึงวันนั้นแล้ว ART ก็อาจจะหมดความหมาย กติกาควบคุม ART อาจไม่จำเป็น คนที่ไม่มีลูกอาจจะเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุด และคุณหมอสูติฯที่มีเทคโนโลยีก็อาจจะตกงานไปโดยปริยายก็ได้ แต่สิ่งที่พูดนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้ง่ายๆ

เรื่องที่สามที่ชัดเจนมาก และมีการคุยกันมากก็คือ แพทยสภาอาจจะเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องทำหน้าที่นี้ แต่แพทยสภาคงต้องทำงานแบบสร้างการมีส่วนร่วม สำหรับผมที่เป็นกรรมการแพทยสภาเก่า และเป็นหมอที่ติดตามการคัดเลือกแพทยสภาในช่วงหลังๆนี้ ผมคิดว่าโจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ยากที่สุด เพราะทุกวันนี้ในแพทยสภาเวลาเลือกกรรมการแพทย์สภามักจะพูดถึงปัญหาของวิชาชีพเสียส่วนมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะวิชาชีพถูกรุมเร้าด้วยปัญหาที่สังคมไม่เข้าใจวิชาชีพอยู่มาก และวิชาชีพก็ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่สังคมอยู่มากเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะให้แพทยสภาเป็นผู้ทำกติกากลางที่เอาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมนี้กลไกของแพทย์สภาจะต้องดีมาก แต่ดูเหมือนข้อสรุปนี้ชัดเจนทั้งเช้าและบ่ายก็จะมีการพูดพาดพิงถึงประเด็นนี้อยู่เป็นระยะๆ ก็คงจะต้องฝากไปที่แพทยสภา

ประเด็นต่อมาคือประเด็นรายละเอียดบางประเด็น ประเด็นหนึ่งก็คือประเด็นว่าด้วยตัวอ่อนกับความเป็นทรัพย์สินที่มีชีวิต ผมไม่ทราบว่าแปลว่าอะไร แต่เข้าใจเอาเองว่าเราต้องการการไปตีความหรือคิดถึงฐานะของตัวอ่อนในบริบทใหม่ ตอนที่ผมได้คุยกับหรือตอนที่ได้ยินนักกฎหมายพูดถึงเรื่อง ตัวอ่อน กับ แนวคิดเรื่องทรัพย์สินมีชีวิตนี้ ผมรู้สึกว่าแปลกดี เพราะเรามีแค่ 2 อย่างคือ ความเป็นคน กับ ความเป็นทรัพย์สิน และตัวอ่อนก็เป็นอะไรตรงกลาง เราจึงต้องอิงคน หรือ อิงทรัพย์สิน เพราะกฎหมายไม่มีวิธีจัดการกับชีวิต แต่นี้ไม่นับข้อเท็จจริงว่าตัวอ่อนคือชีวิตหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องเข้าไปช่วยกันคิด แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าการเสนอว่า ตัวอ่อนนี้เป็น potential life นี้เป็นข้อเสนอวิธีมองที่น่าสนใจมาก แต่คงต้องการการเอาไปตีความอีกมากว่าแปลว่าอะไร ทำลายได้หรือไม่ ซื้อขายได้หรือไม่ เรียกร้องมูลค่าได้หรือไม่ เป็นประเด็นทางวิชาการที่ท้าทายและเป็นเรื่องที่สังคมอาจจะต้องเข้าไปคุยกันต่อ

อีกประเด็นหนึ่งก็เป็นอีกประเด็นที่หลายคนพูดขึ้นมาในที่ประชุม และเป็นประเด็นที่จะต้องคุยกันต่ออีกมากคือการเข้าถึงเทคโนโลยี ทั้ง 2 ประเด็น คือ (1) ถึงมีปัญญาจะซื้อบริการก็ไม่ควรจะขายบริการให้กับคนบางประเภท ซึ่งมีการพูดกันอยู่มากในที่ประชุม และ (2) เทคโนโลยีเช่นนี้ควรจะเปิดเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้อาจารย์แสวงบอกไว้ว่าในการวิจัยของอาจารย์พบชัดเจนว่าเรื่องนี้ ไม่ควรที่จะเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่ไม่มีใครยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันในที่ประชุม แต่เข้าใจว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นประเด็นสำคัญในอนาคตต่อไปก็ได้

ในที่สุดข้อสรุปที่สำคัญที่สุดก็คือ การช่วยไปทำให้สังคมได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ให้มากกว่านี้ เรื่องนี้ก็มีการอ้างถึง มสช. มากผมจึงขออนุญาตเล่าให้ฟังว่ามูลนิธิฯ โดยโครงการชีวจริยธรรมนี้คงจะมีความสามารถที่จะสร้างให้เกิดการพูดคุยเรื่องนี้ต่อเนื่องได้อีกแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เราจะดีใจมาก ถ้าแพทยสภาจะเข้ามาดูแลนับจากวันนี้ต่อไป หมายถึงว่าถ้าแพทยสภาสามารถที่จะจัดเวทีเปิดวงให้คนมาคุยกัน ซึ่งก็แน่นอนว่าเราจะนำเรื่องนี้เสนอแพทยสภา จากที่ประชุมวันนี้ผมเข้าใจว่ากลไกอื่นๆ อย่างรัฐสภาเองก็คงจะพยายามทำเพราะก็มีคนที่ร่างกฎหมายนี้อยู่ และพยายามที่จะเปิดเวทีนี้อยู่ตามสมควร การเสนอไปถึงขั้นว่าสิ่งที่ควรทำอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่การมาจัดคุยกันเฉยๆ ก็คือการจัดทำ ศัพทานุกรม ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ควรจะทำเพราะก็มีหลายท่านที่ท้วงติงการใช้ถ้อยคำ ซึ่งสำคัญมากคือต้องหาวิธีบอกให้คนเข้าใจหรือมีภาพที่เหมาะสมกับความเป็นจริง อย่างเช่น คำว่า “ตัวอ่อน”

จากการประชุมนี้จะเห็นได้ว่ามีรายละเอียดข้อเสนอแนะมากมายว่าอะไรตรงไหนควรออกเป็นกฎกติกาแบบไหนอย่างไรต่อไป และขอไม่สรุปในส่วนนั้น

จึงขอสรุปไว้เช่นนี้ ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมกัน และหวังว่าจะมีกลไกอื่นๆ ในสังคมมาช่วยกันดูแลเรื่องนี้ต่อไป และทำให้การคิดการวางกติกาเรื่องนี้เกิดเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์มากขึ้นในระยะยาว

]]>
ทักษะศตวรรษที่ 21 ช่วยให้เด็กไทยมีสุขภาวะได้อย่างไร? https://thaissf.org/er097/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er097 Fri, 26 Dec 2014 05:41:16 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/26/er097/ การศึกษาศตวรรษที่21 ที่ยึดหลักการพัฒนาทักษะอนาคต 3 ประการคือ Learning skills,Life skills,IT skills และมุ่งเน้นให้มีความรู้พื้นฐานในวิชาที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต 4 วิชาคือ Health,Economics,Environment,Civil Society เป็นการศึกษาที่ทำให้เด็กไทยมีสุขภาวะที่ดี ทั้ง กาย ใจ สังคม และปัญญา ด้วยเหตุผล 3 ข้อ

1.ทักษะอนาคต 3 ประการสอดคล้องกับพัฒนาการทางจิตวิทยาตามวัย ยกตัวอย่างความสอดคล้องระหว่าง learning skills ส่วนที่ว่าด้วย collaboration กับจิตวิทยาพัฒนาการตามทฤษฎี psychosocial development ของ Erikson ที่ว่าเด็กอายุ 6-10 ปี มีความสนใจที่จะแข่งขัน ประนีประนอม และร่วมมือกันทำงานอยู่แล้ว ดังนั้นการศึกษาที่สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการหรือส่งเสริมจิตวิทยาพัฒนาการจึงช่วยให้เด็กไทยมีสุขภาวะที่ดีตามธรรมชาติ

2.วิธีจัดการเรียนการสอนแบบPBLโดยให้นักเรียนทำงานเป็นทีม การแบ่งกลุ่มทำงานเป็นทีมเท่ากับประกันว่านักเรียนทุกคนจะได้แบ่งหน้าที่และทำหน้าที่ของตนเองสำเร็จอย่างแน่นอน ความรู้สึกที่ว่าตนเองทำงานสำเร็จในทุกๆโครงงานจะเสริมสร้าง self-esteem และเสริมสร้างความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า(value)เป็นส่วนหนึ่งของทีม นั่นเท่ากับทำให้นักเรียนมีสุขภาวะทางใจ สังคม และปัญญาพร้อมกันทั้ง 3 มิติ

3.ความรู้พื้นฐานในวิชาที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต 4 วิชา คือ Health,Economics,Environment,Civil Society ร่วมกับ IT skill ที่ดีช่วยให้เด็กไทยมีความสามารถที่จะค้นคว้าและเรียนรู้วิธีที่จะดูแลสุขภาพตนเองด้วยตนเองอย่างรู้เท่าทัน เรียนรู้วิธีออมเงินอย่างชาญฉลาดและวิธีใช้จ่ายเงินที่เหมาะสม เรียนรู้ที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลาเพราะปัญหาใดๆ เช่น โลกร้อน หรือ ปัญหาประชากรล้นเกิน และเรียนรู้ความเป็นพลเมือง เคารพความแตกต่างและสามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่างอย่างเป็นมิตร วิชาความรู้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจริงๆทั้ง 4 วิชาหากสามารถบูรณาการเข้าไปในกระบวนการเรียนการสอนด้วย PBL ย่อมทำให้เด็กไทยมีสุขภาวะดีหรือเรียนรู้ที่จะมีสุขภาวะดีได้ด้วยตนเองตลอดเวลา 12 ปีของการศึกษาขั้นพื้นฐาน

]]>
การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (17) https://thaissf.org/sh109/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh109 Mon, 17 Nov 2014 14:01:58 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/17/sh109/ น้ำหนักต่ำเป็นไปไม่ได้ที่แม่จะให้ลูกกินข้าวพอ ในชุมชนต้องมาช่วยกันแก้ไข เวลาเราเกิดปัญหาเจ้าหน้าที่ สอ.ทำไม่ได้หรอก ไปเอาอบต. ผู้ใหญ่บ้าน อสม. มาด้วย ไม่ต้องกำหนดบทอะไรที่มันซับซ้อนมาก

ลปรร.สามารถนำไปใช้พัฒนาสู่ชุมชน โดยมีการนำสิ่งที่ไปเรียนรู้จากที่อื่นมาบอกว่าเขาทำกันอย่างไร โดยนำมาพูดคุยให้ได้วิธีการจากที่ต่างๆด้วยความร่วมแรงร่วมใจ มีเครือข่ายขององค์กรท้องถิ่นมาร่วม เช่น เรื่องการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ที่มีทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน เกิดความร่วมมือช่วยกันดูแลแก้ปัญหา ทั้ง อสม. ผู้ใหญ่บ้าน ชุมชน อบต. จนปัจจุบันคนในครอบครัวทุกคนมาช่วยกันดูแล และยังได้รับความร่วมมือจากอบต. รับผิดชอบในการพาไปโรงพยาบาล ดำเนินการออกบัตรผู้พิการให้นอกจากบัตรผู้สูงอายุ และบัตรผู้มีรายได้น้อยจาก อบต…”

ลักขณาภรณ์ เสนชัย รพ. หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

“… กรณีที่ไปดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ถูกตัดเท้าด้วยการ ลปรร. ไปนั่งคุย เชิญญาติ และแพทย์ที่ไปดูแล และอสม.มาร่วม นำญาติคนไข้ที่ดูแลได้ดีมาร่วมแลกเปลี่ยน จากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้วิธีบริหารจัดการการดูแลร่วมกันระหว่างครอบครัว ญาติ อสม.มาช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมทำความสะอาดบ้าน อบต.มีรถมารับส่งพาไปล้างแผลที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลก็ลงมาเยี่ยมมากขึ้น ลปรร.เข้าไปดึงให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมามีส่วนร่วมให้เกิดสุขภาวะที่ดีขึ้นในชุมชน…”

วิชิต ยศสงคราม สสอ.หนองแสง จ.อุดรธานี

 

4. ประชาชนได้รับประโยชน์

“…เมื่อนำลปรร. มาใช้ทำให้เกิดการทำงานที่เป็นเครือข่ายและเจ้าหน้าที่เป็นเนื้อเดียวกัน คนไข้ได้ประโยชน์จากที่เราไปคุยกันแล้วสามารถช่วยคนไข้ได้มากขึ้น จากเทคนิคการดูแลแบบใหม่ในการเจาะเลือดด้วยการนวดก่อนทำการเจาะแทนการตีเพื่อกระตุ้นแบบเดิม…”

สถิต สายแก้ว รพ. ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

 

“… คนไข้ได้รับการดูแลและคุณภาพชีวิตดีขึ้น จากที่เจ้าหน้าที่มองปัญหานอกจากเรื่องการเจ็บป่วยกว้างออกไป ไม่ใช่มองแค่เรื่องโรค เรื่องการกินยาหรือได้รับยา การออกกำลังกาย ทำให้เจ้าหน้าที่มองกว้างขึ้น นอกจากเยี่ยมบ้านได้ผลงาน ก็เยี่ยมบ้านได้คุณภาพชีวิตของคนไข้ด้วย…”

วิชิต ยศสงคราม สสอ.หนองแสง จ.อุดรธานี

“…จากที่ได้กระบวนการไป มีการไปทำและเกิดประโยชน์กับประชาชนจริง ด้วยการเอาไปใช้ในเรื่องดูแลผู้พิการ นำความรู้ที่ได้ไปใช้แลกเปลี่ยนในพื้นที่ โดยเริ่มจากการประชุม อสม. จนนำผู้มีประสบการณ์ 2-3 คนจาก 3 หมู่บ้านที่ทำสำเร็จไม่มีไข้เลือดออก มาเล่าให้อีก 5 คนจากหมู่บ้านที่มีคนเป็นไข้เลือดออกไม่เว้นแต่ละวัน จนได้วิธีที่จะไปปฏิบัติต่อในหมู่บ้านตนเอง…”

จุฑามาส มาฆะลักษณ์ สสจ.สมุทรสงคราม

 

วิธีการติดตามผลลัพธ์

1. สอบถามจากเพื่อนร่วมงาน ผู้รับบริการ

2. ติดตามสังเกตพฤติกรรมการให้บริการ

3. ติดตามจากเรื่องเล่าสิ่งที่เรียนรู้จากวง ลปรร. ไปปรับใช้ในงานของตนเอง

4. ติดตามผลการดำเนินงาน

“… จริงๆก็จะบอกว่า ถ้าเกิดเราอิงที่ตัวชี้วัดมากเกินไป และเราไปสร้างความทุกข์ ความเครียดและเราทำงานแบบไม่มีความสุข แต่ตอนนี้เราเน้นการทำงานที่มีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ แล้วปรากฏว่าผลของการทำงานจากที่เราไม่ได้เอาตัวชี้วัดไปบีบ ใช่เรามีตัวชี้วัด เราสนใจกระทรวงให้มาเราสนใจ ผู้ตรวจมาเราสนใจ และเราสามารถตอบได้ เราไม่ได้เอามา ranking เอามาพิจารณาความดีความชอบ แต่ว่าพอเราไปแบบนี้งานก็เกิด คุณภาพก็มี ไม่ใช่คุณภาพไม่มีงานเละไม่อย่างนั้น แต่กลับกลายเป็นว่าน้องทำงานมีใจมากขึ้น และมีความสุข เราไม่ได้จับผิด เราไปแบบให้กำลังใจ ไปแบบผู้หล่อเลี้ยง…”

นุชนภางค์ ภูวสันติ สสจ.สระบุรี

“… เราประเมินจากตรงไหนว่าดีขึ้น เราบอกว่าเราจะไม่ตีคนไข้ ต้องนวดคนไข้ และจะมีเส้นขึ้นมาเอง เขาจะมีเทคนิคของแต่ละคน ก็มาแชร์เทคนิคกัน ตอนเช้ามาเจาะ จากเสียงที่เคยตีตุ๊บตั๊บก็หายไป พรุ่งนี้เช้าเจาะเงียบเพราะนวด และที่เคยเจาะหลายๆ ครั้งไม่ได้ จะเปลี่ยนคน คนนี้เจาะไป 2-3 ครั้งต้องเปลี่ยนคนและขอโทษคนไข้ คำพูดคำจาก็เปลี่ยนไป พี่ ER เขามาทดลองใช้ก็บอกว่าปีนั้นน้องๆ ก็ชอบ…”

สถิต สายแก้ว รพ. ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

]]>
บอกกล่าว https://thaissf.org/2014-07-21-07-26-12/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=2014-07-21-07-26-12 Mon, 21 Jul 2014 07:22:32 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/21/2014-07-21-07-26-12/ ข้อเขียนที่ปรากฏในเว็บนี้เป็นผลงานวิชาการของมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ และภาคีต่างๆที่ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ถึงปัจจุบัน

สามารถนำไปอ้างอิงหรือใช้ประโยชน์สาธารณะโดยอ้างอิงผู้ประพันธ์ตามที่ปรากฏ

ข้อเขียนในหน้าแรกเป็นบทความเกี่ยวกับงานปฏิรูปการศึกษาที่มูลนิธิฯ กำลังดำเนินงานอยู่ในปัจจุบัน

หมวดปฏิรูปการศึกษาและหมวดพัฒนาจิต เป็นบทความวิชาการเรื่องการพัฒนาจิตในระบบการศึกษาและระบบสุขภาพซึ่งผู้วิจัยและคณะได้ทบทวนวรรณกรรมจำนวนมาก

หมวดพัฒนาการเด็ก เป็นบทความวิชาการประเด็นชีวจริยธรรมการเจริญพันธุ์ในแง่มุมต่างๆทั้งกฎหมาย สังคม และจริยธรรม

]]>